Simple jQuery Dropdowns
Please use this identifier to cite or link to this item: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/21837
Title: ปัจจัยทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตันภายหลังได้รับการรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือดแดง
Other Titles: Factors Predicting Self-Management Behaviors of Patients with Peripheral Arterial Occlusive Disease Post-Endovascular Therapy
Authors: สุนันทา ตนกลาย
Sununtha Tonklai
สุวิมล กิมปี
Suvimol Kimpee
สุพร ดนัยดุษฎีกุล
Suporn Danaidutsadeekul
เกศศิริ วงษ์คงคํา
Kessiri Wongkongkam
ชุมพล ว่องวานิช
Chumpol Wongwanit
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Keywords: พฤติกรรมการจัดการตนเอง;อาการอ่อนล้า;การรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือดแดง;วารสารพยาบาลศาสตร์;Journal of Nursing Science;Open Access article
Issue Date: 2557
Citation: วารสารพยาบาลศาสตร์. ปีที่ 32, ฉบับที่ 1 ( ม.ค. - มี.ค. 2557), 39-50
Abstract: วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาอํานาจการทํานายของอาการอ่อนล้า การรับรู้ความเจ็บป่วย การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่สุขภาพ ต่อพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน ภายหลังได้รับการรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือดแดงรูปแบบการวิจัย:การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทํานายวิธีการดําเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตันซึ่งได้รับการรักษาผ่านทางสายสวนหลอดเลือดแดง และมาติดตามการตรวจรักษาที่หน่วยตรวจโรคผู้ป่วยนอกและหน่วยตรวจรักษาด้วยเครื่องมือพิเศษและติดตามผล ณ โรงพยาบาลศิริราช จํานวน 78 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป พฤติกรรมการจัดการตนเอง อาการอ่อนล้า การสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่สุขภาพ และ การรับรู้ความเจ็บป่วยฉบับย่อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการจัดการตนเองอยู่ในระดับดี (X = 3.85, SD = .37) อาการอ่อนล้า การรับรู้ความเจ็บป่วย และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับเจ้าหน้าที่สุขภาพ ร่วมกันทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเองของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 10 (R2 = .10, p < .05) โดยมีอาการอ่อนล้าเพียงตัวแปรเดียวที่สามารถทํานายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตัน ภายหลังได้รับการรักษาผ่านสายสวนได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (β = - .303, p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรให้ความสําคัญต่อปัญหาอาการอ่อนล้าของผู้ป่วยหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบตันโดยควรประเมินอาการอ่อนล้าและส่งเสริมการจัดการกับอาการอ่อนล้าเป็นระยะๆ ตั้งแต่ระยะก่อนและหลังรับการรักษาจนถึงระยะที่มาตรวจติดตามการรักษา ในการศึกษาครั้งต่อไป ผู้วิจัยควรศึกษาปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการจัดการตนเอง เช่น ความเข้าใจในข้อมูลที่ได้รับ และการสนับสนุนจากครอบครัว เป็นต้น
metadata.dc.description.abstractalternative: Purpose: To determine the predictive power of fatigue, illness perception, and patient-providercommunication on self-management behaviors of patients with peripheral arterial occlusive diseasepost-endovascular therapy.Design: A correlational predictive design.Methods: The sample consisted of 78 patients with peripheral arterial occlusive disease who hadundergone endovascular therapy and came for follow up at the out-patient department and the SpecialMedical Instrument for Treatment and Follow-up Unit, Siriraj Hospital. The interviews were used fordata collection. The interview data forms included demographic characteristics, self-managementbehaviors, the Revised Piper Fatigue Scale, patient-provider communication, and the Brief IllnessPerception Questionnaire. The data were analyzed using multiple regression analysis.Main findings: Self-management behaviors of subjects were good (X = 3.85, SD = .37). Fatigue,illness perception, and patient-provider communication could jointly predict 10% of self-managementbehaviors of the subjects (R2 = .10, p < .05). Fatigue was the only factor that could significantly predictself-management behaviors of patients with peripheral arterial occlusive disease post-endovasculartherapy (β = - .303, p < .05).Conclusion and recommendations: Nurses should pay more attention to the problem of fatigue in patients with peripheral arterial occlusive disease. Nurses should assess fatigue level and promote fatiguemanagement during pre-post therapy and follow up period. Moreover, researchers should examineothers factors that may influence self-management behaviors, for instance, understanding of information and family support
URI: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/21837
metadata.dc.identifier.url: https://www.tci-thaijo.org/index.php/ns/article/view/27046
Appears in Collections:NS-Article

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
ns-ar-suporn-2557.pdf195.86 kBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.