Simple jQuery Dropdowns
Please use this identifier to cite or link to this item: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/2966
Title: ความคิดเห็นต่อโรคเอดส์ของชาวไทยมุสลิม
Other Titles: Thai muslim's perception on AIDS
Authors: อารี จำปากลาย
บุญเลิศ เลียวประไพ
Keywords: เอดส์;ชาวไทยมุสลิม;การป้องกัน;Open Access article;Journal of Population and Social Studies;วารสารประชากรและสังคม
Issue Date: Jul-2540
Citation: วารสารประชากรและสังคม. ปีที่ 12, ฉบับที่ 1-2 (2540), 123-140.
Abstract: การวิจัยเรื่อง ความคิดเห็นของชาวไทยมุสลิมต่อโรคเอดส์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาว่าชาวไทยมุสลิมมีความคิดเห็นต่อโรคเอดส์ ต่อผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยเอดส์ และการประชาสัมพันธ์โรคเอดส์อย่างไร ในฐานะที่ชาวไทยมุสลิมเป็นกลุ่มชาติพันธ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะในวิถีชีวิต มีความเชื่อ และวิธีคิดที่แตกต่างไปจากคนไทยส่วนใหญ่ ข้อมูลที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาเรื่อง โรคเอดส์กับชาวไทยมุสลิม ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ศึกษาเฉพาะชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ โดยเก็บข้อมูลภาคสนามพร้อมกันและใช้กลุ่มตัวอย่างเดียวกันกับกลุ่มตัวอย่างในภาคใต้ของโครงการสำรวจภาวะการคุมกำเนิดในประเทศไทย พ.ศ. 2539 ประชากรในเครือข่ายคือ หญิงและชาย อายุ 15-49 ปี ที่นับถือศาสนาอิสลาม ได้จำนวนตัวอย่างทั้งหมด 815 คน การศึกษานี้ใช้ตารางร้อยละในการอธิบายผลการศึกษา ชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่ มองว่า เอดส์ คือสิ่งที่พระเจ้าส่งมาเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดในเรื่องเพศ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่สมรสและการมีเพศสัมพันธ์ ก่อนแต่งงานและนอกการสมรส ดังนั้น การซื่อสัตย์ต่อคู่สมรสและการครองความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงานเป็นการป้องกันโรคเอดส์ที่เพียงพอแล้ว ส่วนภาพที่มองผู้ติดเชื้อเอดส์ ส่วนใหญ่เห็นว่าผู้ติดเชื้อเอดส์มักเป็นผู้มีพฤติกรรมไม่ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีความเห็นใจผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์อยู่เป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีการแบ่งแยกสาเหตุที่ติดเชื้ออยู่ กล่าวคือ ให้ความเห็นใจผู้ติดเชื้อจากสาเหตุสุดวิสัยมากกว่าผู้ติดเชื้อจากสาเหตุที่ขัดแย้งกับหลักการของอิสลาม (จากการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการและจากยาเสพติด) ผู้ชายมีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับตัวในสังคมที่มีผู้ติดเชื้อเอดส์ได้มากกว่าผู้หญิง คนในเขตเมืองมีความเห็นที่แสดงถึงความพร้อมต่อการเผชิญหน้ากับโรคเอดส์มากกว่าคนในชนบท ชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่เห็นความจำเป็นของการให้ความรู้เรืองเอดส์ในสังคมมุสลิม ในโรงเรียนทั้งสายสามัญและสายศาสนา และเห็นว่าการปลูกฝังทางศาสนามีส่วนช่วยแก้ปัญหาเอดส์ ประมาณ 1 ใน 4 เห็นว่า การพูดคุยเรื่องเอดส์ในที่สาธารณะเป็นสิ่งไม่เหมาะสม มากกว่า 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับการคุตบะฮ์วันศุกร์เรื่องโรคเอดส์ และครึ่งหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการพูดเรื่องเอดส์ในมัสยิด ส่วนใหญ่เห็นว่าเอดส์สามารถควบคุมได้ด้วยการห้ามการมีหญิงบริการ และการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องไม่ว่าจะแต่งงานหรือโสดก็ตาม มากกว่าครึ่งเห็นว่า การมีภรรยาหลายคนในสังคมมุสลิมช่วยป้องกันการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรส และช่วยป้องกันปัญหาเอดส์ ส่วนใหญ่มองการคุมกำเนิด และถุงยางอนามัยในทางลบ และเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎศาสนา แต่ยอมรับได้หากเป็นการใช้เพื่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในกรณีที่สังคมมีปัญหาโรคเอดส์เกิดขึ้น นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังเห็นด้วยกับการส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยในการรณรงค์ป้องกันโรคเอดส์ ผลสรุปจากการศึกษา สะท้อนว่า ในขณะที่ปัญหาโรคเอดส์กำลังเริ่มก่อตัวในกลุ่มชาวไทยมุสลิมนั้น เอดส์ยังเป็นประเด็นที่ไม่ควรพูดคุยกันในที่สาธารณะหรือในที่ๆคนส่วนใหญ่รวมตัวกัน เช่น มัสยิด ความคิดเห็นดังกล่าว อาจเป็นอุปสรรคต่อการรับรู้เรื่องโรคเอดส์ ดังนั้น ชาวไทยมุสลิมจึงเป็นกลุ่มหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และต้องให้ความสนใจมากขึ้น ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพื่อป้องกันก่อนปัญหาเอดส์จะลุกลามมากขึ้นจนยากจะแก้ไข
URI: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/2966
Appears in Collections:IPSR-Article

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
pr-ar-aree-2540.pdf2.69 MBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.