Simple jQuery Dropdowns
Please use this identifier to cite or link to this item: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/36906
Title: ความคิดเห็นต่อการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุขในวาระสุดท้ายของชีวิตในผู้สูงอายุ จ.ลำปาง
Other Titles: Senior Citizens’ Opinion on Declaration of Intention to Refuse Public Health Service at Patients’ Terminal Stage of Life in Lampang Province
Authors: ธนิดา อินทะจักร์
ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ
นิทัศน์ ศิริโชติรัตน์
ปิยะธิดา ขจรชัยกุล
Thanida Intajak
Chardsumon Prutipinyo
Nithat Sirichotiratana
Piyatida Khajornchaikul
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาบริหารงานสาธารณสุข
Keywords: การแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุขในวาระสุดท้าย;ผู้ป่วยระยะสุดท้าย;Open Access article;วารสารกฎหมายสุขภาพและสาธารณสุข;Public Health & Health Laws Journal
Issue Date: 2561
Citation: วารสารกฎหมายสุขภาพและสาธารณสุข. ปีที่ 4, ฉบับที่ 2 (พ.ค.-ส.ค. 2561), 163-177
Abstract: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นต่อการ แสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุขในวาระสุดท้ายของชีวิตในผู้สูงอายุ จังหวัดลำปาง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ ผู้สูงอายุที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ ต.ใหม่พัฒนา อ.เกาะคา จ.ลำปาง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 110 ราย โดยใช้การเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ บังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 60-69 ปี สำเร็จ การศึกษาในระดับประถมศึกษา ร้อยละ 41.8 มีภาวะสุขภาพในระดับดีปานกลาง มีทัศนคติเกี่ยวกับ การตายดีในระดับปานกลาง มีความรู้เกี่ยวกับการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุข ในวาระสุดท้ายของชีวิต ในระดับต้องปรับปรุง มีการสนับสนุนทางสังคม ในระดับปานกลาง ผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่สนใจทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุขในวาระสุดท้ายของชีวิต ร้อยละ 62.7 วิธีการรักษาพยาบาลที่ผู้สูงอายุต้องการปฏิเสธมากที่สุดคือ การใส่ท่อช่วยหายใจ/การ เจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ โดยผู้สูงอายุส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการเป็นภาระของญาติและถึงวาระแล้วที่ต้องจากไป ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทาง สาธารณสุขในวาระสุดท้ายของชีวิต ได้แก่ ระดับการศึกษา อาชีพ ความรู้ และทัศนคติ จากผลการศึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุและญาติ มีความเข้าใจใน เรื่องการทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการทางสาธารณสุขในวาระสุดท้ายของชีวิต และ ควรมีการให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิที่ผู้สูงอายุควรทราบให้มากขึ้น โดยการจัดทำเอกสาร แผ่นพับ คู่มือ หรือมีการจัดทีมตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ
metadata.dc.description.abstractalternative: The objective of this survey research was to study the perspective of the elderly. Who sought join in Khokha, Lampang elderly associated. There were 110 elderly people, chosen by random sampling. Questionnaires were use in data collection. The results of the study showed that most of the elderly were female between 60- 69 years old, 41.8% had primary education or below, and 30% were agriculturists. the health status, their knowledge of declaration of intention to refuse public health service, and attitude of good death were at moderate levels. However, the social support of declaration of intention to refuse public health service was at needed to be improved. Most elderly intended in making a Living will to declarative intention to refuse public health service at their terminal stage in life. The life sustaining methods at a terminal stage, which the elderly mostly refused, were resuscitation by endo-tracheal breathing tube or cardiac resuscitation. The elderly intended to make a Living will want to be not burdensome to their relatives, and they like to reach the final stage peacefully when their time comes. The factors related to the opinion on declaration of intention to refuse public health service were education, occupation, knowledge, and attitude. The research suggested that there should be promotion and campaign to increase knowledge and understanding among the elderly and relatives about the declaration of intention to refuse public health service at terminal stage of life patients and the elderly’s rights with health promotion programs. This campaign could be done through the use of handbooks, pamphlets notice boards, and home visits or home call.
URI: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/36906
metadata.dc.identifier.url: http://phad.ph.mahidol.ac.th/journal_law/4-2/07-Waratakarn.pdf
ISSN: 2408-249X
Appears in Collections:PH-Article

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
ph-ar-chardsum-2561-4.pdf299.7 kBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.