Simple jQuery Dropdowns
Please use this identifier to cite or link to this item: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/44199
Title: โมเดลการทํานายคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลําคอหลังได้รับรังสีรักษา
Other Titles: Predictive Model of Quality of Life in Patients with Head and Neck Cancer After Radiotherapy
Authors: มณฑิรา คําห่อ
Montira Khamho
นภาพร วาณิชย์กุล
Napaporn Wanitkun
สุพร ดนัยดุษฏีกุล
Suporn Danaidutsadeekul
กุลธร เทพมงคล
Kullathorn Thephamongkhol
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Keywords: มะเร็งศีรษะและลําคอ;ความแตกฉานทางสุขภาพ;คุณภาพชีวิต;รังสีรักษา;การจัดการตนเอง;head and neck cancer;health literacy;quality of life;radiotherapy;self-management;Journal of Nursing Science;วารสารพยาบาลศาสตร์
Issue Date: 2561
Citation: วารสารพยาบาลศาสตร์. ปีที่ 36, ฉบับที่ 2 (เม.ย. - มิ.ย. 2561), 54-66
Abstract: วัตถุประสงค์:เพื่อศึกษาอํานาจในการทํานายคุณภาพชีวิตของปัจจัยส่วนบุคคล การลดลงของน้ำหนักตัว ความแตกฉานทางสุขภาพ การจัดการตนเอง ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ และการรับรู้การดูแลแบบบุคคลเป็นศูนย์กลางในผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลําคอหลังได้รับรังสีรักษาครบ 4-8 สัปดาห์ รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทํานาย วิธีดําเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่าง จํานวน 110 รายเป็นผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและลําคอหลังได้รับรังสีรักษาครบ 4-8 สัปดาห์ โดยการสุ่มเลือกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย-วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ รักษาเฉพาะทางด้านมะเร็ง 3 แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร ชุดแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ คุณภาพชีวิต ความแตกฉานทางสุขภาพการจัดการตนเอง ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ และการรับรู้การดูแลแบบบุคคลเป็นศูนย์กลาง วิเคราะห์สถิติด้วยสถิติถดถอยพหุคูณแบบเชิงชั้น ผลการวิจัย:ผลการศึกษาพบว่า คุณภาพชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยกลุ่มนี้อยู่ในระดับปานกลาง (X = .67, SD = .19) โดยมีคุณภาพชีวิตทางจิตสังคมน้อยกว่าทางด้านร่างกาย (X = .39, SD = .19 และ X = .59, SD = .19) สําหรับโมเดลของปัจจัยส่วนบุคคล พบว่าอาการอ่อนล้าเท่านั้นที่สามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติร้อยละ 10.5 (p < .01) ในโมเดลสุดท้ายพบว่า การจัดการตนเองและความแตกฉานทางสุขภาพสามารถร่วมทํานายคุณภาพชีวิตได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติถึงร้อยละ 36 (p < .001) โดยการจัดการตนเองเป็นปัจจัยที่มีอํานาจในการทําานายมากที่สุด (β = .32, p < .01) การจัดการตนเองและความแตกฉานทางสุขภาพสามารถสามารถอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตได้มากกว่าความอ่อนล้าร้อยละ 25.5 สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรพัฒนากิจกรรมส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีการพัฒนาความแตกฉานทางสุขภาพ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการจัดการตนเองในขณะที่รับการรักษาโดยการพิจารณาระดับความอ่อนล้าร่วมด้วยเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลังครบคอร์สการรักษา
metadata.dc.description.abstractalternative: Purpose: To determine the predictive power of personal factors, weight loss, health literacy, self-management, patient engagement, and perceived person-centered care on quality of life (QOL) among patients with head and neck cancer during 4-8 weeks after radiotherapy. Design: Predictive study. Methods: One hundred and ten patients with head neck cancer during 4-8 weeks after radiotherapy were randomly recruited from 3 university/college hospitals specializing in head and neck cancer treatment in the Bangkok metropolitan area. Questionnaires consisted of demographic and health data, quality of life, health literacy, self-management, patient engagement, and perceived person-centered care. Hierarchical regression analysis was applied for the analysis. Main findings: The result demonstrated that overall quality of life of this group of patients was in a moderate level (gif.latex?\bar{X} = .67, SD = .19) with having lower psychosocial score than physical score (gif.latex?\bar{X} = .39, SD = .19 and gif.latex?\bar{X} = .59, SD = .19, respectively). For the personal characteristic, only fatigue could significantly explain 10.5% of the variance in the quality of life (p < .01). Final model demonstrated self-management and health literacy significantly explained 36% of the variance in the quality of life (p < .001). Self-management was the factor with the highest predictive power (β = .32, p < .01). Self-management and health literacy explained the variance of quality of life above and beyond fatigue approximately 25.5%. Conclusion and recommendation: Nurses should find promoting activities to enhance patients’ health literacy and self-management ability along with their treatment based on their fatigue levels to help patients having good quality of life after completing the treatment course.
URI: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/44199
metadata.dc.identifier.url: https://www.tci-thaijo.org/index.php/ns/article/view/146586/108070
Appears in Collections:NS-Article

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
ns-ar-napaporn-2561.pdf252.36 kBAdobe PDFView/Open


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.