Simple jQuery Dropdowns
Please use this identifier to cite or link to this item: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/59358
Title: การพัฒนาวิธีไบโอติน-สเตรปตาวิดิน เอนไซร์อิมมูโนดอทแอสเส เพื่อตรวจหาอิมมูโนโกลบูลินเอ็มต่อเชื้อไวรัสเด็งกิว
Other Titles: Development of biotin-streptavidin enzyme immunodot assay for the detection of dengue immunoglobulin M antibody
Authors: ลีลา กิตติกูล
ชัยวัฒน์ กิตติกูล
ชาญชุติ จรรยาสัณห์
Lerra Kittigul
Charnchudhi Chanyasanha
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา
Keywords: ไวรัสเดนกิว;ไข้เลือดออก;การป้องกันและควบคุมไข้เลือดออก
Issue Date: 2536
Abstract: ในการรักษาและควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยปัจจัยอย่างหนึ่งคือการมีวิธีทางห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยโรค เพื่อยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสเด็งกิว ถ้าหากมีวิธีการที่สามารถตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็ว มีความไว และความ จำเพาะสูง ราคาไม่แพง ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่แพทย์ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นประโยชน์แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมและเฝ้าระวังโรค เพื่อลดอัตราป่วยและอัตราตายจากโรคไข้เลือดออก ยิ่งกว่านั้น ถ้าวิธีการสามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือราคาแพงหรือผู้ที่มีความชำนาญสูง ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่องานทางด้านสาธารณสุขเพื่อนำไปใช้ในงานภาคสนามได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพสูงสุด การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีไบโอติน-สเตรปตาวิดินเอนไซม์อิมมูโนดอทแอสเส สำหรับตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสเด็งกิวในซีรัมผู้ป่วยไข้เด็งกิวและไข้เลือดออก เปรียบเทียบกับวิธี Hemagglutination Inhibition (HI) ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐาน ทำการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยไข้เด็งกิวและไข้เลือดออก จำนวน 100 ราย และผู้ป่วยโรคอื่นๆที่มีอาการคล้ายไข้เลือดออก จำนวน 100 ราย เป็นกลุ่มควบคุม ซึ่งยืนยันผลการติดเชื้อไวรัสเด็งกิวโดยวิธี HI นำแอนติบอดีต่อ flavivirus ซึ่งเอามาจากผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็งกิวที่มีไตเตอร์ของแอนติบอดีสูงๆมาทำให้บริสุทธิ์โดยวิธี Ion exchange chromatography (DEAE-cellulose) และนำไปเชื่อมติดกับไบโอติน ถ้าในซีรัมที่ศึกษามี IgM จะจับกับแอนติบอดีต่อ IgM ซึ่งเคลือบบนกระดาษไนโตรเซลลูโลส หลังจากเติมแอนติเจน. แอนติบอดีต่อ flavivirus ที่ติดฉลากด้วยไบโอติน, คอนจูเกต ที่ประกอบด้วยสเตรปตาวิดิน-เอนไซม์เปอร์ออกซิเดส และสับสเตรท จะเกิดสี ผลการศึกษาพบว่า เมื่อใช้ซีรัมระยะเริ่มป่วยและซีรัมระยะพักฟื้น วิธีไบโอติน-สเตรปตาวิดิน เอนไซน์อิมมูโนดอทแอสเส มีความไวร้อยละ 48 และร้อยละ 59 ความจำเพาะร้อยละ 56 และร้อยละ 58 ประสิทธิภาพร้อยละ 52 และร้อยละ 59 ค่าทำนายผลบวกร้อยละ 52 และร้อยละ 58 ค่าทำนายผลลบ ร้อยละ 52 และร้อยละ 59 ค่า agreement (kappa) เท่ากับ 0.38 (พอใช้) และ 0.45 (ปานกลาง) ตามลำดับ รายที่ให้ผลลบในทั้งสองซีรัมมีเพียง 25 ราย ดังนั้น ถ้าใช้ซีรัมคู่จะให้ผลบวกถึงร้อยละ 75 จะเห็นว่าวิธี ไบโอติน- สเตรปตาวิดิน เอนไซน์อิมมูโนดอทแอสเส มีความไวและความจำเพาะปานกลาง แต่สามารถทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้ผู้มีความรู้ความชำนาญสูง ใช้สารตัวอย่างน้อย โดยใช้ซีรัมเดียว อ่านผลดูการเกิดสีภายใน 9 ชั่วโมง น้ำยามีความคงทนและราคาไม่แพง ประมาณ 5 บาทต่อตัวอย่าง ถ้าหากมีการปรับปรุงในด้านความไวและความจำเพาะ วิธีนี้เหมาะสมอย่างยิ่งที่น่าจะนำไปประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการสำหรับการติดเชื้อไวรัสเด็งกิว โดยเฉพาะในการทดสอบภาคสนามต่อไป
metadata.dc.description.abstractalternative: In The effective management and control of dengue hemorrhagic fever (DHF), the important factor is the availability of a rapid sensitive, specific and economical laboratory diagnostic test to confirm dengue infection. It will be very useful to physician in appropriate treatment and to public health authorities for disease control and surveillance in order to reduce morbidity and mortality of DHF. If the immunodiagnostic test is simple and does not require expensive equipment or expertise, it can be applied to use practically and efficiently in field of public health. The objective of this research is to develop IgM-capture biotin-streptavidin enzyme immunodot assay (IgM-capture BS-EIDA) for diagnosis of dengue infection in the sera of dengue fever (DF) and DHF patients compared with hemagglutination inhibition (HI) test. The studied groups were composed of two categories. First, it was DF and DHF patients considered as case. Second, it was other cases with similar symptoms to DF and DHF considered as non case. These patients were confirmed dengue infection by HI test. After the sera with high antibody titer of flavivirus were pooled from DHF patients, they were purified by DEAE-cellulose chromatography. The anti-flavivirus IgG was linked to biotin. If there was IgM in serum samples, it would react with goat anti-human IgM coating on nitrocellulose paper. Then the tetravalent dengue antigens and biotinylated anti-flavivirus IgG were added following by streptavidin-peroxidase conjugate. Finally, the substrate was added. The color reaction was developed. The result showed that the IgM-capture-BS-EIDA had 48% and 59% of sensitivity, 56% and 58% of Specificity, 52% and 59% of efficiency, 52% and 58% of positive predictive value, 52% and 59% of negative predictive value, 0.38 (fair) and 0.45 (moderate) of agreement (kappa) for acute and convalescent sera, respectively. Analyzing paired sera, the IgM-capture BS-EIDA was able to detect 75%. The study indicates that the IgM-capture BS-EIDA has moderate sensitivity and specificity. It is quite simple and requires a small amount of single serum sample. The result expressed as color can be read within 9 hrs. The reagents are quite stable. The test is inexpensive ; 0.2$ or 5 bath per sample. Thus, with some improvements on sensitivity and specificity the IgM-Capture BS-EIDA is the appropriate method to appy to use in diagnostic laboratory for dengue infection especially in field test.
URI: http://repository.li.mahidol.ac.th/dspace/handle/123456789/59358
metadata.dc.identifier.url: https://library.mahidol.ac.th/record=b1077595
Appears in Collections:PH-Research Report

Files in This Item:
There are no files associated with this item.


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.