Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "Noppawan Phinitkhajorndech"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 7 of 7
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    Symptom clusters in patients with end-stage renal disease undergoing hemodialysis
    (2020-01-01) Suchira Chaiviboontham; Noppawan Phinitkhajorndech; Juthamas Tiansaard; Faculty of Medicine, Ramathibodi Hospital, Mahidol University
    © 2020 Chaiviboontham et al. This work is published and licensed by Dove Medical Press Limited. Background: End-stage renal disease (ESRD) patients undergoing hemodialysis have to face many symptoms from disease progression and treatment. These symptoms cause suffering and affect physical, psychological, emotional, social, and spiritual of the patients, resulting in decreased quality of life and might increase the death rate of these patients. Therefore, the study of symptoms in ESRD patients undergoing hemodialysis will lead to effective symptom management and maximize benefits for the patients. The purpose of this study was to explore the symptom clusters of ESRD patients undergoing hemodialysis. Materials and Methods: The sample of this descriptive study consisted of 150 ESRD patients undergoing hemodialysis from two dialysis centre of the university hospital and specialized kidney hospital in Bangkok. The instruments consisted of Personal Information Questionnaire (PIQ) and Dialysis Symptom Index-THAI (DSI-THAI). The data were analyzed by exploratory factor analysis. Results: The 8 clusters of symptoms were found: 1) gastrointestinal, 2) musculoskeletal and fluid volume 3) neurological 4) irritation of the mucous membranes and skin 5) depression 6) sleep disturbance 7) sexual 8) anemic. Conclusion: The results of this study can be raised awareness and used as the information for the health-care provider to develop the intervention to manage unpleasant symptoms which lead to improving the quality of life.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรับรู้ภาระจากอาการ ภาระค่าใช้จ่าย กับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
    (2560) จุฑามาศ เทียนสอาด; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Juthamas Tiansaard; Suchira Chaiviboontham; Noppawan Phinitkhajorndech; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยเชิงบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ภาระจากอาการ ภาระค่าใช้จ่าย และ คุณภาพชีวิตในผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และศึกษาความ สัมพันธ์ระหว่างภาระจากอาการกับคุณภาพชีวิต และการรับรู้ภาระค่าใช้จ่ายกับคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยไต เรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย จำนวน 101 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเลือกตามความสะดวกที่เข้ารับการรักษาที่หน่วยไตเทียม โรง พยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลสถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม 2558 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกอาการ แบบสอบถามภาระค่าใช้จ่าย และแบบสอบถามคุณภาพชีวิต EQ-5D และ SF-36 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติบรรยายและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Pearson’s Product-Moment Correlation ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตปานกลาง มีการรับรู้ว่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไต เทียมเป็นภาระค่าใช้จ่ายในระดับปานกลาง และพบว่าการรับรู้ภาระค่าใช้จ่ายมีความสัมพันธ์ทางลบกับ คุณภาพชีวิต EQ-5D (VAS) ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนอาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ผิวแห้ง อาการที่รุนแรงมากที่สุดคือ ปวดหลอดนำเลือด โดยพบว่าภาระจากอาการมีความสัมพันธ์ทางลบ กับคุณภาพชีวิต SF-36 ระดับสูงในมิติด้านร่างกายและคุณภาพชีวิตโดยรวม และระดับปานกลางในมิติ ด้านจิตใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมิน ผู้ป่วยทั้งในด้านภาระจากอาการและภาระค่าใช้จ่ายซึ่งมีความสำคัญและจำเป็นในการนำมาวางแผนการ ช่วยเหลือ และบรรเทาภาระจากอาการของผู้ป่วยและจัดหาแห่ล่งประโยชน์ ที่เป็นทั้งบทบาทอิสระของ พยาบาลที่สามารถจัดการได้โดยตรงและบทบาทร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย ที่จะส่งเสริม ให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความตรงและความเที่ยงของครื่องมือประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกไต : ฉบับดัดแปลง
    (2565) นพวรรณ พินิจขจรเดช; สรชา วานิชมนตรี; อรสา พันธ์ภักดี; Noppawan Phinitkhajorndech; Soracha Wanichmontri; Orasa Panpakdee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การศึกษานี้้มีวัตถุุประสงค์เพื่่อดัดแปลงและทดสอบความตรงและความเที่ยงของเครื่องมือประเมินคุุณภาพชีวิตด้านสุุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคไตระยะสุุดท้ายที่่ได้รับการฟอกไตฉบับภาษาไทย (THAI-HRQOL-D) ที่่ ผู้วิจัยและคณะพัฒนาในปี พ.ศ. 2555 ในงานวิจัยครั้งนี้ทดสอบความตรงและความเที่่ยงของเครื่องมือในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 244 รายซึ่งเป็นผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 185 รายและผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง 59 รายที่่มารับบริการที่หน่วยบริการไตเทียม 4 แห่งในภาคตะวันออกของประเทศไทย ทดสอบความตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและเชิงยืนยันรวมทังการทดสอบด้วยวิธีกลุ่มที่ รู้ชัด และทดสอบความเที่ยงชนิดความสอดคล้องภายใน ผลการวิเคราะห์แบบประเมินคุุณภาพชีวิตด้านสุขภาพจำนวน 34 ข้อ พบว่าสกัดองค์ประกอบได้ 7 องค์ประกอบ อธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 52.89 ประกอบด้วย ด้านสุขภาพและการทำหน้าที่่ของร่างกาย ด้านการดำรงชีวิตอยู่กับอาการแสดง ด้านการดำรงชีวิตอยู่กับการฟอกไต ด้านเศรษฐกิจสังคม และครอบครัวด้านจิตวิญญาณ ด้านความผาสุุกทางจิตใจ และด้านการรู้คิดผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพบว่า โมเดลโครงสร้างมีีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมููลเชิิงประจัักษ์ ความเที่่ยงชนิิดสอดคล้องภายในมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคอยู่ในเกณฑ์ดี การทดสอบความตรงเชิิงโครงสร้างด้วยวิธีกลุ่มที่่ รู้ชัดพบว่ากลุ่มที่่ มีระดับความเข้มข้นเลือดและระดับอัลบููมินในเลือดปกติมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตด้านสุุขภาพจากการประเมินด้วยเครื่องมือฉบับนี้ (THAI-HRQOL-D) สูงกว่ากลุ่มที่่มีระดับความเข้มข้นเลือด และระดับอัลบูมินในเลือดต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเครื่องมือที่วัดคุณภาพชีวิตที่่จำเพาะกับโรคฉบับนี้มีความตรงและความเที่่ยงอยู่ในระดับดีและสามารถใช้ในการประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยที่่ได้รับการฟอกไตได้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความรอบรู้ด้านสุุขภาพ และพฤติกรรมสุุขภาพของผู้สููงอายุุที่มีโรคไตเรื้อรัง
    (2564) ชญาภา วรพิทยาภรณ์; พรทิพย์ มาลาธรรม; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Chayabha Vorrapittayaporn; Porntip Malathum; Noppawan Phinitkhajorndech; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์iะหว่างความรู้ความรอบรู้ ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรัง โดยใช้แนวคิดความรอบรู้ด้าน สุขภาพของนัทบีม เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 ที่ยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไต และมารับการตรวจตาม นัดที่คลินิกโรคไตเรื้อรังในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในเขตกรุุงเทพมหานครจำนวน 98 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้เกี่ยวกับ โรคไตเรื้อรัง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรัง เก็บ รวบรวมข้อมูล ระหว่่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมพ.ศ. 2562 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย และสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับโรค ไตเรื้อรัง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และคะแนนพฤติกรรมสุขภาพทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ใน ระดับสูงและจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความ สัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรัง ไม่มีความสัมพัันธ์์กัับความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นบุคลากรทีมสุขภาพจึงควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรัง มีความรอบรู้ด้านสุขภาพใน การเลือกใช้ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อให้มีการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการตั้งเป้าหมายร่วมต่อพฤติกรรมการคว่ำหน้าและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอกแบบใส่แก๊ส
    (2568) วรางคณา คงเจริญ; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Warangkana Kongcharoen; Suchira Chaiviboontham; Noppawan Phinitkhajorndech
    The retina acts as a screen to receive images. When the vitreous humor adheres too tightly to the retina, it can cause traction, leading to retinal detachment. This condition affects the patient's quality of life and, if left untreated, may lead to vision loss. Vitrectomy is a common and effective treatment involving surgery inside the eyeball, where gas is injected to help the retina reattach. Patients must maintain a face-down position after surgery for successful reattachment.This requirement can hinder daily activities. Patients often experience discomfort, neck pain, and back pain, which makes it difficult to maintain the face-down position consistently. Setting shared goals regarding face-down positioning and following up on clinical outcomes in patients after retinal detachment surgery with gas tamponade involves active interaction between nurses and patients. Nurses educate patients using materials, videos, and explanations about retinal detachment and the importance of face-down positioning after surgery. Patients are trained in this positioning before surgery, using personalized strategies and shared goals to determine the number of required hours. This helps patients understand and manage self-care at home, improving surgical outcomes.This study aimed to compare the mean number of hours patients with gas tamponade retinal detachment spent in the face-down position over a 24-hour period between those who received a mutual goal-setting program and those who received standard nursing care. Additionally, it seeks to compare clinical outcomes, including visual acuity and retinal reattachment, between the two groups. This study was a quasi-experimental research design using a two-group pretest-posttest design with an experimental and a control group. The participants were patients who underwent gas-filled retinal detachment surgery due to retinal holes or tears, traction caused by membranes or vitreous humor, or fluid leakage and accumulation under the retina. The study took place between May 1 and December 25, 2023. A total of 50 patients were purposively selected based on inclusion criteria: aged 18 years or older, undergoing their first retinal detachment surgery, receiving gas tamponade with Octafluoropropane (C3F8) or sulfur hexafluoride (SF6),scheduled for surgery in one eye only with the other eye not diagnosed with blindness, and able to be contacted via telephone or the LINE application. If post-surgery vision was impaired,communication via LINE could be facilitated by a relative. Moreover, those aged 60 and above were screened for cognitive impairment using the Thai version of the 6 Cognitive Impairment Test (6 CIT), with eligible participants scoring less than 8. The sample size was calculated using G*Power, with a power of 0.50, a significance level (α) of 0.05, and an effect size of 0.50,resulting in 23 participants per group, increased by 10% to 25 participants per group to account for incomplete data. The researchers purposively selected all participants for the experiment. Data were collected first from the control group and then from the experimental group using a mutual goal-setting program based on King’s Goal Attainment Theory, along with a demographic form,a 24-hour face-down behavior log, a visual acuity record, and a retinal reattachment record. Data analysis was performed using descriptive statistics and a two-factor repeated measures ANOVA. The experimental group had a mean number of face-down positioning hours equal to or greater than 16 hours, which was higher than that of the control group. When comparing the mean hours of face-down positioning at different time points, the experimental group demonstrated significantly higher means on postoperative days 1-2, 6-7, and 13-14 (F = 93.39, p < .05).Within the experimental group, the mean hours of face-down positioning one month before surgery were significantly different from those on postoperative days 1-2 (t = .79, p < .05), 6-7(t = .94, p < .05), and 13-14 (t = .88, p < .05). Additionally, the mean hours on postoperative days 1-2 were significantly different from those on days 6-7 (t = .63, p < .05) and 13-14(t = .43, p < .05). However, there was no significant difference between days 6-7 and 13-14.The experimental group also showed significantly better visual acuity one month after surgery than at 6-7 days (t = 0.10, p < 0.05), but there was no significant difference between the experimental and control groups. Furthermore, the percentage of patients with successful retinal reattachment after surgery was higher in the experimental group than in the control group. This research recommends that nurses adopt a mutual goal-setting approach with patients before and after surgery, focusing on maintaining the face-down posture after gas-injection retinal detachment surgery to improve outcomes. Follow-up care should be extended to 3-6 months, including studies on patients' post-surgery quality of life. A program to set behavioral goals for face-down posture in patients with silicone oil injections is suggested to reduce reoperation rates. Future research should investigate factors such as body weight, retinal detachment location, and diabetes that may influence face-down posture.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแล และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
    (2568) เยาวลักษณ์ จันทรเรืองนภา; นพวรรณ พินิจขจรเดช; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; Yaowalak Chandraruangnabha; Noppawan Phinitkhajorndech; Suchira Chaiviboontham
    ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นผู้สูงอายุหรือต้องได้รับการช่วยเหลือในการดูแลกิจวัตรประจำวันเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการให้ความรู้ สนับสนุนและเพิ่มทักษะให้กับผู้ดูแลโดยตรง เพื่อมีส่วนช่วยในการดูแลร่วมกับพยาบาลไตเทียมเมื่ออยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่หน่วยไตเทียมพิเศษ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างที่ไม่ได้ฟอกเลือด (IDWG: Intradialytic weight gain) มากกว่า 2 กิโลกรัมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์และผู้ดูแล จำนวน 24 คู่ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ.2564 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 กลุ่มผู้ดูแลได้รับโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ประกอบด้วย 3 ระยะคือ ระยะแรกเป็นการส่งเสริมการรู้จักตนเองและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและภาวะน้ำเกิน ระยะที่ 2 คือการฝึกทักษะการประเมิน ควบคุมและจัดการปริมาณน้ำและอาหารโซเดียมสูง และระยะสุดท้ายคือการดูแลต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ โดยติดตามประเมินผลรวมระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ 1)แบบ สอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแล 3) แบบประเมินความรู้ของผู้ดูแลเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำและ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแล ในเรื่องการบริโภคน้ำและโซเดียมในอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยประเมินก่อน ได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 และ 5) ผู้ดูแลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับการคัดกรองด้วยแบบประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อ (The Six Item Cognitive Impairment Test: 6CIT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว และสถิติฟรีดแมน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลเป็นเพศหญิงร้อยละ 87.50 อายุตั้งแต่ 40-75 ปี มีคะแนนเฉลี่ยของความรู้ในสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 3.71, p < .01 และ Z = 4.11, p < .01 ตามลำดับ) และคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ 6 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 2.27, p =.13) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลหลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = 8.67, p< .01 และ MD = 10.08, p < .01 ตามลำดับ) โดยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำสูงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลหลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = 1.42, p =.24) ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพศหญิงร้อยละ 54.20 อายุตั้งแต่ 55-87 ปี มีค่าเฉลี่ย IDWG ก่อนได้รับโปรแกรม 2.22 กิโลกรัม (SD = .83) หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 เท่ากับ 1.56 กิโลกรัม (SD = .58) และสัปดาห์ที่ 6 เท่ากับ 1.30 กิโลกรัม (SD = .61) โดยค่าเฉลี่ย IDWG ก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 แตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสำคัญ (F = 18.69, p< .01) ค่าเฉลี่ย IDWG หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ (MD = .66, p <.01 และMD = .91, p < .01 ตามลำดับ) และ IDWG หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 6 ต่ำกว่าสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = .26, p=.03) รูปแบบของโปรแกรมและผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลสำหรับนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลในหน่วยไตเทียม เพื่อช่วยเหลือและเพิ่มสมรรถนะของผู้ดูแลผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำ ทั้งเรื่องการดูแลในเรื่องปริมาณน้ำและอาหารที่มีโซเดียมสูง การประเมินน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อวัน รวมทั้งทักษะการประเมินและการจัดการภาวะน้ำเกินในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียวไม่มีกลุ่มควบคุมอาจไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของโปรแกรมได้ชัดเจน ควรมีการติดตามประเมินผลผู้ดูแลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรขยายผลให้ครอบคลุมไปยังผู้ดูแลผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทุกราย เพื่อเป็นการสนับสนุนการร่วมดูแลอย่างถูกต้องโดยการปรับรูปแบบการให้โปรแกรมอย่างเหมาะสมกับเวลาและวิธีทำงานของพยาบาลไตเทียมในลำดับต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลลัพธ์ของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
    (2566) พุทธชาติ เอี่ยมสอาด; วรัญญา รัศมีบรรพตกุล; กิตติณัฐ กิจวิกัย; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Puthachart Iamsa-ard; Warunya Rassameebunpotkul; Kittinut Kijvikai; Noppawan Phinitkhajorndech
    การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบหนึ่งกลุ่มชนิดวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One group pretest - posttest design) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คู่เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและผู้ดูแล ในระบบคลินิกพิเศษนอกเวลา หอผู้ป่วยพิเศษ (ฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยประเมิน 1) ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนก่อนและหลังผ่าตัดของผู้ป่วย 2) ทักษะ ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดของผู้ป่วย ทักษะการดูแลสายสวนปัสสาวะและการทำความสะอาดแผลของผู้ดูแล 3) ความวิตกกังวลของผู้ป่วย และ 4) ความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป ได้แก่ การแจกแจงความถี่และร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Repeated measures ANOVA โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนได้รับโปรแกรมต่ำกว่าหลังได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะของผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ทักษะการดูแลสายสวนปัสสาวะและการดูแลแผลของผู้ดูแล มีค่าเฉลี่ยในการวัดครั้งแรกน้อยที่สุดและครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ระหว่างการวัดทั้ง 3 ครั้ง ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนเข้ารับโปรแกรมสูงกว่าหลังเข้ารับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังเข้ารับโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (mean 9.64, SD 0.57) ไม่พบภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ โปรแกรมนี้จึงมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการ

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use