Browsing by Author "Parinya Santima"
Now showing 1 - 3 of 3
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only Factors related to developmental tasks of fathers in rearing school-aged children in the community, Din-Daeng district, Bangkok(Mahidol University. Mahidol University Library and Knowledge Center, 2002) Parinya Santima; Rawiwan Sangchai; Jarueyporn Suparp; Suwat SrisorrachatrPublication Open Access ความรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน(2567) จงใจ จงอร่ามเรือง; ปริญญา สารธิมา; จิราภรณ์ ปั้นอยู่; จิราภรณ์ ตั้งสกุล; สุธาสินี แซ่หุง; ศิริพร นิราพันธ์; Jongjai Jongaramraung; Parinya Santima; Jiraporn Punyoo; Jirarporn Tunksakool; Sutasinee Saehoong; Siriporn Nirapunการวิจัยแบบผสมผสานนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เรื่องการพยาบาลผู้ป่วยเด็กโรคไข้เลือดออกในส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเลือกกลุ่่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 98 ราย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบความรู้ก่อนเรียน แบบทดสอบความรู้หลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนาและสถิติความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน จำนวน 17 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุรภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า คะแนนความรู้หลังสิ้นสุดการเรียนทันทีมากกว่าก่อนจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน พบว่าคะแนนความรู้ลดลงจากหลังสิ้นสุดการเรียนทันที แต่ยังมากกว่าก่อนจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานและนักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่าเกม "ดีเก่ง" ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างแรงจูงใจในการเรียนและส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน จากผลของการวิจัยครั้งนี้ควรส่งเสริมการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานในการเรียนการสอนนักศึกษาพยาบาลต่อไปPublication Open Access ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กวัยก่อนเรียน(2568) วนิดา สรานันท์; เรณู พุกบุญมี; ปริญญา สารธิมา; Vanida Saranun; Renu Pookboonmee; Parinya Santimaโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจถือเป็นปัญหาด้านสาธาณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในเด็กวัยก่อนเรียน ซึ่งยังมีภูมิคุ้มกันต่ำและระบบทางเดินหายใจที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เฉลี่ยปีละ 6-8 ครั้ง หากไม่ได้การดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มอัตรการรวดชีวิต แต่อัตราการป่วยยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคสามารถจำแนกได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านเด็ก ปัจจัยด้านผู้ดูแล และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบทบาทของผู้ดูแลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเผ้าระวัง การป้องกัน และการตัดสินใจเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงทีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นการรับรู้ความเสี่ยง ความรุนแรงของโรค ประโยชน์ของพฤติกรรม และการลดอุปสรรค เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม งานวิจัยที่ผ่านมาได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นหลัก แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ประยุกต์ใช้กับผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ อีกทั้งยังขาดการประเมินผลลัพธ์ในระยะยาว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กวัยก่อนเรียนโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจของผู้ดูแลหลังสิ้นสุดการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจของผู้ดูแลเด็กกุล่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 3) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านสุขภาพเด็กในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลเด็กระหว่างอายุ 2-6 ปี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 34 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและความเสี่ยงของโรค พร้อมกระตุ้นความตระหนัก เน้นความรุนแรงของโรคโดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของการป้องกันโรค และลดอุปสรรคในการปฏิบัติ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย การเช็ดตัวลดไข้ และการล้างจมูก และติดตามกระตุ้นอย่างต่อเนื่องทางโทรศัพท์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลและดูแลเด็กตามแนวทางปฏิบัติปกติของตนเองที่บ้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ และแบบวัดผลลัพธ์ด้านสุขภาพของเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ ANCOVA ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ เป็นผู้ดูแลเด็กจำนวน 68 คน ประกอบด้วย เพศหญิงร้อยละ 31.18 และเพศชายร้อยละ 8.82 มีอายุระหว่าง 20-65 ปี ส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี จบการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 33.82 ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 67.65 มีบุตร 1-2 คน ร้อยละ 73.53 รายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 47.06 เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะทั่วไปใกล้เคียงกัน ผู้ดูแลเด็กกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจหลังการเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าผู้ดูแลเด็กกลุ่มควบคุม (F1,65 = 25.46, p = < .001).และสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -5.13, p < .001))แสดงว่าโปรแกรมนี้ส่งผลให้พฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มผู้ดูแลเด็กเพิ่มขึ้น จากโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพที่ผู้วิจัยดำเนินการ สามารถสรุปได้ว่าพฤติกรรมการดูแลเด็กเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจเพิ่มขึ้นหลังการทดลอง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากแนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดและกิจกรรมเพิ่มเติม เช่น การจัดการฝึกทักษะ การสนับสนุนทางสังคม และการให้ข้อมูลข่าวสารร่วมด้วย การให้ความรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพถือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจที่เหมาะสม การศึกษาผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กในงานวิจัยนี้พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกเช่น การระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มการตื่นตัวในการดูแลสุขภาพของประชาชน และระยะเวลาในการติดตามผลลัพธ์ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอ ผลการวิจัยครั้งนี้เสนอแนะว่า บุคลากรสุขภาพควรใช้โปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในการให้ความรู้ส่งเสริมพฤติกรรมของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการออกแบบโปรแกรมให้เหมาะสมกับบริบทของสถานบริการสุขภาพและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การศึกษาครั้งต่อไปควรขยายระยะเวลาเป็น 6-12 เดือน เพื่อประเมินความคงอยู่ของพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลกระทบต่อสุขภาพเด็กอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรออกแบบการศึกษาที่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น การขยายระยะเวลาติดตามผล การใช้ตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทั้งเชิงพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางสุขภาพ และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการนำโปรแกรมไปใช้จริงในบริบทต่าง ๆ เพื่อให้สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับชุมชนและสถานพยาบาล
