Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "Sumolchat Duangbubpha"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 13 of 13
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    Selected factors related to physical activity among persons with heart failure in a university-affiliated hospital, Bangkok, Thailand
    (2021-11-01) Sittigorn Saiwutthikul; Apinya Siripitayakunkit; Sumolchat Duangbubpha; Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University
    Background: Heart failure is a complex clinical syndrome that disturbs physical and psychological health and the quality of life of persons with heart failure and their families. Physical activity is one of the essential self-care in persons with heart failure, which can decrease the exacerbation of the heart failure symptoms, increase activity tolerance, ability to accomplish daily activities, and improve quality of life. Objectives: This research aimed to determine the physical activity level among persons with heart failure and explore the relationship between physical activity and its related factors based on the self-and family management framework, including motivation, functional ability, family support, and perceived quality of patient-provider relationships. Methods: A correlational cross-sectional study was conducted with a total of 70 participants who visited the Multidisciplinary Heart Failure Clinic of a university-affiliated hospital, Bangkok, Thailand, from December 2020 to May 2021. Participants were asked to complete five questionnaires that explored their physical activity and its related factors. Data were analyzed and reported using descriptive statistics and correlation coefficient, and the pvalue of.05 was considered to be statistically significant. Results: The results showed most participants (78.50%) had a high physical activity level, and the other participants (21.50%) had a moderate physical activity level. Regarding the relationship between physical activity and its related factors, a total physical activity had a significant positive correlation with a functional ability (rs =.309, p <.05), and family support (r =.210, p <.05). While the physical activity had a positively non-significant correlation with motivation (r =.050, p >.05), and a negatively non-significant correlation with perceived quality of patient-provider relationships (r = -.049, p >.05). Conclusion: The research can be used to gain more understanding of physical activity among persons with heart failure. Nurses play an accountable role in promoting and providing appropriate interventions to constantly maintain and enhance physical activity as secondary prevention in persons with heart failure. Additionally, measuring physical activity using an objective measurement with the self-report should be considered for the favorable outcome.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินผลการใช้เทคนิคการสอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิกในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลของนักศึกษาพยาบาล
    (2562) สุมลชาติ ดวงบุบผา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; Sumolchat Duangbubpha; Soontaree Jianvitayakij; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อประเมิน ผลการใช้เทคนิคการสอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิกในวิชาการปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุต่อคะแนนความรู้ และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและ หลอดเลือด และความพึงพอใจในการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้น ปีที่ 3 จำนวน 114 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 57 ราย และกลุ่มควบคุม 57 ราย โดยกลุ่มทดลองเรียนวิชา ปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ร่วมกับการเรียนด้วยสถานการณ์จำลอง ทางคลินิก 2 สถานการณ์ ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนเฉพาะวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2 เป็น ระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยไม่มีการเรียนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิก เก็บข้อมูลโดยใช้ 1) แบบบันทึก ข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบทดสอบความรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและ หลอดเลือด 3) แบบสอบถามความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและ หลอดเลือด และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยการใช้สถานการณ์จำลอง วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ไคสแคว์ สถิติที สถิติทีคู่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ และ ค่าขนาดอิทธิพล ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ และความ มั่นใจในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าก่อนทดลองอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ และมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยโรคระบบทางเดิน หายใจและระบบหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สถานการณ์จำลอง ทางคลินิกส่งผลต่อความรู้ที่ร้อยละ 12 และส่งผลต่อความมั่นใจที่ร้อยละ 24 กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ ต่อการสอนด้วยสถานการณ์จำลองในระดับมาก งานวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นผลของการสอนด้วยสถานการณ์ จำลองทางคลินิกต่อความรู้และความมั่นใจของนักศึกษาพยาบาล ดังนั้นจึงควรพิจารณาใช้เทคนิคการ สอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิกร่วมกับการสอนตามปกติเพื่อพัฒนาทักษะของนักศึกษาพยาบาล ในการการดูแลผู้ป่วย
  • No Thumbnail Available
    PublicationOpen Access
    การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
    (2568) อ้อมขวัญ อินต๊ะปัญญา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Aomkuan Intapunya; Soontaree Jianvitayakij; Sumolchat Duangbubpha
    โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก มีการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่องและมีการฟื้นกลับไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมุ่งเน้นการช่วยลดอาการเหนื่อยหอบและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการกำเริบ ซึ่งมีความต้องการการดูแลหลายด้าน จึงต้องการการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ผู้ป่วยและคุณภาพการดูแล การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพช่วยให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น แต่การประเมินผลลัพธ์อาจไม่ครอบคลุมที่จะสะท้อนถึงคุณภาพการดูแลที่ได้รับจากทีมสหสาขาวิชาชีพ จากแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียนด้านผลลัพธ์ ซึ่งเป็นการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยอันเป็นผลมาจากผู้ให้บริการ ประกอบด้วยการประเมินการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพ ความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจในการดูแลที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการศึกษาถึงการประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นผลลัพธ์จากการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้ ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ จึงควรประเมินให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยสะท้อนคุณภาพการดูแลได้ชัดเจนมากขึ้น การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง อาการหายใจลำบาก ความสามารถในการทำกิจกรรม คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วยในการรับบริการ โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2565 จำนวน 87 คน ตามเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) อายุ 40 ปี ขึ้นไป 2) เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี 3) มาตรวจติดตามการรักษาสม่ำเสมอ อย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนครั้งที่แพทย์นัดตรวจติดตามใน 1 ปีที่ผ่านมา 4) สามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาไทยได้ 5) ยินดีเข้าร่วมงานวิจัยโดยลงนามในแบบฟอร์มยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร 6) กรณีที่กลุ่มตัวอย่างอายุ 60 ปี ขึ้นไป ต้องไม่มีความบกพร่องทางการรู้คิด โดยผ่านการประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อได้คะแนนน้อยกว่า 8 คะแนนจาก 28 คะแนน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย แบบประเมินอาการหายใจลำบาก แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามคุณภาพชีวิต และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการบริการที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 64.49 ปี (SD = 10.72) ได้รับการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในช่วงเวลา 1-15 ปี มีระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับปานกลาง (GOLD stage 2) และเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่ม A ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาสูดพ่นแบบผสมมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.43 มีอาการกำเริบตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งปี มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.94 ที่ต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการกำเริบของโรค ส่วนผลลัพธ์ของผู้ป่วยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมค่อนข้างสูงเท่ากับ 104.97 คะแนน (SD = 9.14) จากคะแนนเต็ม 124 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมด้านการใช้ยาถูกต้องสูงที่สุด ส่วนใหญ่มีอาการหายใจลำบากระดับ 0 (ร้อยละ 37.93) รองลงมา มีอาการหายใจลำบากระดับ 1 (ร้อยละ 33.33) และมีความสามารถในการทำกิจกรรมตั้งแต่ 3 METs ขึ้นไป (ร้อยละ 93.10) มีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวมค่อนข้างสูง คะแนนเฉลี่ย 79.08 คะแนน (SD = 9.10) จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในการบริการค่อนข้างสูงเท่ากับ 72.79 คะแนน (SD = 1.95) จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ในเรื่อง “การให้เกียรติและยอมรับนับถือความเป็นคน” รองลงมาคือ “การให้เวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา” และ “การติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง” ผลการศึกษาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ผู้ป่วยที่ดีสะท้อนถึงการที่หน่วยงานมีโครงสร้างที่ดี มีการจัดตั้งคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นระบบ และมีกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดี ดังนั้นควรสนับสนุนในการจัดตั้งระบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการดูแลและเพิ่มผลลัพธ์ของผู้ป่วยอย่างครอบคลุม
  • No Thumbnail Available
    PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดสอบ OSCE แบบปกติและการสอบ OSCE แบบดัดแปลงในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
    (2565) ธีรวัฒน์ ช่างปัด; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Teerawat Changpad; Sumolchat Duangbubpha
    การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยศึกษาข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดสอบ OSCE แบบปกติ (Traditional OSCE) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ปีการศึกษา 2560 กับการจัดสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ปีการศึกษา 2561 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลในการสอบ OSCE ของนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ประกอบด้วย 1) RNED-F-094 แบบบันทึกรายชื่อการเข้าสอบของนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่ 3 2) RNED-F-286 รูปแบบการจัดห้องเรียน (สำหรับการจัดการเรียนการสอนในห้อง Skill Lab) 3) RNED-F-113 แบบฟอร์มการขอใช้อุปกรณ์ฝึกทักษะทางการพยาบาล และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาแบบออนไลน์เกี่ยวกับการสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบบันทึกระยะเวลาที่ใช้ในการสอบ OSCE (Case Record Form; CRF) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) และ 2) แบบบันทึกค่าใช้จ่ายในการสอบ OSCE ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีที่เข้าสอบ OSCE ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 20-21 ปี นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรนำการสอบ OSCE แบบดัดแปลงไปใช้ในการสอบครั้งต่อไปและการสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) ด้วยคอมพิวเตอร์ใช้งานง่าย คิดเป็นร้อยละ 98.60 และ 96.20 ตามลำดับ การศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายพบว่า การสอบ OSCE แบบปกติมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการสอบ OSCE แบบดัดแปลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และการศึกษาเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการสอบพบว่า การสอบ OSCE แบบปกติใช้เวลาในการสอบมากกว่าการสอบ OSCE แบบดัดแปลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น ทีมผู้จัดสอบ OSCE จึงควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการจัดสอบ OSCE เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เวลา และกำลังคนในการจัดสอบ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    กิจกรรมในขอบเขตวิชาชีพด้านทักษะพิสัยที่เชื่อมั่นได้ในบัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่ : การศึกษาแบบเดลฟาย
    (2563) สตรีรัตน์ ธาดากานต์; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Streerut Thadakant; Sumolchat Duangbubpha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากิจกรรมในขอบเขตวิชาชีพด้านทักษะพิสัยของบัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่ที่ปฏิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีผู้นิเทศและมีผู้นิเทศโดยใช้กรอบแนวคิดกิจกรรมในขอบเขตวิชาชีพที่เชื่อมั่นได้ (Entrustable Professional Activities:EPAs) รวบรวมข้อมูลโดยใช้เทคนิคเดลฟาย กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพการพยาบาลจำนวน 30 ราย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการพยาบาล จำนวน 15 ราย และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพยาบาล จำนวน 15 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติกิจกรรมด้านทักษะพิสัยของบัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่ จำนวน 147 กิจกรรม เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์เพื่อให้ได้ฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมด้านทักษะพิสัยที่บัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่ปฏิบัติด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีผู้นิเทศ มีจำนวน23 กิจกรรม กิจกรรมด้านทักษะพิสัยที่บัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่ปฏิบัติด้วยตนเองโดยมีผู้นิเทศ ประกอบด้วย 1) ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง และมีผู้นิเทศสังเกตอยู่ห่างๆ จำนวน 51 กิจกรรม 2) ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง และต้องมีผู้นิเทศที่พร้อมช่วยเหลือได้ทันที จำนวน 49 กิจกรรม3) ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง และต้องมีผู้นิเทศใกล้ชิด จำนวน 18 กิจกรรม และ 4) ไม่สามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองเพียงลำพัง ให้สังเกตและช่วยเหลือรอบนอกพร้อมผู้นิเทศ จำนวน 4 กิจกรรมผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตร์เพื่อเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติพยาบาลของนักศึกษาพยาบาลตามข้อกำหนดของวิชาชีพ และสามารถใช้เป็นข้อตกลงระหว่างสถาบันการศึกษาและผู้ใช้บัณฑิตในการกำหนดระดับความเชื่อมั่นในการปฏิบัติการพยาบาลของบัณฑิตพยาบาลและผดุงครรภ์จบใหม่
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาของนักศึกษาพยาบาลขณะฝึกปฏิบัติบนคลินิกและสถานการณ์จำลอง
    (2565) สตรีรัตน์ ธาดากานต์; โซเฟีย หู; สุมลชาติ ดวงบุบผา; ธีรวัฒน์ ช่างปัด; มิ่งกมล ภิบาลวงษ์; Streerut Thadakant; Sophia H Hu; Sumolchat Duangbubpha; Teerawat Changpad; Mingkamon Pibanwong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยการสังเกตแบบภาคตัดขวาง เพื่อศึกษา 1) ประสบการณ์การเกิดความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา และการรายงานเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อนของนักศึกษาพยาบาลขณะฝึกปฏิบัติบนคลินิก 2) ทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อบรรยากาศความปลอดภัยขณะฝึกปฏิบัติบนคลินิก และ 3) ประเภท สาเหตุของความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา และเหตุผลในการไม่รายงานความคลาดเคลื่อนของนักศึกษาพยาบาลในสถานการณ์จำลองการบริหารยา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา จำนวน 68 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยคือ สถานการณ์จำลองการบริหารยา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประสบการณ์การบริหารยาคลาดเคลื่อน แบบสอบถามทัศนคติต่อบรรยากาศความปลอดภัย และแบบประเมินความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษามีดังนี้ ประการแรก เกือบครึ่งหนึ่งของนักศึกษาพยาบาลมีประสบการณ์ความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาขณะฝึกปฏิบัติบนคลินิก และความคลาดเคลื่อนที่เกิดสูง 3 อันดับแรกคือผิดขนาดยา ผิดเวลา และผิดชนิด โดยประมาณสามในสี่ของนักศึกษาพยาบาลที่มีประสบการณ์ความคลาดเคลื่อนไม่รายงานความคลาดเคลื่อนจากการบริหารยาที่เกิดขึ้น ประการที่สอง นักศึกษาพยาบาลมีทัศนคติต่อบรรยากาศความปลอดภัยบนคลินิกในระดับปานกลาง และประการสุดท้าย นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่มีความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาจากสถานการณ์จำลอง และความคลาดเคลื่อนที่เกิดสูง 3 อันดับแรก คือ ผิดคน ผิดขนาด และให้ยาที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา โดยสาเหตุหลักของความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาคือ ไม่ทำการทวนสอบก่อนให้ยา หตุผลที่ไม่รายงานความคลาดเคลื่อน 3 อันดับแรก คือไม่พบความผิดพลาดในการให้ยา กลัวว่าจะรายงานผิดพลาดทั้งที่ไม่ได้เกิดความคลาดเคลื่อน และกลัวว่าจะถูกตำหนิ นอกจากนี้ เกือบครึ่งหนึ่งของความคลาดเคลื่อนในการบริหารยาเกิดจากการให้ยาอินซูลิน ผลการวิจัยนี้สะท้อนให้เห็นประเภท และสาเหตุของความคลาดเคลื่อนในการบริหารยา และพฤติกรรมเสี่ยงในการบริหารยาของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติทางคลินิก ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการส่งเสริมและพัฒนานักศึกษาพยาบาลให้มีความสามารถในการบริหารยาอย่างปลอดภัย และมีทัศนคติที่ดีต่อการจัดการความปลอดภัยของผู้ป่วย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ประสิทธิภาพของดนตรีบำบัดต่อความวิตกกังวล การตอบสนองทางสรีระ ความจุปอดและความอิ่มตัวของออกซิเจนในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
    (2551) สุมลชาติ ดวงบุบผา; สมจิต หนุเจริญกุล; ชาญ เกียรติบุญศรี; Sumolchat Duangbubpha; Somchit Hanucharurnkul; Charn Kiatboonsri; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาอายุรศาสตร์
    การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของดนตรีบำบัดใน การลดความวิตกกังวลและส่งเสริมการตอบสนองทางสรีระโดยการลดอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ความดันโลหิต เพิ่มความจุปอดและความอิ่มตัวของออกซิเจนในผู้ป่วยที่มีภาวะ การหายใจล้มเหลวที่ใช้เครื่องช่วยหายใจโดยศึกษาในผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจที่หอผู้ป่วย วิกฤตทางอายุรกรรม หอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ และหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤตอายุรกรรมชาย-หญิง 1 โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 ถึงเดือน มกราคม พ.ศ. 2544 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนดจำนวน 30 ราย กลุ่ม ตัวอย่างทุกรายได้รับการประเมินความสนใจในการฟังดนตรีและเป็นผู้เลือกฟังเสียงดนตรี ธรรมชาติที่จัดไว้ ในระยะทดลองกลุ่มตัวอย่างฟังดนตรีที่ได้เลือกด้วยตนเองทางเครื่องหูฟังเป็นเวลา 30 นาที สำหรับระยะควบคุมได้รับการใส่เครื่องหูฟังโดยไม่มีเสียงดนตรีเป็นเวลา 30 นาที โดยทั้ง 2 ระยะ ได้จัดให้ผู้ป่วยนอนพักในท่าศีรษะสูงและกั้นม่านพร้อมแขวนป้ายห้ามรบกวน ผลการ วิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการฟังดนตรีบำบัดขณะใช้เครื่องช่วยหายใจ มีระดับความวิตกกังวล อัตรา การเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ความดันเลือดซิสโตลิกและความดันเลือดแดงเฉลี่ยลดลงมากกว่า ระยะควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมทั้งมีค่าความจุปอดและความอิ่มตัวของออกซิเจนเพิ่มขึ้น มากกว่าระยะควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความดันเลือดไดแอสโตลิกในระยะทดลอง และระยะควบคุมไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จึงสรุปว่าดนตรีบำบัดเป็น วิธีการที่ทำได้ง่าย ลงทุนต่ำและมีประสิทธิภาพในการลดความวิตกกังวล และส่งเสริมการผ่อนคลายใน ผู้ป่วยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้การปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันสำหรับผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤต
    (2565) กนกพร แก้วโยธา; สุมลชาติ ดวงบุบผา; พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์; สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ; Kanokporn Kaewyota; Sumolchat Duangbubpha; Poolsuk Janepanish Visudtibhan; Surasak Kantachuvesiri; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาอายุรศาสตร์
    บทคัดย่อ :การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ประกอบด้วยความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน ทัศนคติในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต และการได้รับการอบรม กับการรับรู้การปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันสำหรับผู้ป่วยวิกฤตของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตกลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลทั่วไปจำนวน 141 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน ทัศนคติ ในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และการรับรู้การปฏิบัติในการป้องกันการเกิดภาวะ ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันอยู่ใน ระดับปานกลาง มีทัศนคติในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันอยู่ในระดับดี และมีการรับรู้การปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันอยู่ในระดับมาก โดยพบว่า ความรู้ในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน และทัศนคติเชิงบวกในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการรับรู้การปฏิบัติการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤตและการได้รับการอบรมไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้การปฏิบัติในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันของพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤต ดังนั้น พยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤตควรได้รับการเพิ่มพูนองค์ความรู้และเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดภาวะไตบาดเจ็บเฉียบพลันในผู้ป่วยวิกฤตให้ดียิ่งขึ้น
  • No Thumbnail Available
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
    (2568) กรองกาญจน์ กาญจนีย์; สุมลชาติ ดวงบุบผา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; Krongkan Kanjanee; Sumolchat Duangbubpha; Soontaree Jianvitayakij
    การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (patient and family-centered care: PFCC) เป็นแนวคิดการดูแลที่มีพื้นฐานมาจากการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เพื่อทำให้การดูแลรักษาเกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วยแนวคิดหลักที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การมีศักดิ์ศรีและความเคารพ 2) การแบ่งปันข้อมูล 3) การมีส่วนร่วม และ 4) การประสานความร่วมมือ ปัจจุบันการดูแลแบบ PFCC ถูกนำไปใช้ในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย และทำให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤตเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤตได้รับการออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการรักษาและติดตามผล นอกจากนี้อุปสรรคในดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤต อาจเกิดจากตัวผู้ป่วยและครอบครัว สภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยวิกฤต และจากทีมสุขภาพได้ พยาบาลหน่วยวิกฤตที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลแบบ PFCC อย่างไรก็ตาม ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการมีปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และพยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งพยาบาลวิกฤตไม่ได้รับการเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์นี้ แนวปฏิบัติป้องกันการแพร่กระจายโรคโควิด-19 ภาระงานที่เพิ่มขึ้น ความเหนื่อยล้า ความเครียด และความกังวลต่อการติดโรคโควิด-19 อาจส่งผลต่อความตั้งใจของพยาบาลวิกฤตต่อการดูแลแบบ PFCC ได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เป็นทฤษฎีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล จากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ความตั้งใจของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมนั้น ทำนายได้จากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม (attitude toward the behavior) 2) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (subjective norm) และ3) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (perceived behavioral control) ดังนั้น การใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเสริมให้เข้าใจพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยของพยาบาลหน่วยวิกฤตและส่งเสริมคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยให้ผู้ป่วย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยใช้กรอบแนวคิดการดูแลแบบ PFCC แนวคิดพฤติกรรมตามแผน และ คุณลักษณะของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลหน่วยวิกฤต 124 คน ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต 8 แห่ง ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คือ เป็นพยาบาลระดับปฏิบัติการ และมีประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างน้อย 6 เดือน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถาม 5ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามทัศนคติต่อการดูแลแบบ PFCC 3) แบบสอบถามการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการดูแลแบบ PFCC 4) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC และ 5) แบบสอบถามความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัย พบว่า ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 7.849, p < .01) ร้อยละ 25 โดยที่การรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC (β = .314, p = .002) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (β = .223, p = .015) และระดับการศึกษา (β = .175, p = .038) เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจในการดูแลแบบPFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤต จากผลการศึกษาครั้งนี้ ผู้บริหารทางการพยาบาลควรจัดการอบรมการดูแลแบบ PFCC เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีแก่พยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งจัดระบบสนับสนุนการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เช่น ห้องประชุม และทีมที่ปรึกษาให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
  • No Thumbnail Available
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจต่อความรู้ในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจต่อโปรแกรม
    (2567) อัจฉรา พลไชย; สุมลชาติ ดวงบุบผา; กุสุมา คุววัฒนสัมฤทธิ์; Atchara Ponchai; Sumolchat Duangbubpha; Kusuma Khuwatsamrit
    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง วัตุประสงค์เพื่อ 1)เปรียบเทียบคะแนนความรู้ในการดูแลตนเองหลังผ่าตัดของผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (coronaryarterybypassgraft: CABG)ระหว่างระยะก่อน และหลีงเข้าร่วมโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ 2) เปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัด CABG หลังเข้าร่วมโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯ ระหว่างระยะการตรวจตามนัดครั้งที่ 1 และการตรวจตามนัดครั้งที่ 2 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังผ่าตัด CABG ต่อโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด CABG ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 26 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯ ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ 1) ระยะก่อนผ่าตัด เป็นการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด 2) ระยะหลังผ่าตัด เป็นการติดตามเยี่ยมผู้ป่วยหลังผ่าตัด CABG ที่หอผู้ป่วย และเตรียมความพร้อมก่อนจำหน่าย และ 3) ระยะหลังจำหน่าย เป็นการติดตามเยี่ยมอาการและให้คำปรึกษาผู้ป่วยผ่านทางโทรศัพท์และที่แผนกผู้ป่วยนอก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินความรู้ในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด CABG แบบสอบถามพฤติกรรมการดุแลตนเองหลังผ่าตัด CABG และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีคู่ และสถิติทดสอบวิลคอกซัน ผลการศึกษาพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ในการดูแลตนเองหลังเข้าร่วมโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯสูงกว่าระยะก่อนเข้าร่วมโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยอันดับคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองในระยะตรวจตามนัดครั้งที่ 2 สูงกว่าตรวจตามนัดครั้งที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและ 3) ผู้ป่วยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจต่อโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯในระดับมาก ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมวางแผนจำหน่ายฯ สามารถส่งเสริมความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่มีกลุ่มควบคุมอาจมีข้อจำกัดในการสรุปประสิทธิผลของโปรแกรมวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยหลังผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจอย่างชัดเจน ดังนั้น จึงควรมีการทดสอบเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองต่อความมั่นใจในการดูแลตนเอง และภาวะแทรกซ้อนที่แผลขาหนีบในผู้ป่วยหลังทำหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจ
    (2562) สุภาพร อัศวกิจพานิช; สุมลชาติ ดวงบุบผา; อัญศินีย์ นันตะสุคนธ์; Supaporn Ausawakijpanich; Sumolchat Duangbubpha; Aunsinee Nantasukhon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองศึกษากลุ่มเดียววัดก่อนและหลังแบบวัดซ้ำ เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเองต่อความมั่นใจในการดูแลตนเองและภาวะแทรก ซ้อนที่แผลขาหนีบในผู้ป่วยหลังทำหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยหลังทำหัตถการ สวนหลอดเลือดหัวใจที่รับการรักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจำนวน 245 ราย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบ เฉพาะเจาะจง กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง 3 ระยะดังนี้ ระยะที่ 1 ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจในการดูแลตนเอง เริ่มหลังจากกลุ่มตัวอย่างเข้ารับการดูแลที่หอผู้ป่วย หลังทำหัตถการสวนหัวใจตามปกติแล้ว 3 ชั่วโมง กิจกรรม คือ ประเมินความต้องการในการดูแลตนเอง และให้ความรู้ในการดูแลตนเอง ระยะที่ 2 พัฒนาทักษะการดูแลตนเองเริ่มหลังสิ้นสุดระยะที่1 กิจกรรม คือฝึกทักษะการดูแลแผลและการใช้ยาระยะที่ 3 ติดตามและสนับสนุนการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่องหลัง จำหน่ายจากโรงพยาบาล 3 วัน โดยการโทรศัพท์ติดตามและเปิดช่องทางให้กลุ่มตัวอย่างติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมงเมื่อต้องการความช่วยเหลือ เก็บข้อมูลโดยใช้ 1) แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมิน แผลที่ขาหนีบ3) แบบบันทึกเพื่อการจำหน่าย และ 4) แบบประเมินความมั่นใจในการดูแลตนเองที่บ้าน ผลการศึกษาพบว่าคะแนนเฉลี่ยความเชื่อมั่นในการดูแลตนเองหลังรับความรู้และฝึกทักษะตามโปรแกรม และหลังจำหน่ายกลับบ้าน 3 วัน มีค่าสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับภาวะ แทรกซ้อนที่แผลขาหนีบในวันที่3วันหลังจำหน่ายกลับบ้านพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 6 ราย เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่แผลขาหนีบ โดยกลุ่มตัวอย่าง 5 ราย แผลมีจ้ำเลือด และอีก 1 ราย แผลมีเลือดออกเล็กน้อย ผลการวิจัย นี้แสดงถึงผลลัพธ์ที่ดีของโปรแกรมส่งเสริมความสามารถในการดูแลตนเอง ดังนั้นจึงควรใช้โปรแกรมนี้ เป็นแนวทางในการให้ความรู้และพัฒนาทักษะในการดูแลตนเองก่อนจำหน่ายกลับบ้านให้แก่ผู้ป่วยที่ได้ รับการทำหัตถการสวนหลอดเลือดหัวใจเพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการดูแลตนเอง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจในการดูแลตนเองต่อการดูแลตนเองและคุณภาพชีวิตในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
    (2563) นลินี นิยมไทย; อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ; สุมลชาติ ดวงบุปผา; Nalinee Niyomthai; Apinya Siripitayakunkit; Sumolchat Duangbubpha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจในการดูแลตนเองต่อการดูแลตนเอง และคุุณภาพชีวิตในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว โดยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีระดับสถานการณ์ที่เฉพาะ เจาะจงเกี่ยวกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ร่วมกับการใช้กลยุทธ์การสัมภาษณ์เพื่อ เสริิมสร้้างแรงจููงใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติิกรรม กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า มีภาวะหัวใจล้มเหลวและเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลรามาธิบดีคัดเลือกคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 29 ราย กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมเสริมสร้างแรงจูงใจในการดูแลตนเองทั้งหมด 3 ระยะ ระยะที่ 1 ส่งเสริมการรู้จักตนเอง กระตุ้น ให้เกิดความตระหนักของปัญหาสุขภาพและสร้างแรงจูงใจ ในการปรับเปลี่่ยนพฤติกรรม ระยะที่ 2 พัฒนาความรู้และทักษะในการดููแลตนเองในภาวะหััวใจ ล้้มเหลว ในสััปดาห์ที่ 1 ขณะผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล และระยะที่่ 3 ส่งเสริมการปฏิบัติพฤติกรรมอย่าง ต่อเนื่องด้วยการติดตามทางโทรศััพท์์หลัังจำหน่่าย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง 4 สัปดาห์ เปิดช่องทางด่วนติดต่่อ ได้ 24 ชั่วโมง รวมระยะเวลาดำเนินโปรแกรม 6 สัปดาห์ การเก็บข้อมูลดำเนินการก่อนเข้าร่วมโปรแกรม สิ้นสุุดโปรแกรมทันที และสิ้นสุุดโปรแกรม 1 เดือน ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างมีคะแนน เฉลี่ยการดูแลตนเองและคะแนน เฉลี่ยคุุณภาพชีวิตหลังสิ้นสุดโปรแกรมทันที หลังสิ้นสุุดโปรแกรมมาแล้ว 1 เดือน สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลของ โปรแกรมเสริมสร้างแรงจููงใจในการดููแลตนเองก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางใน การปรับเปลียนพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมการเกิดอาการกำเริบของโรคเพื่อส่งเสริมให้ คุณภาพชีวิตดีขึ้น
  • No Thumbnail Available
    PublicationOpen Access
    ผลของสถานการณ์จำลองทางคลินิกต่อความมั่นใจของนักศึกษาพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย
    (2565) สุุมลชาติ ดวงบุุบผา; สุุนทรี เจีียรวิทยกิจ; พรศิิริ พิพัฒนพานิช; ธีีรวัฒน์ ช่างปัด; Sumolchat Duangbubpha; Soontaree Jianvitayakij; Pornsiri Phipatanapanit; Teerawat Changpad
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลองโดยใช้หลักการการดููแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับพยาบาล (Quality and Safety Education for Nurses—QSEN) มีวัตถุุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยของนักศึกษาพยาบาลขณะเข้าเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองทางคลินิก 2) เปรียบเทียบคะแนนความมั่นใจของนักศึกษาพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ระหว่างก่อนและหลังเข้าเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองทางคลินิก และ 3) ศึกษาการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาลจาก การสอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ที่เรียนวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจำนวน 54 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัยคือ สถานการณ์จำลองทางคลินิก 3 สถานการณ์ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาล แบบสอบถามความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย และ แบบสอบถามการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทีคู่ ผลการศึกษาพบว่า 1) นักศึกษาพยาบาล ปฏิบัติการพยาบาลในการดููแลผู้ป่วยทั้ง 3 สถานการณ์ ได้อย่างถูกต้อง ร้อยละ 100 ในหัวข้อการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือ และปฏิบัติได้ถูกต้องร้อยละ 50–66.67 ในหัวข้อการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ และการพัฒนาคุณภาพ 2) นักศึกษาพยาบาลมีค่าเฉลี่ยคะแนนความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยในช่วงหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนด้วยสถานการณ์จำลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) การสอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิกส่งเสริมการเรียนรู้แก่นักศึกษาพยาบาลในระดับสููง รูปแบบการจัดสอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่่มีคะแนนเฉลี่ยสููง 3 อันดับแรกคือ การสะท้อนคิด การเข้าร่วมในสถานการณ์จำลองและการเป็นผู้สังเกตการณ์ ผลการวิจัยนี้สะท้อนผลของการสอนด้วยสถานการณ์จำลองทางคลินิกต่อความมั่นใจของนักศึกษาพยาบาลในการปฏิบัติการดููแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย อาจารย์ผู้สอนสามารถใช้สถานการณ์จำลองทางคลินิกในการจัดการเรียนรู้ให้นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์ ในการดูแลผู้ป่วยและส่งเสริมความตระหนักต่อการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยก่อนขึ้นฝึกในภาคปฏิบัติ

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use