วรัญญา แสงเพ็ชรส่องศุภชัย ฤกษ์งามสุเนตร แสงม่วงธวัชชัย วรพงศธรกานดา วัฒโนภาสมหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา.มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาชีวสถิติ.2016-02-242021-09-152016-02-242021-09-152559-02-112534https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/63549เอกสารประกอบการประชุม การประชุมวิชาการสาธารณสุขแห่งชาติ ครั้งที่ 5 คุณภาพชีวิตไทยที่พึงปรารถนา: แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน, วันที่ 18-20 ธันวาคม 2534 ณ โรงแรมเอเซีย กรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2534. หน้า 256.นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ที่อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จาก 31 โรงเรียนใน 7 ตำบล จำนวน 525 ราย ซึ่งเลือกเฉพาะผู้มีระดับแอนติบอดีท็อกซินคอตีบต่ำกว่าป้องกันโรค (<0.5 หน่วยสากล/มล.) จำนวน 112 ราย มาทำการศึกษาผลการตอบสนองทางอิมมูนภายหลังการได้รับวัคซีนดีที (DT) 1 ครั้ง 7 วัน และ 14 วัน ตามลำดับ ได้ทำการศึกษาระหว่างเดือนมิถุนายน พ.ศ.2530 ถึง กุมภาพันธ์ 2531 พบว่า ภายหลังการได้รับวัคซีนแล้วระดับแอนติท็อกซินต่อคอตีบไม่เพียงแต่ขึ้นสูงอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น แต่หลัง 14 วันยังสูงกว่า 7 วัน โดยที่แอนติท็อกซินโดยเฉลี่ยเพิ่มจาก 0.22+1055 เป็น 0.48+2.36 และ 1.46+2.88 หน่วยสากล/มล. นัวนที่ 7 และ 14 ตามลำดับ อัตราของเด็กนักเรียนคุ้มกันต่อโรคและปลอดภัยจากโรคคอตีบเป็นร้อยละ 51.8, 86.6 และ 17.9 65.2 ตามลำดับ ภายหลังการได้รับวัคซีนดีที 7 และ 14 วัน ประวัติการได้รับวัคซีนไม่มีผลกระทบต่อการตอบสนองทางอิมมูน ยกเว้นประวัติการได้รับวัคซีนเมื่ออายุ 1 ½ ปี และภายหลังได้รับวัคซีนดี 14 วัน เพศหญิงมีระดับแอนติท็อกซินสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญนอกจากนี้แล้วภาวะทางโภชนาการ ประวัติการเจ็บป่วยภายในรอบ 12 เดือน ไม่มีผลกระทบต่อระดับแอนติท็อกซินต่อคอตีบ จากผลการศึกษาที่พบครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการให้ดีทีระหว่างมีการระบาดของโรคคอตีบสามารถควบคุมโรคได้ เพราะช่วงระยะฟักตัวของโรค ร่ายการสามารถสร้างภูมิต้านทานทำให้คุ้มกันโรคได้ประมาณร้อยละ 50 อย่างไรก็ตามแนวทางที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคคือการได้รับวัคซีนขั้นพื้นฐานตามลำดับและมีข้อสังเกตควรได้รับเข็มกระตุ้นอย่างน้อยที่สุด 1 ครั้งเมื่ออายุ 1 ½ ปีthaมหาวิทยาลัยมหิดลคอตีบจังหวัดชัยนาทเด็กนักเรียนชั้นประถมวัคซีนระยะเวลาการสร้างภูมิต้านทานพิษคอตีบ ภายหลังการได้รับวัคซีนดีที สำหรับผู้ใหญ่ 1 ครั้ง ในเด็กนักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทProceeding Abstract