ทัศนี ประสบกิตติคุณอาภาวรรณ หนูคงศศิวิมล ศิริรักษ์2024-01-222024-01-22255825672558วิทยานิพนธ์ (พย.ม. (การพยาบาลเด็ก))--มหาวิทยาลัยมหิดล, 2558https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/93392การพยาบาลเด็ก (มหาวิทยาลัยมหิดล 2558)การพัฒนาคุณภาพทางการพยาบาลเด็กโดยมุ่งเน้นการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ จำเป็นต้องทราบปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนา ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยด้านนโยบายองค์กร ด้านการสนับสนุนของผู้บริหาร และด้านสมรรถนะของพยาบาลต่อการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลเด็กที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติพยาบาลเด็ก ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่ง เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี และไม่เป็นผู้บริหารระดับหัวหน้าหอผู้ป่วยขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 196 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความคิดเห็นของพยาบาลต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และแบบสอบถามการปฏิบัติพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า นโยบายองค์กร การสนับสนุนของผู้บริหาร และสมรรถนะของพยาบาลสามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของพยาบาลเด็กได้ร้อยละ 31 (R2 = .31, F = 28.73, p < .001) โดยมีเพียงปัจจัยด้านสมรรถนะของพยาบาลเท่านั้นที่สามารถทำนายการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, p ˂ .001) ผลการศึกษา แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนและส่งเสริมให้พยาบาลได้รับการอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้มีสมรรถนะเพียงพอในการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์There has been a growing focus on quality improvement, including the evidence-based nursing practice of pediatric nurses. To enhance the evidence-based nursing practice the knowledge of related factors is needed for planning, improving and developing. The aim of this study was to examine the predictive power of the following factors of organizational policy support from administrators and nurses' competency in evidence-based nursing practice. The sample consisted of 196 registered pediatric nurses, who have worked in pediatric wards for at least 2 years, and not being in a position of head nurse or higher. The questionnaires were distributed among registered nurses who were participants in this study. Data were collected through a set of questionnaires: including personal information, nurses'opinions towards the factors related to evidence-based practice, and evidence-based nursing practice. Data analysis was performed using descriptive statistics, Pearson's product moment correlation, and multiple regression. The result showed that organizational policy, support from administrators, and nurses' competency could account for 31% of the variance explained in the evidence-based nursing practice of pediatric nurses (R2=0.31, F = 28.73, p < 0.001). However, nurses' competency was the only significant predictor of the evidence-based nursing practice (˂ = 0.54, p < 0.01). The study findings suggest the need for training in evidence-based practice among pediatric nurses, so that they will be equipped with sufficient competence.ก-ฌ, 92 แผ่นapplication/pdfthaผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์การพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์คุณภาพการพยาบาลปัจจัยทำนายการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของพยาบาลเด็กFactors predicting evidence-based practice of pediatric nursesMaster Thesisมหาวิทยาลัยมหิดล