ศศิวิมล ศิริรักษ์Sasiwimon Siriruckทัศนี ประสบกิตติคุณTassanee Prasopkittikunอาภาวรรณ หนูคงApawan Nookongมหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์2018-08-282018-08-282561-08-282559วารสารพยาบาลศาสตร์. ปีที่ 34 (ฉ. เพิ่มเติม 1), ฉบับที่ 2 (เม.ย. - มิ.ย. 2559), 5-15https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/25189วัตถุประสงค์: การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยด้านนโยบายองค์กร ด้านการสนับสนุนของผู้บริหาร และด้านสมรรถนะของพยาบาลในการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลที่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติการพยาบาลเด็กเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี และไม่เป็นผู้บริหารระดับหัวหน้าหอผู้ป่วยขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 196 คน ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เก็บรวมรวบข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบสอบถามความคิดเห็นของพยาบาลต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ และแบบสอบถามการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย: ผลการศึกษาพบว่า นโยบายองค์กร การสนับสนุนของผู้บริหาร และสมรรถนะของพยาบาลสามารถร่วมกันทำนายการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของพยาบาลเด็กได้ร้อยละ 31 (R2 = .31, F = 28.73, p < .001) โดยมีเพียงปัจจัยด้านสมรรถนะของพยาบาลเท่านั้นที่สามารถทำนายการปฏิบัติารพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .54, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสนับสนุนและส่งเสริมให้พยาบาลได้รับการอบรมเพิ่มเติม เพื่อให้มีสมรรถนะเพียงพอในการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์Purpose: The aim of this study was to examine the predictive power of organizational policy; support from administrators and nurses’ competency in evidence-based nursing practice. Design: Correlational predictive design. Methods: The sample consisted of 196 registered pediatric nurses, who have worked in pediatric wards at a university hospital for at least 2 years, and not being in a position of head nurse or higher. Data were collected through a set of questionnaires including personal information, nurses’ opinions towards the factors related to evidence-based practice, and evidence-based nursing practice. Data analysis was performed using descriptive statistics, Pearson’s product moment correlation, and multiple regressions. Main findings: The result showed that organizational policy, support from administrators, and nurses’ competency could account for 31% of the variance explained in the evidence-based nursing practice (R2 = .31, F (3, 192) = 28.73, p < .001). However, nurses’ competency was the only significant predictor of the evidence-based nursing practice (β = .54, p < .001). Conclusion and recommendations: The study findings suggest the need for training in evidence-based practice among pediatric nurses, so that they will be equipped with sufficient competence.thaมหาวิทยาลัยมหิดลนโยบายองค์กรการปฏิบัติตามหลักฐานเชิงประจักษ์สมรรถนะของพยาบาลการสนับสนุนของผู้บริหารการพยาบาลเด็กJournal of Nursing Scienceวารสารพยาบาลศาสตร์Open Access articleปัจจัยทำนายการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ของพยาบาลเด็กFactors Predicting Evidence-Based Practice of Pediatric NursesArticleคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล