Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
แนวโน้มความสำเร็จในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปี ในเขตสุขภาพที่ 4 ประเทศไทย
(2568) กวินพัฒน์ อรเนตร; ศริยามน ติรพัฒน์; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; มณฑา เก่งการพานิช; Kawinpat Oranat; Sariyamon Tirapha; Chardsumon Prutipinyo; Mondha Kengganpanich
การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มความสำเร็จในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเด็กอายุ 6 เดือน 2 ปี
ในเขตสุขภาพที่ 4 โดยมี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่ปฎิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดนนทบุรี จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 301 คน คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ออนไลน์ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา ความถี่ ร้อยละ วิเคราะห์ค่าสถิติไคสแควร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน
ผลการวิจัย พบว่า ระดับความพร้อมด้านระบบสุขภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 49.20 ถึง ระดับสูง ร้อยละ 35.90 ระดับด้านการรับรู้ด้านนโยบายและอุปสรรคต่อการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 68.88 ระดับแนวโน้มความสำเร็จในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ อยู่ในระดับต่ำ ร้อยละ 46.18 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแนวโน้มความสำเร็จในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มเด็กอายุ 6 เดือน - 2 ปี ในเขตสุขภาพที่ 4 ได้แก่ ปัจจัยความพร้อมด้านระบบสุขภาพ 7 ด้าน คือ 1) ด้านภาวะผู้นำและการอภิบาลระบบ 2) ด้านระบบบริการสุขภาพ 3) ด้านกำลังคนด้านสุขภาพ 4) ด้านระบบข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพ 5) ด้านการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น 6) ด้านระบบสุขภาพชุมชน มีความสัมพันธ์ระดับปานกลาง 7) ด้านการเงินการคลัง มีความสัมพันธ์ระดับสูง ส่วนปัจจัยด้านการรับรู้นโยบายเกี่ยวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีความสัมพันธ์ระดับต่ำ และด้านอุปสรรคต่อการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่มีความสัมพันธ์ระดับต่ำทางลบ กับแนวโน้มความสำเร็จในการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มอายุ 6 เดือน 2 ปี ในเขตสุขภาพที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (p-value <0.001)
ผลจากการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนานโยบาย แนวทางปฏิบัติ และนำไปปรับปรุงระบบการบริหารจัดการวัคซีน ระบบการให้บริการวัคซีนในหน่วยบริการสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้เพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือวัคซีนอื่น ๆ ในกลุ่มเด็กต่อไปในอนาคต
แนวทางการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม: กรณีศึกษาโครงการรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน
(2568) ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; Chardsumon Prutipinyo
บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงกรอบแนวคิด ขั้นตอน กระบวนการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม กรณีศึกษา โครงการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชน โดยเริ่มต้นจากการใช้แนวทาง Theory of Change เป็นกรอบวิเคราะห์ และประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ตามมาตรฐานสากล กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เยาวชนจำนวน 10,000 คน ครอบครัว และระบบสาธารณสุข โดยมีงบประมาณ 1,000,000 บาท ครอบคลุมค่าใช้จ่ายกิจกรรมและการประสานงาน แผนผังผลลัพธ์ (Theory of Change) สมมติฐานของการประเมินผลลัพธ์ของโครงการ คือ กลุ่มเสี่ยงต่อการเริ่มสูบเท่ากับร้อยละ 15 ประสิทธิผลโครงการ เท่ากับร้อยละ 30 Financial Proxy หรือต้นทุนรักษาพยาบาลตลอดชีพที่ประหยัดได้ เท่ากับ 200,000 บาท/คน จำนวนกลุ่มเสี่ยงเท่ากับ 1,500 คน จำนวนผู้ได้รับผลลัพธ์เท่ากับ 450 คน มูลค่าผลประโยชน์รวมเท่ากับ 90,000,000 บาท
ผลกระทบสุทธิเกิดจากการปรับลดผลลัพธ์ของ Deadweight Attribution และ Drop-off ผลกระทบระยะ 5 ปี โครงการประเมินการลดลงของผลลัพธ์เมื่อเวลาผ่านไป (Drop-off) โดยเฉลี่ย 10% ต่อปี โดยมูลค่าประหยัดต่อปีเท่ากับ 10,000 บาท/คน จำนวนผู้ได้รับผลประโยชน์ต่อปี (หลัง Drop-off) เท่ากับ ปีที่ 1 เท่ากับ 450 ปีที่ 2 เท่ากับ 405 ปีที่ 3 เท่ากับ 364 ปีที่ 4 เท่ากับ 328 และปีที่ 5 เท่ากับ 295 มูลค่าปัจจุบันของผลประโยชน์ (คิดลดด้วย Discount Rate 5%) รวม 5 ปี = 9,667,730 บาท SROI Ratio เท่ากับ 9.67 : 1 ความหมายว่า ทุก 1 บาทที่ลงทุน สร้างคุณค่าทางสังคมคืน 9.67 บาท เมื่อวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) กรณีเลวร้าย SROI ~ 4:1 กรณีดีที่สุด SROI ~ 15:1 ข้อสรุป เท่ากับ แม้ในกรณีเลวร้าย โครงการยังคงมีผลตอบแทนทางสังคมคุ้มค่า โครงการนี้มีความคุ้มค่าในการลงทุนสูง อัตราส่วน SROI ในระยะ 5 ปีอยู่ที่ 9.67:1 สะท้อนถึงประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและสังคมในการป้องกันปัญหาสุขภาพจากบุหรี่ไฟฟ้า
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
(2568) ณัฐธิดา หวั่นท๊อก; ยุวนุช สัตยสมบูรณ์; จุฑาธิป ศีลบุตร; อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ; Nattida Vantok; Youwanuch Sattaysomboon; Jutatip Sillabutra; Attasit Srisubat
การรักษาอัตรากำลังพยาบาลวิชาชีพเป็นความท้าทายทางการบริหารทรัพยากรบุคคลในโรงพยาบาล การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลวิชาชีพระดับปฏิบัติการที่มีอายุงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยเป็นแบบสอบถามแบบให้ตอบด้วยตนเอง ผู้ตอบแบบสอบถาม 372 คน (ร้อยละ 96.62) ใช้สถิติพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติหาปัจจัยที่สัมพันธ์ ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน ไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ < 0.01
ผลการศึกษา ความตั้งใจคงอยู่ในงานของพยาบาลวิชาชีพ อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.08±1.09) อายุ รายได้ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษาประสบการณ์ทำงาน และจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจคงอยู่ในงานของ พยาบาลวิชาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ความสุขในการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r= 0.42, p-value < 0.001)
ผลการวิจัยนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ผู้บริหารการพยาบาลใช้วางแผน ปรับปรุงการปฏิบัติงาน และเป็นแนวทางในการทำให้บุคลากรคงอยู่ในองค์กรต่อไป
สัญญาทางปกครอง
(2568) ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; Chardsumon Prutipinyo
สัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คือสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหรือผู้แทนรัฐ และมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับบริการสาธารณะหรือมีลักษณะพิเศษที่แสดงถึงเอกสิทธิ์ของรัฐ เช่น สัญญาสัมปทานหรือการจัดทำสิ่งสาธารณูปโภค โดยรัฐมีอำนาจเหนือกว่าคู่สัญญาเอกชน การประมูลด้วยระบบ e-Auction ซึ่งต้องจัดทำสัญญาสามฝ่ายระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการตลาดกลาง และผู้ชนะการประมูล ถือเป็นสัญญาทางปกครอง การเพิกเฉยไม่ชำระค่าบริการตามเงื่อนไขของผู้ชนะการประมูลจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง โดยศาลวินิจฉัยให้ชำระค่าใช้บริการพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญา
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพและความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคในผู้ป่วยไตเรื้อรังในเมืองบันเทน ประเทศอินโดนีเชีย
(2568) Endah Dwi Kurniawati; อรวมน ศรียุกตศุทธ; วารุณี พลิกบัว
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความตระหนักรู้การเป็นโรคไตเรื้อรัง และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพและความตระหนักรู้การเป็นโรคไตเรื้อรัง ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ในเมืองบันเทน ประเทศอินโดนีเซีย
รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย
วิธีดำเนินการวิจัย: ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกในการคัดเลือกผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะที่ 2 และ 3 จำนวน 137 คน ที่มารับการรักษาจากโรงพยาบาลทั่วไปประจำเมืองบันเทน ประเทศอินโดนีเซีย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพฉบับสั้น และแบบสอบถามการประเมินการสื่อสาร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทวิ
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 67.9 ไม่ได้ตระหนักว่าตนเองมีความเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง ผลการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทวิพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (OR = 5.26, 95%CI [1.06, 25.90]) หรือระดับมหาวิทยาลัย (OR = 16.49, 95%CI [2.77, 97.96]) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพเพียงพอ (OR = 4.97, 95%CI [1.42, 17.37]) และมีการเข้ารับบริการสุขภาพมากกว่า 6 ครั้ง ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา (OR = 3.31, 95%CI [1.13, 9.67]) มีความตระหนักรู้ถึงการเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรังมากกว่ากลุ่มอ้างอิง
สรุปและข้อเสนอแนะ: จากผลการศึกษาครั้งนี้ พยาบาลและบุคลากรสุขภาพควรให้ความสนใจกับผู้ป่วยที่มีระดับการศึกษาต่ำ มีความรอบรู้ด้านสุขภาพไม่เพียงพอ และมารับการบริการสุขภาพน้อยครั้ง ควรใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพโดยเน้นการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ ช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความเจ็บป่วยด้วยโรคไตเรื้อรัง และจัดการโรคได้อย่างเหมาะสมเพื่อชะลอความเสื่อมของไต นอกจากนั้นควรทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในสถานพยาบาลอื่น ๆ และศึกษาปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพอื่นที่ยังไม่ได้ศึกษาในการวิจัยครั้งนี้
