Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของบุคลากร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
(2568) ธนากร วรัมพร; จุฑาธิป ศีลบุตร; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; Thanakorn Varumporn; Chardsumon Prutipinyo
การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบสำรวจภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Survey Study) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของบุคลากร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคลากรกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่เป็นข้าราชการ และพนักงานราชการที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 310 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสถิติไคสแควร์ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบขั้นตอน
ผลการวิจัยที่สำคัญพบว่า บุคลากรกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข มีระดับสมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 95.7
การบริหารจัดการของกรมฯ อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 75.5 และการรับรู้องค์กรสมรรถนะสูง (MoPH-4T) อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 81.6 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะของบุคลากร ได้แก่ การบริหารจัดการของกรมฯ (r = 0.566, p-value<0.001) การรับรู้เกี่ยวกับองค์กรสมรรถนะสูง (MoPH-4T)
(r = 0.643, p-value<0.001) โดยการรับรู้เกี่ยวกับองค์กรสมรรถนะสูง (MoPH-4T) สามารถอธิบายความแปรปรวนสมรรถนะบุคลกรได้ร้อยละ 41.4
(R2 = 0.414, p-value<0.001)
ดังนั้นผู้บริหารกรมสนับสนุนบริการสุขภาพควรมีพัฒนาบุคลากรด้านการบริหารจัดการ และสร้างค่านิยมร่วมในการพัฒนากรมให้เป็นองค์กรสมรรถนะสูง (MoPH-4T) ซึ่งจะทำให้บุคลากรมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับสมรรถนะหลักของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาญจนบุรี
(2568) อภิมุข จงเจริญ; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; สุคนธา ศิริ; Apimuk Jongcharoen; Chardsumon Prutipinyo; Sukhontha Siri
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะหลักและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เปรียบเทียบสมรรถนะหลักจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะหลักของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 258 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีค่าความเชื่อมั่นในส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 เท่ากับ 0.88, 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.02) มีอายุระหว่าง 21-30 ปี (ร้อยละ 53.88) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 78.37) รายได้ประจำจากการทำงาน 20,001 - 30,000 บาท (ร้อยละ 42.45) เป็นนักวิชาการสาธารณสุข (ร้อยละ 63.27) ระดับปฏิบัติการ (ร้อยละ 42.86) มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งงานน้อยกว่า 5 ปี (ร้อยละ 46.53) สมรรถนะหลักโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.56) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D. = 0.56) อายุ รายได้ประจำจากการทำงาน ตำแหน่งงาน ระยะเวลาดำรงตำแหน่งงานมีความแตกต่างกันที่นัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.549, p-value < 0.001) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีอิทธิพลกับสมรรถนะหลักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) โดยมีอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 34.5 (R2= 0.345)
องค์กรควรมีการวางแผนกำหนดกลยุทธ์การบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะ เพื่อประสิทธิภาพและผลการปฏิบัติงาน จัดประชุม หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระตุ้นภาวะผู้นำ ทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน มีส่วนร่วมกำหนดขีดความสามารถ สมรรถนะ และทักษะที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย รวมถึงนโยบาย เพื่อนำไปฝึกอบรมและจัดทำแผนการพัฒนาต่อไป
ปัจจัยทำนายสุขภาพจิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย : การศึกษาเชิงสำรวจโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
(2568) พิชามญชุ์ เล่ห์สิงห์; นิสรีย๊ะห์ ทางา; กัณฑ์คุปส์ ประทีปพลีผล; ธนภัทร เอกตาแสง; Phichamon Lesing; Nisreeyah Thanga; KanKupt Preteeppleepon; Tanapat Eaktasang
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสุขภาพจิต เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างคุณลักษณะประชากร พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ปัจจัยส่วนบุคคลเชิงจิตวิทยากับสุขภาพจิต และปัจจัยที่ทำนายสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่าง รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคเรียนที่ 2/2567 คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยสูตรของแดเนียล ได้ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 245 คน จากนั้นจึงใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multistage sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมดจำนวน 379 คน (n = 379) รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Independent T-test, F-test และ Multiple Regression
จากผลการวิเคราะห์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 50.7 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพบว่า ภาระหนี้สิน (p = .032) ทัศนคติต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (p = .037) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (p = .001) ที่แตกต่างกัน มีค่าเฉลี่ยและความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถทำนายระดับสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 7.4 (Adjusted R2 = .074)
ผลการศึกษาข้างต้นสามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนผ่านโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
ภาวะผู้นำ การบริหารสัญญาจ้างก่อสร้าง กับประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน รายการสิ่งก่อสร้างของหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(2568) มัชฌิมา สอนลาย; อรวรรณ ขวัญศรี; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; Machima Sornlai; Orawan Quansri; Chardsumon Prutipinyo
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำ
การบริหารตามหลัก POLC และการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้าง ที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน รายการสิ่งก่อสร้างของหน่วยบริการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 16 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านงบลงทุนส่วนกลางและภูมิภาค
และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา โดยใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีภาวะผู้นำ หลักการบริหาร POLC (การวางแผน การจัดองค์การ การนำ และการควบคุม) และแนวทางการบริหารสัญญาจ้างก่อสร้าง
ผลการศึกษาพบว่า ภาวะผู้นำแบบชี้นำช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีแนวทางที่ชัดเจนและสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้หลักการบริหาร POLC การวางแผนโดยกำหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน วิเคราะห์ปัญหาล่วงหน้า การจัดองค์การที่กำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรที่ทำงานเป็นทีม การพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความชำนาญ
การสั่งการที่ชัดเจน การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากร การกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามแผน นอกจากนี้การบริหารสัญญาจ้างก่อสร้างของผู้รับจ้าง ทั้งในด้านการวางแผน ควบคุมงาน และสภาพคล่องทางการเงิน ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุน
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการศึกษาไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายเพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในรายการสิ่งก่อสร้าง พร้อมทั้งบูรณาการระบบติดตามและประเมินผลการเบิกจ่ายอย่างเป็นระบบ รวมถึงกำหนดแนวทางการคัดเลือกผู้รับจ้างที่มีศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านเทคนิคและการเงิน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่กำหนด
ปัจจัยที่ส่งผลกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
(2568) วิลาวัลย์ ศรีสุขา; ณัฐนารี เอมยงค์; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; อรวรรณ ขวัญศรี; Wilawan Srisuka; Natnaree Amyong; Chardsumon Prutipinyo; Orawan Quansri
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาหนึ่ง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ประสบการณ์ทำงาน1ปีขึ้นไป รวบรวมจากแบบสอบถาม ตอบกลับ 424 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเองและผ่านการตรวจสอบเครื่องมือ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยหาค่า ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสถิติ ไคสแควร์ และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมบุคลากรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ระดับน้อย-ปานกลาง (52.4 %) และความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศองค์กรระดับปานกลาง (34.2 %) มีเป็นส่วนใหญ่ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า เพศ และปัจจัยด้านบรรยากาศองค์กร มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการบริหารฯ นัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และปัจจัยที่สามารถทำนายการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ปัจจัยด้านบรรยากาศองค์กร ระดับการศึกษา (ปริญญาตรี, ปริญญาโท และสูงกว่าปริญญาโท) รายได้ต่อเดือน (20,001-30,000), (30,001-40,000) และ (มากกว่า 40,000 บาท) และเพศ (หญิง)
ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเป็นข้อมูลส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการวางแผน กำหนดนโยบายจัดสรรตำแหน่ง การใช้ทรัพย์สินราชการ สร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดความผูกพันองค์กร และพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน
