Mahidol University's Institutional Repository

คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล

"Wisdom Repository You Discover"

To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere

 

Communities in Mahidol IR

Select a community to browse its collections.

Recent Submissions

PublicationOpen Access
สถานะทางกฎหมายของกัญชาและการควบคุม
(2568) ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; Chardsumon Prutipinyo
สถานะทางกฎหมายของสารเสพติดกัญชาในแต่ละประเทศ (เช่น ถูกกฎหมายบางส่วน, ถูกกฎหมายเพื่อการแพทย์, หรือผิดกฎหมายทั้งหมด) จึงขออธิบายแนวทางควบคุมและป้องกันที่ใช้ในบางประเทศ เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำ การควบคุมการผลิตและจำหน่าย และการบังคับใช้กฎหมาย โดยเน้นประเทศที่มีนโยบายที่หลากหลาย เช่น ประเทศที่กัญชาถูกกฎหมายทั้งเพื่อการแพทย์และสันทนาการ (เช่น แคนาดา) และประเทศที่ยังคงห้ามอย่างเข้มงวด (เช่น สิงคโปร์) กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศฉบับใหม่เพื่อควบคุมไม่ให้นำช่อดอกกัญชาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งกำหนดว่ากัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมที่มีค่าต่อการศึกษา-วิจัย หรือมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยให้เหตุผลว่าต้องการแก้ไขจากประกาศฉบับเดิม เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ให้กัญชาซึ่งเป็นพืชในสกุล Cannabis วงศ์ Cannabaceae เป็นสมุนไพรควบคุม ให้มีการกำกับการจำหน่ายในประเทศให้เข้มงวดมากขึ้นและเน้นให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น
PublicationOpen Access
Influence of Media on Risk Perception During the COVID 19 Pandemic: Qualitative Case Study from Thailand
(2025) William J. Jones
This empirical study of the effects of media on risk perception during the Covid 19 pandemic in Thailand was carried out during the first 9 months of the Covid pandemic from March-December 2020. Media as a tool and medium for public consumption of information is becoming more complex with more diverse outlets and mediums. However, during the Covid pandemic, especially the early phase, media was in conformity with government sources to get fast, accurate and up to date information to the public. The study sought to identify channels of communication during emergencies, perceived trustworthiness of sources, emotional connotation and how this impacted perceptions and degree of risk among the case study population. Coding was used to evaluate participants level of perception towards trust and risk in media during the pandemic and how this impacted behavior among the participant population. This study finds that during the pandemic people’s consumption of information were similar. Their perception of the trustworthiness of the source did influence their behaviors in order to mitigate risk associated with Covid as a deadly pathogen. Lastly, while sources of information were similar, the occupation of the consumer had a marked impact on their risk mitigation behavior. Research findings can be utilized by researchers and policy makers in fine tuning their approaches public perception in future crisis events as well as refine different approaches for varying media platforms which have different consumption patterns.
PublicationOpen Access
การพัฒนาหลักสูตรโค้ชสุขภาวะแบบสหวิชาชีพเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพเฉพาะบุคคล ในระบบบริการสุขภาพไทย
(2568) อรวรรณ ขวัญศรี; สุพัตรา ศรีวณิชชากร; ชัยสิริ อังกุระวรานนท์; ปิยฉัตร ตระกูลวงษ์; Orawan Quansri; Supattra Srivanichakorn; Chaisiri Angkurawaranon; Piyachatr Tragoolvongse4
ในบริบทที่ระบบสุขภาพต้องการประสิทธิผลสูงสุดเพื่อจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง แนวทางการสร้างเสริมสุขภาพที่เน้นการออกแบบ และให้บริการรายบุคคล และเน้นคุณค่าการดูแล (value-based care) จึงเป็นความต้องการเร่งด่วนจากทุกภาคส่วน การศึกษานี้มุ่งพัฒนาและประเมินผลหลักสูตรโค้ชสุขภาวะแบบสหวิชาชีพเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรด้านสุขภาพ ในการให้บริการการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแบบเข้มข้นเฉพาะบุคคล (Personalized Intensive Lifestyle Modification: PILM) สำหรับประชากรวัยทำงานที่มีความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรสหวิชาชีพ 34 คน จากหน่วยบริการสุขภาพระดับพื้นที่ 11 แห่ง ได้แก่ พยาบาล นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด และนักวิชาการสาธารณสุข ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความมั่นใจในบทบาทโค้ชสุขภาวะ และแบบสอบถามปลายเปิด ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.67–1.00) และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha = 0.90) ผลการวิเคราะห์พบว่าความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ก่อนอบรม = 5.85, หลังอบรม = 8.32; t = 8.43, p < 0.001) และมีความมั่นใจในการปฏิบัติงานในระดับสูง (เฉลี่ย = 8.65, S.D. = 1.04) ทั้งนี้หลักสูตรได้รับการประเมินว่าสอดคล้องกับบริบทหน่วยบริการสุขภาพในระดับพื้นที่ และมีศักยภาพในการนำไปใช้ขยายผลในเชิงระบบ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะในระบบสุขภาพ
PublicationOpen Access
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรกรมการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
(2568) อรวิกา เกาะยอ; ยุวนุช สัตยสมบูรณ์; จุฑาธิป ศีลบุตร; ศรัณญา เบญจกุล; อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ; Onvika Kohyoor; Youwanuch Sattayasomboon; Jutatip Sillabutra; Sarunya Benjakul; Attasit Srisubat
การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากร และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ กับทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 288 คน ที่ปฏิบัติงานมาแล้ว 6 เดือนขึ้นไป และไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหาร เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2566 โดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง มีความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 1.0) และมีค่าความเชื่อมั่นในระดับสูง (α = 0.955, 0.935) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มัธยฐาน และ ค่าควอร์ไทล์ สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล ที่นัยสำคัญทางสถติ <0.05 ผลการวิจัยพบว่า ทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.02 ± 0.59) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับทักษะด้านดิจิทัลของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (r = -0.25, p-value <0.001) ระดับการศึกษา (r = 0.12, p-value <0.039) จำนวนอุปกรณ์ดิจิทัลส่วนตัว (r = 0.27, p-value < 0.001) และการอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัล (r = 0.16, p-value <0.008) นอกจากนี้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้แก่ MS Word (r = 0.116, p = 0.049) MS PowerPoint (r = 0.221, p = <0.001) ใช้ Electronic mail (r = 0.187, p = 0.001) ใช้ google สืบค้นข้อมูล (r = 0.231, p = 0.001) ใช้โปรแกรม HDC (r = 0.209, p = <0.001) และ โปรแกรมประชุมออนไลน์ (r = 0.151, p = 0.010) ผลวิจัยนี้เสนอแนะให้ผู้บริหารกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกวางแผนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลแก่บุคลากรโดยเน้นการอบรมเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้ทั่วถึง
PublicationOpen Access
การจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี
(2568) Chariya Damrongsak; Youwanuch Sattayasomboon; Seo Ah Hong; Sariyamon Tiraphat; จริยา ดำรงศักดิ์; ยุวนุช สัตยสมบูรณ์; Seo Ah Hong; ศริยามน ติรพัฒน์
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง (Cross-Sectional Study) โดยมีประชากร คือ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่กระทรวงสาธารณสุข อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 306 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติไคสแควร์ (Chi- square) และสถิติการถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในพื้นที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ สถานภาพสมรส รายได้จากการประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุ ปัจจัยการรับรู้ด้านกฎหมายและการรับรู้ด้านนโยบายการขับขี่ ปัจจัยการรับรู้ด้านสภาพรถจักรยานยนต์ ปัจจัยการรับรู้สภาพแวดล้อมในการขับขี่ ปัจจัยด้านการรับรู้ทัศนคติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ปัจจัยที่มีส่งผลต่อการจัดการความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ในพื้นที่กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ 1.ประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์รับจ้าง (AOR 1.90, p-value = 0.029, 95% CI; 1.069 - 3.379) 2.ระดับการรับรู้กฎหมายและนโยบายการบริหารจัดการ (AOR 2.55, p-value = 0.001, 95% CI; 1.459 - 4.487) 3. ระดับทัศนคติในการขับขี่รถจักรยานยนต์ (AOR 2.58,p-value = 0.001, 95% CI; 1.492 - 4.461) 4. ระดับสภาพรถจักรยานยนต์ (AOR 1.85,p-value = 0.043, 95% CI; 1.019 - 3.379) ผลจากการศึกษาครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขควรฝึกอบรมและให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายการขับขี่ นอกจากนั้นควรส่งเสริมและสร้างทัศนคติในการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ดี พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างมีการจัดการและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ให้อยู่ในสภาพดี เพื่อจะได้ลดการเกิดอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ในพื้นที่กระทรวงสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ