Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
ปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพในการทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
(2567) กรรณิการ์ ทับทิมกลาง; วารุณี พลิกบัว; ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ; Kannika Thapthimklang; Warunee Phligbua; Doungrut Wattanakitkrileart
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพ ในการทำนายคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบตัดขวาง
วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มาติดตามการรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี จำนวน 126 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ แบบสอบถามสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย แบบสอบถามความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามอุปสรรคในการรับการรักษา และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในระดับดี ร้อยละ 69.8 ตัวแปรที่สามารถอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีเพียง 3 ตัวแปร คือ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (β = .43, p < .001) ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (β = - .21, p < .01) และการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย (β = .19, p = .013) ซึ่งสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้ร้อยละ 36.3 (adjusted R2 = .36)
สรุปและข้อเสนอแนะ: ความวิตกกังวลเกี่ยวกับโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และการปฏิบัติกิจกรรมทางกาย สามารถทำนายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ พยาบาลควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถค้นหาข้อมูลทางสุขภาพจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เหมาะสมกับสภาวะของผู้ป่วย สามารถปฏิบัติกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ และลดความวิตกกังวลโดยให้ข้อมูลการป้องกันการกำเริบของโรค รวมทั้งการจัดการตนเองเมื่อเกิดอาการกำเริบ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
สถานการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Extubation; UE) ในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี
(2568) อรสุดา โสภาพรม; เมตตา เขียวแสวง; Onsuda Sopaporm; Metta Kheiawsawang
การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพผู้ป่วยและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Extubation: UE) และ 2)เสนอแนะวิธีการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน ในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เกิด UE ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมที่เกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน 83 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS version 18 โดยใช้สถิติบรรยายแสดงเป็นค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่และร้อยละ ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 61-80 ปี มีระดับความรู้สึกตัวดี มีอาการสงบและตื่นตัวดี (RASS=0 คะแนน) ได้รับยานอนหลับ ร้อยละ 50.6 (42/83) ได้รับการผูกยึดทางกาย ร้อยละ 55.4 (46/83) ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ส่วนใหญ่คือเวรดึก และผู้ป่วยที่เกิด UE ร้อยละ 48.2 ต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจกลับคืนภายใน 24 ชั่วโมง จากผลการศึกษาดังกล่าวพยาบาลจึงควรมีการประเมินและป้องกันการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน เช่น ยึดตรึงท่อช่วยหายใจร่วมกับใช้เชือกผูกท่อช่วยหายใจให้แน่น ประเมินความต้องการและความเพียงพอของการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ เพิ่มการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยในช่วงเวลากลางคืน รวมทั้งควรพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนต่อไป
การสำรวจภาวะสุขภาพของบุคลากรโรงพยาบาลรามาธิบดี
(2568) สุนันท์ วงศ์วิศวะกร; วิมานแมน คงกําแพง; แสงทอง ธีระทองคํา; Sunun Wongvisavakorn; Wimarnmaen Khongkamphaeng; Sangthong Terathongkum
การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยเพื่อศึกษาภาวะสุขภาพ และปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่ได้รับการตรวจสุขภาพในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 จำนวน 5,429 ราย และ 5,440 ราย เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลในโปรแกรม Electronic Medical Records (EMR) ICheck up ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจร่างกาย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Fisher’s extract, Pearson’s Correlation Coefficient และ Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 85.74 และร้อยละ 85) มีอายุเฉลี่ย 36.47 และ 36.75 ปี พฤติกรรมสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีทุกด้าน ยกเว้น การออกกำลังกาย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผลการตรวจดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 50.36, ร้อยละ 51.73; ร้อยละ 58.89, ร้อยละ 62.06; ร้อยละ 94.47, ร้อยละ 93.55; ร้อยละ 95.10, ร้อยละ 94.89 ตามลำดับ) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและเอกซเรย์ทรวงอกปกติ ยกเว้น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 98.30, 98.61) และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง น้ำตาลในเลือด ไขมันตัวดี ไขมันตัวร้าย ไตรกลีเซอไรด์ และอัตราการกรองไต (p <.01 ) นอกจากนี้ ปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศชาย (OR=27.64, OR=70.61) อายุ (OR=3.05, OR=3.62) ความดันโลหิตตัวบน (OR=1.35, OR=1.38) ไขมันเอชดีแอล (OR=0.74, OR 0.73) และไขมันแอลดีแอล (OR=1.04, OR= 1.05) ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรเพศชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ความดันโลหิตตัวบน และไขมันแอลดีแอลสูง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเชิงรุก ทั้งด้านการรับประทานอาหาร โดยลดอาหารหวาน มัน เค็ม ลดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเพิ่มการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด
การพัฒนารูปแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกผลการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรมหาวิทยาลัยมหิดล
(2568) ปเนต กุลฉันท์วิทย์; ธารีย์ณิชา ลีพีรวิทิต; Panet Kulchanwit; Tareenichar Leepeeravitit
ในปัจจุบันการเรียนรู้แค่ในห้องเรียนอาจไม่เพียงพออีกต่อไป กิจกรรมเสริมหลักสูตรเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึ่งประสงค์และมีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติตามปรัชญาและปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน ซึ่งจะนำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์และวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้กำหนดให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป เข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดระยะเวลาการศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลจำนวนไม่น้อยกว่า 100 หน่วยชั่วโมง โดยมีการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่านระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร (Mahidol Activity Transcript) ซึ่งการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านเครื่องสแกนบัตรนักศึกษากับนักศึกษาที่มีจำนวนมากจะต้องใช้ระยะเวลาในการสแกนบัตรประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลและจำนวนเครื่องสแกนบัตรที่ค่อนข้างมากเพื่อให้รองรับกับจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ยังพบความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านเครื่องสแกนบัตรนักศึกษา ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาระบบการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่าน We Mahidol Application ผลการวิจัยพบว่าระบบดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาในการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรจากเดิมใช้เวลาประมาณ 60 นาทีต่อกิจกรรม เหลือเพียง 1 – 5 นาที ช่วยลดเวลาในการสแกนบัตรนักศึกษาจาก 15 วินาที เหลือเพียง 2 วินาทีต่อคน ลดขั้นตอนการทำงานและปริมาณของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเหลือเพียง 2 คน จากเดิมที่ต้องใช้จำนวนเจ้าหน้าที่มากถึง 12 คน ลดอุปกรณ์ที่ใช้ในการสแกนบัตร ลดขั้นตอนในการกรอกและรวบรวมข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษาของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนลดความผิดพลาดของการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาจากร้อยละ 10 เหลือเพียงร้อยละ 0.25 ซึ่งระบบการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่าน We Mahidol Application ช่วยทำให้การบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาทำได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบฯ อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.66
Scopus APIs และตัวอย่างการใช้งาน
(2568) ปิยะนันต์ จํานงสุทธเสถียร; เฉิดฉันทร์ ราชบุรณะ; มนทิรา ทองขันธ์; Piyanan Jumnongsuthasatein; Cherdchan Ratchaburana; Montira Thongkun
ฐานข้อมูล Scopus เป็นฐานข้อมูลผลงานวิจัยเชิงวิชาการที่รวบรวมผลงานตีพิมพ์จากทั่วโลก มีข้อมูลผลงานวิชาการมากกว่า 90 ล้านระเบียน ประกอบด้วยข้อมูลบทคัดย่อ ข้อมูลโปรไฟล์ผู้แต่ง ข้อมูลจำนวนการอ้างอิงผลงาน ข้อมูลวารสารวิชาการ เป็นต้น ฐานข้อมูล Scopus ยังมีเมตริกต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถตรวจสอบผลกระทบของงานวิจัย ติดตามและรวบรวมผลงานทางวิชาการได้สะดวก ทั้งยังใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Scopus เป็นเกณฑ์เพื่อการเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ และใช้กำหนดผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญของแผนงานพัฒนาการวิจัยขั้นแนวหน้า การใช้งาน Scopus APIs จะช่วยให้สามารถเข้าถึงและใช้งานข้อมูลจากฐานข้อมูล Scopus ได้อย่างสะดวกสบายผ่านการเรียกใช้งาน API ตามที่สำนักพิมพ์ Elsevier กำหนด โดยในบทความนี้จะยกตัวอย่างการใช้งาน Scopus APIs มา 2 ตัวอย่าง ได้แก่ 1. การแสดงผลงานทางวิชาการของบุคลากรสายวิชาการบนเว็บไซต์ เป็นตัวอย่างการเรียกใช้งาน API โดยตรงผ่านหน้าเว็บไซต์ฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญของคณะวิทยาศาสตร์ และ 2. การติดตามผลงานทางวิชาการของบุคลากรสายวิชาการ เป็นตัวอย่างการเรียกใช้งาน API อัตโนมัติด้วยระบบที่พัฒนาขึ้นมาเองเพื่อจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลผลงานทางวิชาการ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร Scopus APIs จึงเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเข้าถึงข้อมูลและนำมาใช้แสดงผลบนเว็บไซต์ และวิเคราะห์ข้อมูลต่อยอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม การใช้งาน API นี้อาจมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องคำนึงถึง และหากต้องการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน จำเป็นที่จะต้องมีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลอย่างเหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามความต้องการและเชื่อถือได้
