Mahidol University's Institutional Repository

คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล

"Wisdom Repository You Discover"

To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere

 

Communities in Mahidol IR

Select a community to browse its collections.

Recent Submissions

PublicationOpen Access
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
(2568) ณัฐบูรณ์ พรรัตนเจริญ; รสสุคนธ์ พระเนตร; Nutthaboon Pornrattanacharoen; Rossukon Pranet
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นการวิจัยแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จาก 10 โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติการทดสอบแบบ t-test สถิติความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และสถิติการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1. กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 69.25) รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครอบครัวต่ำกว่า 40,000 บาท (ร้อยละ 49.50) ศึกษาที่โรงเรียนประเภทโรงเรียนรัฐบาล (ร้อยละ 60.50) หลักสูตรของโรงเรียนที่กำลังศึกษาหรือจบการศึกษา คือ หลักสูตรไทย (Thai Program) (ร้อยละ 85.50) 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด (x̄ = 4.25, SD. = 0.57) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความภาคภูมิใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.40) รองลงมา ด้านหลักสูตรและวิชาการ (x̄ = 4.36) ด้านความคาดหวังในอนาคต (x̄ = 4.31) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจและสังคม (x̄ = 4.00) 3. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีเพศ รายได้เฉลี่ยครอบครัวต่อเดือน และ ประเภทของโรงเรียนต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 4. ปัจจัยด้านความคาดหวังในอนาคต ด้านเศรษฐกิจและสังคม และด้านความภาคภูมิใจมีผลต่อการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถทำนายการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ได้ร้อยละ 88.20
PublicationOpen Access
ความคาดหวังในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยที่มารับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
(2568) รังสิมา เกียรติยุทธชาติ; พิมพ์รัตน์ ชาญปรีชญา; ธนพล จันทรพร; ชลภัสสรณ์ เอื้อธนิกกานนท์; Rungsima Kiatyuttachat; Pimrutt Chanpreechaya; Thanaphon Chantharaphon; Cholpatsorn Euathanikkanon
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ป่วยในกระบวนการเข้ารับบริการของผู้ป่วยที่มารับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty :TKA) ผู้ร่วมให้ข้อมูลคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีค่าความเสื่อมระดับรุนแรง Level 4 และต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม : Total Knee Arthroplasty และมีประสบการณ์มาใช้บริการที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกศัลยกรรมกระดูกตั้งแต่เข้ารับบริการ พบแพทย์ เตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ได้รับการผ่าตัดและมาพบแพทย์หลังผ่าตัดตามนัด 2 สัปดาห์ ผู้ให้ข้อมูลมีจำนวนทั้งสิ้น 8 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) กระบวนการเก็บข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi- Structured interview) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีความคาดหวังในกระบวนการเข้ารับบริการทั้งหมด 4 ด้าน คือ 1) ความคาดหวังด้านบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผู้ป่วยคาดหวังให้แพทย์และบุคลากรมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย ต้องการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และคาดหวังการได้รับบริการที่ดีผ่านทางพฤติกรรม วาจา กิริยาท่าทางที่เหมาะสม 2) การเตรียมตัวผ่าตัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ที่ผู้ป่วยคาดหวังว่าจะได้วันรับการผ่าตัดที่รวดเร็วและแน่นอน รวมไปถึงการได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดที่ครบถ้วนถูกต้อง 3) การดูแลช่วยเหลือและการดูแลตนเอง ผู้ป่วยต้องการรับฟังข้อมูลและวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อต้องกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน 4) ผลลัพธ์ทางการรักษา คือ การหายจากโรคและไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด ตลอดจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข
PublicationOpen Access
ความคาดหวังและความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการต่อการสนับสนุนการปฏิบัติงานในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
(2568) แสงเดือน พรหมจันทร์; ฐิติวัชร พึ่งเงิน; Sangduan Promjan; Thitiwatchara Phueng-ngern
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังและความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการต่อการสนับสนุน การปฏิบัติงานในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการ จำนวน 80 คน โดยทำการสำรวจผ่านแบบสอบถาม และได้รับขอมูลแบบสอบถามตอบกลับที่มีความสมบูรณ์ รวมทั้งสิ้น 80 ชุด ผลการวิจัยจากการศึกษาเปรียบเทียบระดับความคาดหวังของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ด้านอายุ มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ด้านสถานภาพ พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พบว่า ข้าราชการมีความคาดหวังสูงกว่าพนักงานมหาวิทยาลัย ด้านอายุงานและด้านตำแหน่งทางวิชาการ พบว่า มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน และผลการวิจัยจากการศึกษาเปรียบเทียบระดับความคาดพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามทั้ง 4 ด้าน พบว่า ด้านอายุทั้ง 4 ช่วงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 คือ กลุ่มอายุน้อยกว่า 45 ปี มีความพึงพอใจน้อยกว่ากลุ่มที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 36-45 มีคะแนนความพึงพอใจต่ำที่สุด ด้านสถานภาพ พบว่า ข้าราชการและพนักงานมหาวิทยาลัย มีความคาดหวังไม่แตกต่างกัน ด้านอายุงาน พบว่า มีความคาดหวังแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า กลุ่มที่มีอายุงาน 6-10 ปี มีความพึงพอใจน้อยกว่ากลุ่มอื่น ๆ ด้านตำแหน่งทางวิชาการ พบว่า มีความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า กลุ่มตำแหน่งทางวิชาการ ระดับรองศาสตราจารย์ มีความพึงพอใจสูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มผู้ช่วยอาจารย์มีระดับความพึงพอใจต่ำที่สุด
PublicationOpen Access
ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด
(2567) กฤษญา พงษ์หาญ; วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช; ชลธิรา เรียงคำ; ยงค์ รงค์รุ่งเรือง; Kritsaya Ponghan; Wimolrat Puwarawuttipanit; Chontira Riangkam; Yong Rongrungruang
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของดัชนีมวลกาย คุณภาพการนอนหลับ ความเหนื่อยล้า และการสนับสนุนทางสังคมต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด รูปแบบการวิจัย: ความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการตรวจรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลระดับตติยภูมิสองแห่ง ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 126 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด แบบประเมินคุณภาพการนอนหลับของพิตส์เบิร์ก แบบประเมินความเหนื่อยล้า แบบประเมินหลายมิติเกี่ยวกับการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย: ค่าอรรถประโยชน์ของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง 1 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ .83 (SD = .10) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดได้ร้อยละ 68 (R2 = .68) โดยปัจจัยความเหนื่อยล้าสามารถทำนายคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดได้มากที่สุด (β = .67, p < .001) รองลงมา คือ การสนับสนุนทางสังคม (β = .21, p < .001) และคุณภาพการนอนหลับ (β = - .13, p = .033) สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลและบุคลากรสุขภาพควรมีการประเมินคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพในผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิด รวมทั้งประเมินปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ได้แก่ ความเหนื่อยล้า คุณภาพการนอนหลับ การสนับสนุนทางสังคม และวางแผนการดูแลรวมถึงสร้างโปรแกรมการพยาบาลเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าหรือส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับและการสนับสนุนทางสังคมเพื่อให้ผู้ป่วยภาวะโพสท์โควิดมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพที่ดีต่อไป
PublicationOpen Access
ผลของโปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนผ่าตัดในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาว
(2567) ธัญญารัตน์ ชัชวาลย์พันธ์; วิมลนันท์ พุฒิวณิชพงศ์; นพพร ว่องศิริมาศ; พวงเพชร เกษรสมุทร; Tanyarat Chatchawarnpan; Wimolnun Pudtivarnichapong; Nopporn Vongsirimas; Phuangphet Kaesornsamut
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมที่พัฒนาตามกรอบแนวคิดทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาวในการลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า รูปแบบการวิจัย: การวิจัยกึ่งทดลอง แบบหนึ่งกลุ่ม โดยทำการวัดผลก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่รอเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจำนวน 27 คน กลุ่มตัวอย่างได้รับโปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดซึ่งสร้างขึ้นตามกรอบทฤษฎีของเพบพลาว ประกอบด้วย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะการสร้างสัมพันธภาพ ระยะดำเนินการแก้ไขปัญหา และระยะยุติสัมพันธภาพ ผู้วิจัยมีบทบาทเป็นผู้ให้คำปรึกษา ผู้สอน ผู้ให้ความรู้ และผู้บำบัด เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือ แบบสอบถามความวิตกกังวลขณะเผชิญ โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลอง ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างก่อนได้รับโปรแกรมฯ มีคะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยเท่ากับ 64.3 คะแนน (SD = 3.23) และคะแนนความวิตกกังวลเฉลี่ยที่วัดทันทีหลังได้รับโปรแกรมฯ เท่ากับ 27.7 คะแนน (SD = 2.81) ผลการวิเคราะห์พบว่า ความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.55, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมลดความวิตกกังวลก่อนการผ่าตัดสามารถลดความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่รอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมได้ ดังนั้นผู้ป่วยก่อนผ่าตัดทุกรายควรได้รับการประเมินความวิตกกังวลและได้รับโปรแกรมลดความวิตกกังวล นอกจากนี้ควรมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ศึกษาในโรงพยาบาลหลากหลายระดับ และหลากหลายภูมิภาคเพื่อสามารถอ้างอิงผลการวิจัยได้ครอบคลุมกลุ่มประชากร รวมทั้งควรมีการศึกษาโดยใช้กลุ่มทดลองเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมด้วยเพื่อยืนยันประสิทธิผลของโปรแกรม