Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
บทบาทของวิสัญญีพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย เข้ารับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
(2568) ลัดดาวัลย์ ประจวบกลาง; Laddawan Prajuabklang
ในปัจจุบันนี้ การผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ (robotic- assisted nephrectomy)มีบทบาทมากขึ้นในวงการแพทย์ วิสัญญีพยาบาลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมบุคลากรด้านวิสัญญีมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้เป็นเทคโนโลยีที่มีข้อดีอย่างชัดเจนได้แก่ ขนาดแผลผ่าตัดที่เล็กลง การฟื้นตัวของผู้ป่วยที่รวดเร็ว การลดอาการปวด การสูญเสียโลหิตและการลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด บทความนี้มีวุตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ระยะก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัดเพื่อให้ทีมวิสัญญีพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด
การผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์มีความแตกต่างจากการผ่าตัดไตแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น ในระยะเตรียมการก่อนผ่าตัด การจัดท่าผู้ป่วย การควบคุมทางเดินหายใจและการบริหารจัดการภายในห้องผ่าตัด โดยระบบหุ่นยนต์ต้องใช้อุปกรณ์แขนกลหลายแขนติดตั้งรอบตัวผู้ป่วย ซึ่งจำกัดพื้นที่ทำงานของทีมวิสัญญี การเข้าถึงทางเดินหายใจและเส้นเลือดดำจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด รวมถึงการจัดทำผู้ป่วยให้อยู่ในท่าตะแคงพร้อมการหักงอเตียง เพื่อขยายพื้นที่ผ่าตัดและเพิ่มความสะดวกในการดำเนินหัตถการ การตรึงบริเวณสะโพกและหน้าอกของผู้ป่วยกับเตียงผ่าตัดเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหว และการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดทับและป้องกันการบาดเจ็บของเส้นประสาทและเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ การขยายช่องท้องด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทีมวิสัญญีจึงต้องมีความเข้าใจเพื่อสามารถวางแผนการให้ยาระงับความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม
ในระหว่างการผ่าตัด วิสํญญีพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการบริหารสมดุลของสารน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของไต และมีการใช้ยาหย่อนกล้ามเนื้อชนิดนอน-ดีโพลาไรซิง (non-depolarizing muscle relaxants) เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ป้องกันการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างการผ่าตัด
หลังการผ่าตัด วิสัญญีพยาบาลมีหน้าที่ในการประเมินการฟื้นตัวจากยาสลบอย่างละเอียดโดยติดตามสัญญาณชีพทุก 5 นาทีในชั่วโมงแรก และทุก 15 นาทีในชั่วโมงถัดไปจนกว่าสัญญาณชีพจะคงที่ รวมถึงการเผ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น การสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใต้ผิวหนังผ่านการประเมินการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด อัตรการหายใจ การฟังเสียงปอด และการสังเกตอาการชาในแขนขาของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีการประเมินระดับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องโดยใช้มาตรวัดความเจ็บปวดแบบตัวเลขตั้งแต่ระดับ0 ซึ่งหมายถึงไม่มีความปวดเลยไปจนถึงระดับ 10 ซึ่งหมายถึงความปวดในระดับรุนแรงที่สุด รวมถึงการเผ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่นภาวะคลื่นไส้อาเจียน
บทบาทการดูแลอย่างครอบคลุมของวิสัญญีพยาบาลในทุกระยะของการรักษานี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสำเร็จของการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ แต่ยังส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีคุณภาพสูงสุด และสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการผ่าตัดให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด
ผลของโปรแกรมการตั้งเป้าหมายร่วมต่อพฤติกรรมการคว่ำหน้าและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอกแบบใส่แก๊ส
(2568) วรางคณา คงเจริญ; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Warangkana Kongcharoen; Suchira Chaiviboontham; Noppawan Phinitkhajorndech
The retina acts as a screen to receive images. When the vitreous humor adheres too tightly to the retina, it can cause traction, leading to retinal detachment. This condition affects the patient's quality of life and, if left untreated, may lead to vision loss. Vitrectomy is a common and effective treatment involving surgery inside the eyeball, where gas is injected to help the retina reattach. Patients must maintain a face-down position after surgery for successful reattachment.This requirement can hinder daily activities. Patients often experience discomfort, neck pain, and back pain, which makes it difficult to maintain the face-down position consistently. Setting shared goals regarding face-down positioning and following up on clinical outcomes in patients after retinal detachment surgery with gas tamponade involves active interaction between nurses and patients. Nurses educate patients using materials, videos, and explanations about retinal detachment and the importance of face-down positioning after surgery. Patients are trained in this positioning before surgery, using personalized strategies and shared goals to determine the number of required hours. This helps patients understand and manage self-care at home, improving surgical outcomes.This study aimed to compare the mean number of hours patients with gas tamponade retinal detachment spent in the face-down position over a 24-hour period between those who received a mutual goal-setting program and those who received standard nursing care. Additionally, it seeks to compare clinical outcomes, including visual acuity and retinal reattachment, between the two groups.
This study was a quasi-experimental research design using a two-group pretest-posttest design with an experimental and a control group. The participants were patients who underwent gas-filled retinal detachment surgery due to retinal holes or tears, traction caused by membranes or vitreous humor, or fluid leakage and accumulation under the retina. The study took place between May 1 and December 25, 2023. A total of 50 patients were purposively selected based on inclusion criteria: aged 18 years or older, undergoing their first retinal detachment surgery, receiving gas tamponade with Octafluoropropane (C3F8) or sulfur hexafluoride (SF6),scheduled for surgery in one eye only with the other eye not diagnosed with blindness, and able to be contacted via telephone or the LINE application. If post-surgery vision was impaired,communication via LINE could be facilitated by a relative. Moreover, those aged 60 and above were screened for cognitive impairment using the Thai version of the 6 Cognitive Impairment Test (6 CIT), with eligible participants scoring less than 8. The sample size was calculated using G*Power, with a power of 0.50, a significance level (α) of 0.05, and an effect size of 0.50,resulting in 23 participants per group, increased by 10% to 25 participants per group to account for incomplete data. The researchers purposively selected all participants for the experiment. Data were collected first from the control group and then from the experimental group using a mutual goal-setting program based on King’s Goal Attainment Theory, along with a demographic form,a 24-hour face-down behavior log, a visual acuity record, and a retinal reattachment record. Data analysis was performed using descriptive statistics and a two-factor repeated measures ANOVA.
The experimental group had a mean number of face-down positioning hours equal to or greater than 16 hours, which was higher than that of the control group. When comparing the mean hours of face-down positioning at different time points, the experimental group demonstrated significantly higher means on postoperative days 1-2, 6-7, and 13-14 (F = 93.39, p < .05).Within the experimental group, the mean hours of face-down positioning one month before surgery were significantly different from those on postoperative days 1-2 (t = .79, p < .05), 6-7(t = .94, p < .05), and 13-14 (t = .88, p < .05). Additionally, the mean hours on postoperative days 1-2 were significantly different from those on days 6-7 (t = .63, p < .05) and 13-14(t = .43, p < .05). However, there was no significant difference between days 6-7 and 13-14.The experimental group also showed significantly better visual acuity one month after surgery than at 6-7 days (t = 0.10, p < 0.05), but there was no significant difference between the experimental and control groups. Furthermore, the percentage of patients with successful retinal reattachment after surgery was higher in the experimental group than in the control group. This research recommends that nurses adopt a mutual goal-setting approach with patients before and after surgery, focusing on maintaining the face-down posture after gas-injection retinal detachment surgery to improve outcomes. Follow-up care should be extended to 3-6 months, including studies on patients' post-surgery quality of life. A program to set behavioral goals for face-down posture in patients with silicone oil injections is suggested to reduce reoperation rates. Future research should investigate factors such as body weight, retinal detachment location, and diabetes that may influence face-down posture.
การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
(2568) อ้อมขวัญ อินต๊ะปัญญา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Aomkuan Intapunya; Soontaree Jianvitayakij; Sumolchat Duangbubpha
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก มีการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่องและมีการฟื้นกลับไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมุ่งเน้นการช่วยลดอาการเหนื่อยหอบและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการกำเริบ ซึ่งมีความต้องการการดูแลหลายด้าน จึงต้องการการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ผู้ป่วยและคุณภาพการดูแล การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพช่วยให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น แต่การประเมินผลลัพธ์อาจไม่ครอบคลุมที่จะสะท้อนถึงคุณภาพการดูแลที่ได้รับจากทีมสหสาขาวิชาชีพ จากแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียนด้านผลลัพธ์ ซึ่งเป็นการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยอันเป็นผลมาจากผู้ให้บริการ ประกอบด้วยการประเมินการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพ ความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจในการดูแลที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการศึกษาถึงการประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นผลลัพธ์จากการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้ ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ จึงควรประเมินให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยสะท้อนคุณภาพการดูแลได้ชัดเจนมากขึ้น
การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง อาการหายใจลำบาก ความสามารถในการทำกิจกรรม คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วยในการรับบริการ โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2565 จำนวน 87 คน ตามเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) อายุ 40 ปี ขึ้นไป 2) เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี 3) มาตรวจติดตามการรักษาสม่ำเสมอ อย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนครั้งที่แพทย์นัดตรวจติดตามใน 1 ปีที่ผ่านมา 4) สามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาไทยได้ 5) ยินดีเข้าร่วมงานวิจัยโดยลงนามในแบบฟอร์มยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร 6) กรณีที่กลุ่มตัวอย่างอายุ 60 ปี ขึ้นไป ต้องไม่มีความบกพร่องทางการรู้คิด โดยผ่านการประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อได้คะแนนน้อยกว่า 8 คะแนนจาก 28 คะแนน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย แบบประเมินอาการหายใจลำบาก แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามคุณภาพชีวิต และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการบริการที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 64.49 ปี (SD = 10.72) ได้รับการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในช่วงเวลา 1-15 ปี มีระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับปานกลาง (GOLD stage 2) และเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่ม A ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาสูดพ่นแบบผสมมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.43 มีอาการกำเริบตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งปี มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.94 ที่ต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการกำเริบของโรค ส่วนผลลัพธ์ของผู้ป่วยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมค่อนข้างสูงเท่ากับ 104.97 คะแนน (SD = 9.14) จากคะแนนเต็ม 124 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมด้านการใช้ยาถูกต้องสูงที่สุด ส่วนใหญ่มีอาการหายใจลำบากระดับ 0 (ร้อยละ 37.93) รองลงมา มีอาการหายใจลำบากระดับ 1 (ร้อยละ 33.33) และมีความสามารถในการทำกิจกรรมตั้งแต่ 3 METs ขึ้นไป (ร้อยละ 93.10) มีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวมค่อนข้างสูง คะแนนเฉลี่ย 79.08 คะแนน (SD = 9.10) จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในการบริการค่อนข้างสูงเท่ากับ 72.79 คะแนน (SD = 1.95) จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ในเรื่อง “การให้เกียรติและยอมรับนับถือความเป็นคน” รองลงมาคือ “การให้เวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา” และ “การติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง” ผลการศึกษาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ผู้ป่วยที่ดีสะท้อนถึงการที่หน่วยงานมีโครงสร้างที่ดี มีการจัดตั้งคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นระบบ และมีกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดี ดังนั้นควรสนับสนุนในการจัดตั้งระบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการดูแลและเพิ่มผลลัพธ์ของผู้ป่วยอย่างครอบคลุม
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(2568) กรองกาญจน์ กาญจนีย์; สุมลชาติ ดวงบุบผา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; Krongkan Kanjanee; Sumolchat Duangbubpha; Soontaree Jianvitayakij
การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (patient and family-centered care: PFCC) เป็นแนวคิดการดูแลที่มีพื้นฐานมาจากการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เพื่อทำให้การดูแลรักษาเกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วยแนวคิดหลักที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การมีศักดิ์ศรีและความเคารพ 2) การแบ่งปันข้อมูล 3) การมีส่วนร่วม และ 4) การประสานความร่วมมือ ปัจจุบันการดูแลแบบ PFCC ถูกนำไปใช้ในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย และทำให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤตเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤตได้รับการออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการรักษาและติดตามผล นอกจากนี้อุปสรรคในดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤต อาจเกิดจากตัวผู้ป่วยและครอบครัว สภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยวิกฤต และจากทีมสุขภาพได้ พยาบาลหน่วยวิกฤตที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลแบบ PFCC อย่างไรก็ตาม ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการมีปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และพยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งพยาบาลวิกฤตไม่ได้รับการเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์นี้ แนวปฏิบัติป้องกันการแพร่กระจายโรคโควิด-19 ภาระงานที่เพิ่มขึ้น ความเหนื่อยล้า ความเครียด และความกังวลต่อการติดโรคโควิด-19 อาจส่งผลต่อความตั้งใจของพยาบาลวิกฤตต่อการดูแลแบบ PFCC ได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เป็นทฤษฎีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล จากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ความตั้งใจของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมนั้น ทำนายได้จากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม (attitude toward the behavior) 2) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (subjective norm) และ3) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (perceived behavioral control) ดังนั้น การใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเสริมให้เข้าใจพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยของพยาบาลหน่วยวิกฤตและส่งเสริมคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยให้ผู้ป่วย
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยใช้กรอบแนวคิดการดูแลแบบ PFCC แนวคิดพฤติกรรมตามแผน และ คุณลักษณะของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลหน่วยวิกฤต 124 คน ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต 8 แห่ง ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คือ เป็นพยาบาลระดับปฏิบัติการ และมีประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างน้อย 6 เดือน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถาม 5ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามทัศนคติต่อการดูแลแบบ PFCC 3) แบบสอบถามการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการดูแลแบบ PFCC 4) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC และ 5) แบบสอบถามความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยพหุคูณแบบ Enter
ผลการวิจัย พบว่า ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 7.849, p < .01) ร้อยละ 25 โดยที่การรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC (β = .314, p = .002) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (β = .223, p = .015) และระดับการศึกษา (β = .175, p = .038) เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจในการดูแลแบบPFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤต จากผลการศึกษาครั้งนี้ ผู้บริหารทางการพยาบาลควรจัดการอบรมการดูแลแบบ PFCC เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีแก่พยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งจัดระบบสนับสนุนการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เช่น ห้องประชุม และทีมที่ปรึกษาให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
Effects of Self-management on Blood Pressure in Thai Older Adults with Hypertension: A Systematic Review and Meta-Analysis
(2025) Phatcharaphon Whaikid; Noppawan Piaseu; พัชราภรณ์ ไหวคิด; นพวรรณ เปียซื่อ
Hypertension is one of the most prevalent chronic conditions among older adults and a major contributor to cardiovascular morbidity and mortality. In Thailand, the aging population is rapidly increasing, and the burden of uncontrolled hypertension among older adults presents a significant public health challenge. Effective and sustainable strategies for hypertension management are therefore essential. Self-management interventions, grounded in behavioral and theoretical frameworks, have been widely promoted as a patient-centered approach to chronic disease control.This systematic review and meta-analysis aimed to assess the effectiveness of self-management theory based interventions in reducing blood pressure among older adults with hypertension in Thailand.
A comprehensive search of both international and Thai databases—including PubMed,Embase, Scopus, and the Thai Journal Citation Index (TCI) was conducted to identify relevant studies published between January 2018 and December 2023. The review specifically included studies employing randomized controlled trial (RCT) or quasi-experimental designs involving self-management interventions targeting older adults aged 60 years and above diagnosed with hypertension. The selection process followed PRISMA guidelines. After rigorous screening and quality appraisal using the JBI Critical Appraisal Checklist for Quasi-Experimental Studies, only quasi-experimental studies were included as randomized controlled trials were absent from our search results. The results showed that five studies met the inclusion criteria. All included studies were conducted in Thailand, targeted older adults and implemented interventions grounded in self-management theoretical frameworks. These interventions commonly incorporated components such as health education, self-monitoring, behavior modification, goal setting, and reinforcement strategies, with the overarching aim of improving hypertension control and enhancing patient engagement. The five included studies encompassed a total of 379 older adults, with 188 participants assigned to various self-management intervention groups and 189 to control groups receiving usual care. Meta-analyses were conducted separately for systolic blood pressure and diastolic blood pressure outcomes using a random-effects model.
The results demonstrated statistically significant reductions in both systolic blood pressure and diastolic blood pressure in the intervention groups compared to the control groups.For diastolic blood pressure, the pooled mean difference was -9.34 mmHg (95% confidence interval [CI]: -10.95 to -7.72), indicating a substantial improvement in blood pressure control associated with the interventions. The effect was statistically significant (z = -11.32, p < 0.001).Similarly, for systolic blood pressure, the meta-analysis showed a mean difference of -16.79 mmHg (95% CI: -25.21 to -8.38), also favoring the intervention groups. The effect was statistically significant (z = -3.91, p < 0.001).Overall, the findings from this review highlight the effectiveness of self-management theory based interventions in significantly lowering both systolic and diastolic blood pressure among older adults in Thailand. These interventions not only contribute to improved clinical outcomes but also promote patient autonomy and long-term adherence to treatment regimens—key components in managing a chronic condition such as hypertension. Given the growing emphasis on person-centered care in aging populations, these results support the integration of self-management programs into routine hypertension care, particularly in community and primary care settings. Despite these positive outcomes, some limitations should be acknowledged. Notably,the number of eligible studies was relatively small, which may limit the generalizability of the findings.
