Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยใช้คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol กับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ
(2569) นาราวิญจน์ นาราวรนันท์; วิภัทร เลิศภูรีวงศ์; เรืองกิตติ์ อย่างดี; กัณห์ชลิต ถนอมกิตติ; ดรัลพร ไตรวงศ์วรนาถ; นนทวัฒน์ วิริยะสกุลธรณ์; Narawin Naravoranun; Wipat Lertpureevong; Rueangkit Yangdee; Kanchalit Thanomkitti; Daranporn Triwongwaranat; Noldtawat Viriyaskultorn
การปฏิบัติงานถ่ายภาพผู้ป่วยโรคเส้นผมและหนังศีรษะมีอุปสรรคหลายอย่างที่ส่งผลทำให้ภาพถ่ายผู้ป่วยในแต่ละครั้งไม่เหมือนกันและไม่สามารถใช้เปรียบเทียบเพื่อติดตามผลการรักษาได้ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะโดยใช้คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol กับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ จำนวน 30 คน โดยวัดผลด้วยแบบบันทึกผลคุณภาพของชุดถ่ายภาพ บันทึกเวลาที่ใช้ในการถ่ายภาพ และแบบสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของช่างภาพในการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะระหว่างการใช้คู่มือกับการถ่ายภาพโดยไม่ใช้คู่มือ มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ส่งผลทำให้การถ่ายภาพมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น โดยแบ่งเป็นคุณภาพของชุดภาพถ่ายที่ใช้ตีพิมพ์ได้ทุกรูป (26.67% เทียบกับ 20.00%; p=0.670) ใช้ตีพิมพ์ได้บางรูป (73.33% เทียบกับ 26.67%; p=0.011) และใช้ตีพิมพ์ไม่ได้ทั้งหมด (0% เทียบกับ 53.33%; p =0.001) ในส่วนของระยะเวลาในการถ่ายภาพมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่า คู่มือมีส่วนช่วยลดปัญหา อุปสรรคในการถ่ายภาพด้านต่าง ๆ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานได้อย่างนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นผลการวิจัยนี้ จึงมีแนวโน้มว่า คู่มือ Siriraj Hair Global Photographic Protocol จะสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับการถ่ายภาพเส้นผมและหนังศีรษะทางการแพทย์ได้ต่อไป
Kubernetes: เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสําหรับการจัดการคอนเทนเนอร์ในองค์กร
(2569) สมชัย บุรีรักษ์; ไพศิลป์ชัย ไชยพรเดชเจริญ; Somchai Burirak; Paisinchai Chaiyaprondetcharoen
ปัจจุบันที่การดูแลสุขภาพมีความซับซ้อนและมีความต้องการที่หลากหลาย องค์กรด้านสาธารณสุขต้องเผชิญกับความท้าทายในการจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Kubernetes ซึ่งเป็นระบบการจัดการคอนเทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่น ช่วยปรับปรุงการจัดการแอปพลิเคชันและทรัพยากรภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถปรับขนาดและจัดการทรัพยากรได้อัตโนมัติ เป็นการตอบสนองต่อความท้าทายดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ Kubernetes ช่วยลดเวลาในการพัฒนาและส่งมอบแอปพลิเคชัน เพิ่มความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพของระบบผ่านการจัดการกู้คืนของแอปพลิเคชันที่เกิดจากข้อผิดพลาด ความสามารถในการปรับขนาดและการจัดการทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ทำให้การดำเนินงานในองค์กรมีความราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น Kubernetes จึงเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสำหรับการจัดการคอนเทนเนอร์ในองค์กร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูง การนำ Kubernetes มาใช้ในองค์กรด้านสาธารณสุขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่าสัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลด้วยโปรแกรม Microsoft Access
(2569) พงศ์สุดา แก้วพารา; เอกนรินทร์ แซ่ฉิน; Pongsuda Kawpara; Aeknarin Saechin
ศูนย์เฝ้าระวังและติดตามโรคจากสัตว์ป่า สัตว์ต่างถิ่นและสัตว์อพยพ (ศูนย์เฝ้าระวังฯ) เป็นหน่วยงานที่ให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการสำหรับผู้รับบริการทั่วไป โดยมีการสร้างระบบการจัดเก็บข้อมูลด้วยโปรแกรม Microsoft Excel ซึ่งพบปัญหาในขั้นตอนการบันทึกข้อมูลมีความซ้ำซ้อน การสืบค้นข้อมูลใช้ระยะเวลานาน ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้โปรแกรมMicrosoft Access และใช้ข้อมูลรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของศูนย์เฝ้าระวังฯ เป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2566 ซึ่งมีรายการตรวจวิเคราะห์รวมทั้งสิ้น 61,794 รายการ โดยแบ่งช่วงของข้อมูลสำหรับการวิจัยออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 เป็นก่อนพัฒนาระบบ ใช้ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ในช่วง 3 มกราคม 2561 ถึง 27 ธันวาคม 2562 และช่วงที่ 2 เป็นช่วงหลังพัฒนาระบบ ใช้ข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ในช่วง 3 มกราคม 2563 ถึง 28 ธันวาคม 2566 เพื่อเปรียบเทียบการรายงานผลล่าช้าในช่วงก่อนและหลังพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังฯ ผลการวิจัยพบว่า ความล่าช้าของการรายงานผลในช่วงก่อนการพัฒนาระบบใน ปี 2561 เกิดความล่าช้าร้อยละ 4.1 และปี 2562 เกิดความล่าช้าร้อยละ 6.6 ส่วนความล่าช้าของการรายงานผลหลังจากพัฒนาระบบมีจำนวนลดลง โดยปี 2563 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 0.7 โดยปีถัดมา 2564 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 0.8 สำหรับปี 2565 มีการรายงานผลล่าช้าร้อยละ 1.2 และปี 2566 มีการรายงานผลล่าช้าเหลือร้อยละ 0.5 เมื่อเปรียบเทียบจำนวนรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ พบว่า ในแต่ละปีจำนวนรายการตรวจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการรายงานผลในช่วงก่อนและหลังการพัฒนาระบบด้วยสถิติไคสแควร์ พบว่า จำนวนความล่าช้าในการรายงานผลหลังพัฒนาระบบลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการใช้โปรแกรม Microsoft Access เพื่อจัดการฐานข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของศูนย์เฝ้าระวังฯ สามารถลดจำนวนความล่าช้าในการรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาความพร้อมเพื่อการสร้างนวัตกรรมในวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
(2569) วรรณพันธุ์ อ่อนแย้ม; มณฑ์พัศ เกตุกัณฑร; Wannapan Onyaem; Monnapat Ketkuntorn
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยลักษณะองค์กร และปัจจัยพฤติกรรมของบุคลากรที่มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม ศึกษาความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม และค้นหาแนวทางสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมในองค์กร ใช้วิธีการวิจัยการเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรวิทยาลัยนานาชาติในระดับหัวหน้างาน หัวหน้าหน่วย ใช้การสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) และ การวิเคราะห์แบบถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยส่วนบุคคลด้านสังกัดงาน ปัจจัยลักษณะองค์กรด้านการบริหารกลยุทธ์ และด้านบรรยากาศขององค์กร มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และปัจจัยส่วนบุคคลด้านประสบการณ์การทำงาน ปัจจัยลักษณะองค์กรด้านโครงสร้างองค์กร ด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร ด้านการสื่อสาร และ ปัจจัยพฤติกรรมของบุคลากรด้านพฤติกรรมการสำรวจความคิดเพื่อการสร้างนวัตกรรม ด้านพฤติกรรมการก่อเกิดความคิดด้านนวัตกรรม ด้านพฤติกรรมการทำให้เกิดการยอมรับความคิดด้านนวัตกรรม และด้านพฤติกรรมการนำความคิดลงสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างนวัตกรรม ไม่มีผลต่อความพร้อมขององค์กรและบุคลากรในการสร้างนวัตกรรม 2. ความพร้อมของวิทยาลัยฯ เพื่อการสร้างนวัตกรรมอยู่ในระดับปานกลาง (x ̅ = 2.45) ความพร้อมของฝ่ายงาน (x ̅ = 1.85) และความพร้อมโดยรวม (x ̅ = 2.19) เพื่อการสร้างนวัตกรรมอยู่ในระดับน้อย 3. แนวทางการสนับสนุนการสร้างนวัตกรรม ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายการสร้างนวัตกรรมให้ชัดเจน ปรับโครงสร้างองค์กรโดยเพิ่มหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ กำหนดให้ใช้เทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานมากขึ้น จัดอบรมให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมแก่พนักงานอย่างสม่ำเสมอ สร้างกิจกรรมเพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้นำเสนอความคิดและดำเนินการเป็นทีมมากขึ้น
การวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประจําปีงบประมาณ 2564-2566
(2569) วรพรรณ ชินฉลองพร; สิทธิพร ตัณฑวิรุฬห์; Vorapan Chinchalongporn; Sittiporn Tuntawiroon
มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าหมายจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยเพื่อสร้างกลไกที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยคุณภาพสูงได้รับการยอมรับในระดับสากล และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมจากฐานความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลยื่นเสนอขอรับทุนประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์และได้รับอนุมัติจัดสรรทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในปีงบประมาณ 2564-2566 การศึกษาวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยเปรียบเทียบจากจำนวนโครงการวิจัยที่ได้รับทุนและเสนอขอรับทุน จากผลการวิจัยพบว่าในมิติของหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ PMUs มหาวิทยาลัยยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ไปยัง สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มากที่สุด จำนวน 825 โครงการ (ร้อยละ 50.77 ของโครงการทั้งหมดของมหาวิทยาลัยที่ยื่นขอทุน) และได้รับทุนจาก วช. มากที่สุด จำนวน 282 โครงการ (ร้อยละ 49.47 ของโครงการทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยได้รับทุน) โดยมีอัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยจาก PMUs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับปานกลาง ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หรือ HSRI PMU ด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หรือ PMUC สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) - สวก. หรือ ARDA สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หรือ NRCT PMU ด้านการพัฒนากําลังคน และด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หรือ PMUB และ 2) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับค่อนข้างต่ำ ได้แก่ PMU ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หรือ PMUA เมื่อมองในมิติของส่วนงาน จำนวน 33 ส่วนงาน พบว่าคณะวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนงานที่ยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยและได้รับอนุมัติทุนจาก PMUs มากที่สุด จำนวนรวม 285 และ 114 โครงการ ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 17.54 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดยื่นขอทุน และ ร้อยละ 20.00 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดได้รับทุน โดยมีอัตราการได้รับทุนของส่วนงาน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนสูงขึ้น จำนวน 2 ส่วนงาน 2) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนผันผวน จำนวน 23 ส่วนงาน 3) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนลดลง จำนวน 4 ส่วนงาน และ 4) กลุ่มที่ไม่เคยได้รับทุน จำนวน 4 ส่วนงาน
