Mahidol University's Institutional Repository

คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล

"Wisdom Repository You Discover"

To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere

 

Communities in Mahidol IR

Select a community to browse its collections.

Recent Submissions

Thumbnail Image
PublicationOpen Access
บทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดา
(2569) เรือนแก้ว จางกิตติรัตน์; สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง; Ruenkaew Changkittirat; Sudaporn Payakkaraung
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว มีประโยชน์ต่อสุขภาพของทารกและมารดา เนื่องจากนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารก นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างมารดาและทารก องค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟแนะนำให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลา 6 เดือนและกินนมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึง 2 ปีหรือนานกว่านั้น ทั้งในทารกแรกเกิดปกติและทารกแรกเกิดที่มีภาวะเจ็บป่วยแต่เนื่องจากทารกแรกเกิดที่มีภาวะเจ็บป่วยต้องแยกจากมารดาภายหลังเกิดทันทีเพื่อเข้ารับการรักษาหรือเฝ้าติดตามอาการในทารกที่มีปัญหาสุขภาพจึงขาดโอกาสในการได้กินนมแม่ตั้งแต่หลังคลอดรวมทั้งมีโอกาสที่จะไม่ได้กินนมแม่อย่างเดียวต่อเนื่องนาน 6 เดือน พยาบาลเป็นผู้ให้การดูแลทารกอย่างใกล้ชิดจึงต้องมีความรู้ในการส่งเสริม สนับสนุนและช่วยให้มารดาสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จนประสบความสำเร็จ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดา ได้แก่ การประเมินความพร้อมของมารดาและทารกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกที่มีภาวะแยกจากมารดาและถอดบทเรียนจากกรณีตัวอย่างทารกที่มีภาวะแยกจากมารดาเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างต่อเนื่องต่อไป
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
ผลการใช้สื่อวิดีทัศน์สารคดี เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย
(2569) วัชรินทร์ นาคผ่อง; ชมพูนุท แสงพันธ์; ศิวพร ผ่านภูวงษ์; ชำนาญ เอกสนธิ์; ปัญญวัฒน์ บุญถนอม; Vatcharin Nakpong; Chompunuch Sangpan; Siwaporn Phanphoowong; Chamnan Akesonth; Panyawat Boontanom
โรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดินยังพบว่ามีการระบาดสูงในพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เนื่องจากประชนชนมีฐานะยากจน ขาดสาธารณูปโภคที่เหมาะสม ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจด้านสุขอนามัยเป็นสำคัญ ในการศึกษานี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความรู้ก่อนและหลังรับชมวีดิทัศน์เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน และประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่มีต่อวีดิทัศน์เรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 โรงเรียนพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน ไทย – เมียนมา จังหวัดราชบุรี จำนวน 274 คน ผู้เข้าร่วมวิจัยได้ทำแบบทดสอบความรู้ก่อนรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดี (pre-test) จากนั้นรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดีเรื่องโรคพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดิน แล้วจึงทำแบบทดสอบความรู้หลังรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดี (post-test) และแบบประเมินความพึงพอใจของสื่อวีดิทัศน์เพื่อใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงสื่อในโอกาสต่อไป เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนและข้อมูลประเมินความพึงพอใจของสื่อวีดิทัศน์ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การใช้สถิติเชิงพรรณนา คะแนนแบบทดสอบความรู้ก่อนและหลังรับชมสื่อวีดิทัศน์สารคดีถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเปรียบเทียบ 2 กลุ่ม (paired t-test) ผลการศึกษาพบว่ามีนักเรียน เป็นเพศชาย 53.28% เพศหญิง 46.72% มีอายุตั้งแต่ 9-16 ปี (อายุเฉลี่ย 11 ปี) กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จากข้อมูลทางครอบครัวของนักเรียนพบว่า ส่วนใหญ่บิดาและมารดามีอาชีพรับจ้าง และไม่ได้รับการศึกษา เมื่อทำการประเมินความรู้พบว่านักเรียนมีคะแนนความรู้หลังรับชมสื่อวีดิทัศน์ฯ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) โดยมีคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.04% เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนรับชมสื่อวิดิทัศน์ฯ จากการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อวีดิทัศน์ฯ พบว่ามีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.39±0.76 จากคะแนนเต็ม ­3 คะแนน คิดเป็น ร้อยละ 79.66 จากการศึกษานี้พบว่าสื่อวีดิทัศน์ฯ ดังกล่าวช่วยให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 มีความรู้เกี่ยวกับพยาธิตัวกลมติดต่อผ่านดินด้านการป้องกันตนเองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีเนื้อหาที่สามารถเข้าใจง่าย สามารถนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาต่อยอดในการผลิตสื่อวีดิทัศน์ที่มีคุณภาพ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน/นักศึกษา บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข รวมถึงผู้สนใจต่อไป
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
การศึกษาผลของสารสกัดที่ได้จากน้ำทับทิมและเปลือกทับทิมต่อฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
(2569) กรวัชร ไทยรัตน์; พรเพ็ญ ดารารัตน์; Kornvajra Thairat; Pornpen Dararat
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณสมบัติที่น่าสนใจของสารสกัดจากน้ำทับทิมและเปลือกทับทิมในเบื้องต้น โดยมุ่งเน้นการศึกษาสารต้านอนุมูลอิสระและฤทธิ์การยับยั้งแบคทีเรียในช่องปาก โดยเฉพาะแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่พบในน้ำทับทิมและเปลือกทับทิม เช่น ไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) และ มัลวิดิน (Malvidin) กระบวนการสกัดและวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) ผลการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ (Cyanidin-3-Glucoside) ในตัวอย่างคือ 0.310±0.01 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และของมัลวิดิน (Malvidin) คือ 0.768±0.008 ไมโครกรัมต่อมิลลิกรัม นอกจากนี้ ความเข้มข้นสูงสุดของสารประกอบฟีนอลิกในตัวอย่างสารสกัดมีความเข้มข้น 343.63±32.14 มิลลิกรัม GAE ต่อ 100 กรัม การศึกษาผลการยับยั้งแบคทีเรียจากสารสกัดตัวอย่างพบว่า มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย 2 ชนิด ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Aggregatibacter actinomycetemcomitans ทั้งนี้ การวิจัยเบื้องต้นพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในสารสกัดยังคงมีปริมาณน้อยดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนากระบวนการสกัดให้บริสุทธิ์เพื่อเพิ่มความเข้มข้นให้สูงขึ้น มีแนวโน้มในการนำสารสกัดจากผลทับทิมไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรีย
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
พฤติกรรมการใช้ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการข้อมูลของ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
(2569) พอตา บุนยตีรณะ; จีรวรรณ หงษ์ทอง; Porta Boonyatearana; Jeerawan Hongthong
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานต่อระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ ของบุคลากรสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ประชากรในการศึกษา คือ บุคลากรของสถาบันฯ ทุกกลุ่มงาน ได้แก่ อาจารย์ นักวิจัย นักวิจัยโครงการ เจ้าหน้าที่สำนักงานผู้อำนวยการ จำนวน 89 คน โดยใช้แบบสอบถามชนิดมีโครงสร้าง และใช้การวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการวิเคราะห์ถดถอยลอจิสติกเชิงอันดับ ผลการวิจัย พบว่า การที่ต้องใช้งานผ่านระบบฯ โดยไม่มีช่องทางอื่น เป็นเหตุผลหลักทำให้เกิดการใช้งาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้งานระบบสารสนเทศทุกด้านอยู่ในระดับเห็นด้วยมากและมากที่สุด โดยเฉพาะด้านความคาดหวังจากประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่า การที่ผู้บริหารมีทัศนคติที่ดี เป็นตัวอย่าง และสนับสนุนการใช้งาน เป็นปัจจัยส่งเสริมให้บุคลากรใช้งานระบบฯ และมีผลมากขึ้นตามอายุการทำงาน บุคลากรที่อายุน้อยใช้ระบบฯ มากกว่าบุคลากรที่อายุมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนระดับการศึกษาไม่มีผลต่อการใช้ระบบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ผลการวิเคราะห์อาจแตกต่างกัน ขึ้นกับลักษณะของระบบและองค์กร และหากมีการใช้ระบบสารสนเทศเป็นเวลานานขึ้น ผู้ใช้อาจจะมีความรู้ความเข้าใจ และเห็นประโยชน์ในระยะยาวที่ได้รับจากการใช้งานระบบมากขึ้นได้
Thumbnail Image
ItemOpen Access
การพัฒนาสื่อแอนิเมชัน 3 มิติ ด้านวิทยาภูมิคุ้มกัน เรื่อง การทำงานของวัคซีนอีสุกอีใส สำหรับนักศึกษาเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทย์ศาสตร์
(หอสมุดและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล, 2568) ชัยทัศน์ ธีรนันท์ชัย; วิมลศรี อิทธิกิจไพศาล; พรรษา น้อยสกุล
โครงงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อแอนิเมชัน 3 มิติ เรื่องการทำงานของวัคซีนอีสุกอีใส สำหรับใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยมุ่งเน้นการอธิบายกระบวนการทางชีววิทยาที่มีความซับซ้อนให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ กลุ่มเป้าหมายหลักคือนักศึกษาสาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กระบวนการดำเนินงานใช้แนวคิด Design Thinking ในการวิเคราะห์ความต้องการของผู้ใช้ ร่วมกับกระบวนการผลิตสื่อแอนิเมชัน 3 มิติ ตั้งแต่การออกแบบตัวละคร การสร้างโมเดล การทำ Material ตัวละคร สิ่งของ การ Rigging การสร้างแอนิเมชัน การจัดแสง และการเรนเดอร์ ผลการพัฒนาพบว่าสื่อแอนิเมชันช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการเรียนรู้ โดยการใช้ตัวละครแทนองค์ประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน และการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับขั้นตอนช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น จากการประเมินเชิงคาดการณ์ สื่อมีศักยภาพในการนำไปใช้ประกอบการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดความรู้และลดความซับซ้อนของเนื้อหา