Mahidol University's Institutional Repository

คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล

"Wisdom Repository You Discover"

To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere

 

Communities in Mahidol IR

Select a community to browse its collections.

Recent Submissions

ItemOpen Access
การนำนโยบายกำกับดูแลมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยไปปฏิบัติ
(มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) สุทธิพงษ์ อัชฌาพงศ์; กฤษณ์ รักชาติเจริญ; กมลพร สอนศรี; สมบูรณ์ ศิริสรรหิรัญ; สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและสาระสำคัญ ปัญหาและอุปสรรคเพื่อพัฒนาแนวทางที่มีประสิทธิภาพต่อการนำนโยบายกำกับดูแลมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยไปปฏิบัติ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาจากเอกสารและการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 คนและใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลที่ได้มาผลการศึกษาพบว่านโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนถูกจัดทำขึ้น โดยสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ค.ศ. 1944 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องการบินพลเรือนให้พ้นจากการกระทำอันเกิดจากการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมายปัญหาในการนำนโยบายกำกับดูแลมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยไปปฏิบัติ คือ การขาดมาตรฐานในการดำเนินงานกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ คือ ควรกำหนดมาตรฐาน ขั้นตอนการปฏิบัติและวิเคราะห์ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน รวมถึง ประเมินความเสี่ยงเพื่อจัดสรรทรัพยากรในการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์: ปัญหาที่สำคัญของการนำนโยบายกำกับดูแลมาตรฐานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยไปปฏิบัติคือการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ความมีประสิทธิภาพของการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายนั้น เป็นผลมาจากความชัดเจนของนโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยการบิน การมีกลไกประสานงานที่ดีและช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการมีทรัพยากรที่เพียงพอดังนั้น แนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพของการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายนั้น คือการพัฒนานโยบายด้านการรักษาความปลอดภัยโดยการศึกษาอย่างครอบคลุมและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในคณะกรรมการระดับชาติและการวิเคราะห์ข้อบกพร่องเพื่อบรรลุผลในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ItemOpen Access
ปัจจัยทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ของญาติผู้ดูแลในกรุงเทพมหานคร
(มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) จิราพัชร แสงศรีจันทร์; ปิยะธิดา นาคะเกษียร; รักชนก คชไกร
การศึกษาเชิงสหสัมพันธ์เพื่อหาอำนาจการทำนาย (predictive correlational design) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของปัจจัยร่วมด้านต่าง ๆ ต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของญาติผู้ดูแลในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง คือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จำนวน 106 ราย สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multiple stage random sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ประกอบด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง แบบสอบถามปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับญาติผู้ดูแล และแบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยวิเคราะห์ความสัมพันธ์และการวิเคราะห์อำนาจการทำนาย โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า การศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติ และการสนับสนุนทางด้านสังคม มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของกลุ่มตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .244, p < .05, r = .297, p < .001 และ r = .423, p < .001 ตามลำดับ) และผลวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า อายุ การศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล และการสนับสนุนทางด้านสังคม สามารถทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของญาติผู้ดูแลในกรุงเทพมหานครได้ร้อยละ 24.8 (R2 = .248, df = 4, F = 8.335, p = .000) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยพบว่าระดับการศึกษา และการสนับสนุนทางด้านสังคม สามารถทำนายความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของญาติผู้ดูแลในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = .230, p < .05 และ β = .364, p < .001 ตามลำดับ) การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้ สถานบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิทั้งภาครัฐและเอกชน ควรสนับสนุน ส่งเสริม และให้ความสำคัญกับการนำแนวคิดการสนับสนุนทางด้านสังคมมาใช้เพื่อการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง (health literacy in palliative care) ของญาติผู้ดูแลได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงต่อไป
ItemOpen Access
ผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจของผู้ดูแลหลักในครอบครัวต่อพฤติกรรมการดูแลด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้านในชุมชนเมือง กรุงเทพมหานคร
(มหาวิทยาลัยมหิดล, 2564) นิภา ปานเสน่ห์; ยุพา จิ๋วพัฒนกุล; จันทิมา ฤกษ์เลื่อนฤทธิ์
การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจต่อพฤติกรรมการดูแลด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ดูแลหลักในครอบครัวผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้าน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจของกิบสันเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ดูแลหลักในครอบครัวของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้านที่มีอายุ 18 – 60 ปี ที่อาศัยอยู่ใน ชุมชนเมือง กรุงเทพมหานคร สุ่มเลือกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยวิธีการจับฉลาก กลุ่มละ 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการรับรู้พลังอำนาจของผู้ดูแลหลัก แบบสอบถามพฤติกรรมของผู้ดูแลหลักในการดูแลกิจวัตรประจำวันให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้าน และโปรแกรมเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลหลักในครอบครัว ซึ่งออกแบบให้กลุ่มทดลองได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยการจัดกิจกรรมกลุ่มแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแล ให้ความรู้และสาธิตการปฏิบัติการดูแล แจกคู่มือ สะท้อนคิดพฤติกรรมการดูแลผ่านกิจกรรมกลุ่ม เยี่ยมบ้านรายบุคคล ให้ปฏิบัติการดูแลผู้ป่วย ติดตามทางโทรศัพท์และส่งข้อความสั้นทางแอปพลิเคชันไลน์ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent t-test, Paired t-test และ ANCOVA ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลด้านกิจวัตรประจำวันผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้านมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลด้านกิจวัตรประจำวันผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกลุ่มติดบ้านมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01). ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยให้ผู้ดูแลหลักมีแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและช่วยให้พยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนและบุคลากรสุขภาพมีโปรแกรมต้นแบบที่เป็นแนวทางในการวางแผนและพัฒนากิจกรรมการเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับผู้ดูแลหลักในครอบครัวเพื่อส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมการดูแลด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: สามารถนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปเป็นแนวทางสำหรับพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชนและบุคลากรสาธารณสุขในการวางแผนและพัฒนากิจกรรมการเสริมสร้างพลังอำนาจร่วมกับผู้ดูแลหลักในครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมการดูแลด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ItemOpen Access
Can transformative learning improve empathy in fourth-year medical students?
(Mahidol University, 2021) Chayut Wonglertwisawakorn; Cherdsak Iramaneerat; Yodying Dangprapai; Varuna Kolkijkovin
Empathy is an essential skill in a physician; however, empathy levels often decline across the medical curriculum. This research explored the effectiveness of a unique transformative learning workshop to increase empathy levels in fourth-year medical students. The research questions were: 1) Does the empathy level of medical students improve after participating in the transformative learning workshop? 2) Is the empathy level of medical students in the group that participates in the transformative learning workshop significantly higher than those in the group that does not? and 3) Is the improvement in empathy level in the intervention group sustained for at least one month? Voluntary participants consisted of 74 fourth-year medical students from the Faculty of Medicine, Vajira Hospital, with 37 students in each group. The control group received standard workshops, while the intervention group received both standard and transformative learning workshops. The instrument for empathy measurement was the Jefferson Scale of Empathy (JSE) Student Version. Data were collected three times: before the intervention, immediately after the intervention, and one month later. Results showed no significant differences regarding gender or grade point average between the two groups, and pretest JSE scores did not significantly differ. After the transformative workshop, the immediate posttest JSE scores were significantly higher than the pretest scores in the intervention group (t(35) = 2.59, p = 0.014). The mean difference between immediate posttest and pretest JSE scores was significantly higher in the intervention group than in the control group (t(68) = 3.37, p = 0.001). Furthermore, there was no significant difference between the immediate posttest and delayed posttest JSE scores in the intervention group (t(35) = 0.49, p = 0.63). In conclusion, the transformative learning workshop significantly enhanced empathy and appeared to sustain that increase for at least one month in fourth-year medical students. Implication of Thesis: The pattern and sequence of this transformative learning workshop can be applied to increase empathy for medical and other healthcare professional students; additionally, this conceptual framework of transformative learning can be redesigned for improving other non-technical skills necessary for healthcare providers.
Item
Development and validation of rubric for assessment of practice in Thai traditional therapeutic massage
(Mahidol University, 2023) Onnicha Tachaviriya; Tripop Lertbunnaphong; Kasana Raksamani
The purpose of this study is to validate content validity, internal structure validity, and inter-rater reliability of practice in Thai traditional therapeutic massage’s rubric. This study was divided into three parts. To validate the content validity, five experts were invited to evaluate the rubric using IOC and give suggestions for rubric development. The developed rubric was sent to experts to reconsider until all experts approved. Then clinical supervisors received training on the rubric. To validate internal consistency validity, a trained clinical supervisor assessed the student during massage patient and used Cronbach’s alpha to test. To validate inter-rater reliability, two trained clinical supervisors assessed the student during massage patient and used ICC to test. The findings indicated that the rubric IOC's content validity ranged from 0.4 to 1.0. While internal structure validity of each category and overall rubric, Cronbach’s alpha ranged from 0.430-0.728 and 0.736, respectively. Inter-rater reliability of rubric, ICC ranged from 0.016-0.743. The developed rubric passed three content validity evaluations, and the majority of the criteria had good test content validity. The internal structure validity of the rubric was good for the overall, while each category's internal structure validity and inter-rater reliability were weak. To enhance validity and reliability, assessment should be used to decide whether to delete the knowledge and other skills category or raise the requirements. Additionally, the rater training procedure has to be enhanced to boost inter-rater reliability.