Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับสมรรถนะหลักของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาญจนบุรี
(2568) อภิมุข จงเจริญ; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; สุคนธา ศิริ; Apimuk Jongcharoen; Chardsumon Prutipinyo; Sukhontha Siri
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะหลักและภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง เปรียบเทียบสมรรถนะหลักจำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล หาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะหลักของบุคลากรในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน 258 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีค่าความเชื่อมั่นในส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 เท่ากับ 0.88, 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสถิติถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.02) มีอายุระหว่าง 21-30 ปี (ร้อยละ 53.88) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 78.37) รายได้ประจำจากการทำงาน 20,001 - 30,000 บาท (ร้อยละ 42.45) เป็นนักวิชาการสาธารณสุข (ร้อยละ 63.27) ระดับปฏิบัติการ (ร้อยละ 42.86) มีระยะเวลาดำรงตำแหน่งงานน้อยกว่า 5 ปี (ร้อยละ 46.53) สมรรถนะหลักโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.38, S.D. = 0.56) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.32, S.D. = 0.56) อายุ รายได้ประจำจากการทำงาน ตำแหน่งงาน ระยะเวลาดำรงตำแหน่งงานมีความแตกต่างกันที่นัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.549, p-value < 0.001) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ มีอิทธิพลกับสมรรถนะหลักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) โดยมีอำนาจพยากรณ์ได้ร้อยละ 34.5 (R2= 0.345)
องค์กรควรมีการวางแผนกำหนดกลยุทธ์การบริหารพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้านภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสมรรถนะ เพื่อประสิทธิภาพและผลการปฏิบัติงาน จัดประชุม หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระตุ้นภาวะผู้นำ ทั้งในระดับผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน มีส่วนร่วมกำหนดขีดความสามารถ สมรรถนะ และทักษะที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย รวมถึงนโยบาย เพื่อนำไปฝึกอบรมและจัดทำแผนการพัฒนาต่อไป
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร
(2568) สนธยา สารพัตร์; อุมาวดี เหลาทอง; อังสนา บุญธรรม; ปิยะธิดา ขจรชัยกุล; ณิชชาภัทร ขันสาคร; Sonthaya Sarapat; Umawadee Laothong; Angsana Boonthum; Piyathida Khajornchaiku; Nitchaphat Khansakorn
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสุขในการปฏิบัติงาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล คุณลักษณะงาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน กับความสุขในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) กลุ่มตัวอย่างคือ อสส. จำนวน 369 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคสแควร์ของเพียร์สัน
ผลการศึกษาพบว่า ความสุขในการปฏิบัติงานของ อสส. โดยภาพรวมอยู่ในระดับค่อนข้างมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความสุขในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ปัจจัยส่วนบุคคล (เพศ อายุ สถานภาพสมรส การรับประทานอาหารเช้า การออกกำลังกาย) คุณลักษณะงาน (ลักษณะเฉพาะของงาน ความสำคัญของงาน การได้รับข้อมูลการปฏิบัติงาน) และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (การได้รับการยอมรับนับถือ ค่าตอบแทน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สภาพแวดล้อมในชุมชน) (p-value < 0.05) ดังนั้น การส่งเสริมให้ อสส. มีความสุขในการปฏิบัติงานจึงควรให้ความสำคัญทั้งปัจจัยส่วนบุคคล คุณลักษณะงาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพ มีขวัญและกำลังใจที่จะปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท และคงอยู่กับองค์กรต่อไป
ปัจจัยทำนายสุขภาพจิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย : การศึกษาเชิงสำรวจโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
(2568) พิชามญชุ์ เล่ห์สิงห์; นิสรีย๊ะห์ ทางา; กัณฑ์คุปส์ ประทีปพลีผล; ธนภัทร เอกตาแสง; Phichamon Lesing; Nisreeyah Thanga; KanKupt Preteeppleepon; Tanapat Eaktasang
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับสุขภาพจิต เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างคุณลักษณะประชากร พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ปัจจัยส่วนบุคคลเชิงจิตวิทยากับสุขภาพจิต และปัจจัยที่ทำนายสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่าง รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจกลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในภาคเรียนที่ 2/2567 คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยสูตรของแดเนียล ได้ขนาดตัวอย่างขั้นต่ำเท่ากับ 245 คน จากนั้นจึงใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (multistage sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์ทั้งหมดจำนวน 379 คน (n = 379) รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Independent T-test, F-test และ Multiple Regression
จากผลการวิเคราะห์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีคะแนนสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 50.7 และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนพบว่า ภาระหนี้สิน (p = .032) ทัศนคติต่อการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (p = .037) และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (p = .001) ที่แตกต่างกัน มีค่าเฉลี่ยและความแปรปรวนของคะแนนเฉลี่ยสุขภาพจิตที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสามารถทำนายระดับสุขภาพจิตของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 7.4 (Adjusted R2 = .074)
ผลการศึกษาข้างต้นสามารถนำไปใช้พัฒนาแนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตของนักเรียนผ่านโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
ปัจจัยที่ส่งผลกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
(2568) วิลาวัลย์ ศรีสุขา; ณัฐนารี เอมยงค์; ฉัตรสุมน พฤฒิภิญโญ; อรวรรณ ขวัญศรี; Wilawan Srisuka; Natnaree Amyong; Chardsumon Prutipinyo; Orawan Quansri
การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ ณ จุดเวลาหนึ่ง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ประสบการณ์ทำงาน1ปีขึ้นไป รวบรวมจากแบบสอบถาม ตอบกลับ 424 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเองและผ่านการตรวจสอบเครื่องมือ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยหาค่า ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ค่าสถิติ ไคสแควร์ และสถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน
ผลการศึกษาพบว่า ภาพรวมบุคลากรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ระดับน้อย-ปานกลาง (52.4 %) และความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศองค์กรระดับปานกลาง (34.2 %) มีเป็นส่วนใหญ่ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า เพศ และปัจจัยด้านบรรยากาศองค์กร มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการบริหารฯ นัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และปัจจัยที่สามารถทำนายการมีส่วนร่วมในการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ ปัจจัยด้านบรรยากาศองค์กร ระดับการศึกษา (ปริญญาตรี, ปริญญาโท และสูงกว่าปริญญาโท) รายได้ต่อเดือน (20,001-30,000), (30,001-40,000) และ (มากกว่า 40,000 บาท) และเพศ (หญิง)
ผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเป็นข้อมูลส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการวางแผน กำหนดนโยบายจัดสรรตำแหน่ง การใช้ทรัพย์สินราชการ สร้างบรรยากาศที่ดีให้เกิดความผูกพันองค์กร และพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน
Molecular Mechanisms and Network Pharmacology Revealing Therapeutic Potential of Acetamidosulfonamides against Parkinsonian Model
(2026-06-02) Ruankham W.; Prachayasittikul V.; Pingaew R.; Tantimongcolwat T.; Worachartcheewan A.; Chompon K.; Ruchirawat S.; Prachayasittikul V.; Prachayasittikul S.; Phopin K.; Ruankham W.; Mahidol University
Parkinson’s disease (PD) is the second most common age-related motor neurodegenerative disease (ND) that has critically posed a global health burden since the 18th century. There is also no full therapy for the clinical syndrome, nor halts the progression of the disease. This study aimed to investigate multidisciplinary potentials of the acetamidosulfonamides (1–16) in PD via systematic biology-based in vitro, in silico, and network pharmacology assessments. The biological effects of the synthetic compounds, especially 8, 13, 14, and 16, provided potent neuroprotective effects against 6-hydroxydopamine (6-OHDA)-induced Parkinsonian SH-SY5Y model through the modulation of antioxidant defenses, antiapoptotic signaling, mitochondrial balance, and the regulation of both acetylcholinesterase (AChE) and sirtuin 1 (SIRT1). Molecular docking confirmed that these synthetic compounds interact favorably with the catalytic active site (CAS) and peripheral anionic site (PAS) of AChE, as well as the active binding pocket of SIRT1. The network pharmacology and target enrichment analysis also revealed a close correlation with APP, MAOA, MAOB, SLC6A3, and DRD1, governing the regulation of neurotransmitters. In summary, this research highlights four acetamidosulfonamides as promising candidates to be further developed as multitarget anti-PD agents for PD prevention and management.
