Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
บทบาทของพยาบาล PD กับการดูแลผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้องที่มีปัญหาการติดเชื้อในช่องท้อง
(2568) ทนงศักดิ์ หนูริง; เพ็ญศิริ ศรีสุนทร; พงศกร มัสดาย; Thanongsak Nooring; Pensiri Srisuntorn; Pongsakorn Musdai
การติดเชื้อในช่องท้อง เป็นปัญหาที่สำคัญของผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้องและเป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลวทางเทคนิคของการล้างไตทางช่องท้องซึ่งส่งผลให้ต้องผ่าตัดเอาสายล้างไตออกและผู้ป่วยต้องเปลี่ยนวิธีการบำบัดทดแทนไตเป็นการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม นอกจากนี้การติดเชื้อในช่องท้องส่งผลต่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ ของผู้ป่วยและผู้ดูแล พยาบาลล้างไตทางช่องท้องมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาการติดเชื้อในช่องท้อง โดยมีบทบาทดังนี้ 1) บทบาทในการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย ประกอบด้วย การซักประวัติอาการและอาการแสดงในผู้ป่วยที่บ่งบอกภาวะการติดเชื้อในช่องท้อง การค้นหาสาเหตุ การเก็บน้ำยาล้างไตส่งตรวจ การบริหารยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษา การติดตามผลทางห้องปฏิบัติการ 2) บทบาทการให้คำปรึกษา เป็นการช่วยให้ผู้รับบริการได้รู้จักตนเอง เข้าใจตนเอง รู้จักการปรับตัว เชื่อมั่นในตนเอง ความสามารถของตนเองในการวางแผนและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการกระตุ้นพลังอำนาจในตนเองในการดูแลตนเองและผู้ป่วย 3) บทบาทการสอน พยาบาลมีแผนการสอนล้างไตทางช่องท้อง การสอนเป็นวิธีการสอนสาธิต โดยใช้เทคนิค case method และการเรียนรู้โดยการนำปัญหาเป็นฐานในการสอน ผู้เรียนต้องได้รับการทบทวนความรู้และการปฏิบัติล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง ทุก 6 เดือน เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความตระหนัก ทัศนะคติที่ดีต่อการล้างไตทางช่องท้อง เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพได้อย่างเหมาะสม 4.) บทบาทการประสานงาน โดยพยาบาลล้างไตทางช่องท้องเป็นผู้ประสานงานกับสหวิชาชีพและหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อในช่องท้องให้เป็นไปตามแผนการรักษา
การพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในคลินิกผู้สูงอายุ
(2568) แพรศิริ อยู่สุข; Praesiri Yoosuk
ภาวะสมองเสื่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้ดูแลและครอบครัวเป็นอย่างมาก การคัดกรองอาการได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกและส่งต่อผู้สูงอายุให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วจะช่วยชะลอความก้าวหน้าของภาวะสมองเสื่อมได้ ทั้งนี้เพื่อคงความสามารถเดิมของผู้สูงอายุให้ได้นานที่สุด จากการดำเนินงานที่ผ่านมาหน่วยงานยังไม่มีแนวทางการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมที่ชัดเจน และจากการทบทวนวรรณกรรมยังพบว่าการประเมินด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้นร่วมกับการประเมินความบกพร่องของความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันจะช่วยในการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมได้ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพัฒนาระบบการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมในคลินิกผู้สูงอายุและให้ผู้สูงอายุที่สงสัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมได้พบแพทย์เฉพาะทางอย่างรวดเร็ว ซึ่งพัฒนาโดยการดำเนินการ 1) จัดทำ Cognitive Screening Workflow 2) พัฒนาความรู้และทักษะการคัดกรองภาวะสมองเสื่อมของบุคลากร ภายหลังการพัฒนาผลพบว่าบุคลากรปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนดและช่วยให้ผู้สูงอายุที่สงสัยว่ามีภาวะสมองเสื่อมในระยะแรกได้พบอายุรแพทย์ผู้สูงอายุได้อย่างรวดเร็ว
การยกระดับคุณภาพตะกอนดินของบึงบอระเพ็ดด้วยปุ๋ยหมักจากวัชพืชน้ําเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามแนวทางโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ของจังหวัดนครสวรรค์
(2568) ธนากร จันหมะกสิต; ณพล อนุตตรังกูร; จิระเดช บุญมาก; วชิระ กว้างขวาง; วีระเดช มีอินเกิด; ปัณฑารีย์ แต้ประยูร; Tanagon Junhamakasit; Napon Anuttarunggoon; Jiradaj Boonmak; Wachira Kwangkhwang; Weeradej Meeinkuirt; Puntaree Taeprayoon
บึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งน้ำจืดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีปัญหาสำคัญคือการทับถมของวัชพืชน้ำ และตะกอนดิน ทำให้ต้องมีการขุดลอกเป็นประจำเพื่อป้องกันการตื้นเขิน โดยส่วนใหญ่ตะกอนดินถูกนำไปใช้ถมพื้นที่การก่อสร้าง ดังนั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัชพืชน้ำและตะกอนดิน ตลอดจนแนวทางการนำไปใช้ด้านการเกษตร งานวิจัยนี้จึงทดลองผสมระหว่างปุ๋ยหมักกับตะกอนดินในอัตราส่วนต่าง ๆ จำนวน 8 สิ่งทดลอง (T1-8) ศึกษาสมบัติทางฟิสิกส์และเคมี พร้อมทั้งทดลองปลูกคะน้าเพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโต วิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างการเจริญเติบโตต่อสมบัติต่าง ๆ และทดสอบทางประสาทสัมผัส
การศึกษาความพร้อมใช้งานของกล้องจุลทรรศน์ และพฤติกรรมการใช้งานกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
(2568) อภิภู วรภควัตกุล; สมคะเน สิทธิเสือ; ประเดิม เส็งเจริญ; Apipoo Vorapakavatkul; Somkanae Sittisua; Praduam Sengjarern
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมใช้งานของกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ในการเรียนการสอนและศึกษาพฤติกรรมการใช้งานกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 ที่ใช้กล้องจุลทรรศน์ในการเรียนการสอน ปีการศึกษา 2562 จำนวน 318 คน โดยเลือกผู้เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ เก็บข้อมูลแบบสอบถามผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (google form) ซึ่งมีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 306 คน คิดเป็นร้อยละ 96.2 ของกลุ่มเป้าหมายจากการศึกษาพบว่านักศึกษา ใช้งานกล้องจุลทรรศน์ Leica รุ่น DM500 ร้อยละ 68.3 และพบเลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายสูง ไม่มีความพร้อมก่อนเริ่มการเรียนในครั้งแรก ร้อยละ 4.6 และเลนส์ใกล้วัตถุแบบ Oil Immersion ขนาด 100x ไม่มีความพร้อม ร้อยละ 14.1 และพบว่าพฤติกรรมการใช้งานและการดูแลกล้องจุลทรรศน์ของนักศึกษาแพทย์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.01, S.D.= 0.63) ซึ่งพฤติกรรมการจัดเก็บสายไฟกับตัวกล้องจุลทรรศน์หลังเลิกใช้งานมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (X ̅= 4.20, S.D.= 0.54) และพฤติกรรมการใช้กระดาษเช็ดเลนส์ชุป Ethyl alcohol 95% ทำความสะอาดหัวเลนส์ ขนาด 40x มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด (X ̅= 3.84, S.D.= 0.79) แต่พบว่าพฤติกรรมการดูแลกล้องจุลทรรศน์ส่วนใหญ่ทำไม่ถูกวิธี เพราะไม่ได้ศึกษาคู่มือในการดูแลกล้องจุลทรรศน์ ถึงร้อยละ 93.5
ผลของการปรับปรุงกล่องใส่ท่อช่วยหายใจ CNMI-ETT boxในงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์
(2568) กิ่งกาญจน์ กลิ่นอังกาบ; พัชรียา รุ่งเจริญ; วาสนา ฬาวิน; Kingkarn Klinungkab; Patchareeya Rungcharoen; Wasana Lavin
รถเข็นฉุกเฉินช่วยชีวิต (Emergency cart) เป็นรถที่สำคัญใช้ในภาวะฉุกเฉิน ตามนโยบายโรงพยาบาลควรเปิดใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เนื่องจากเมื่อเปิด Emergency cart แล้ว จำเป็นต้องส่งรถเพื่อทำการแลกเปลี่ยนคันใหม่ทดแทนคันที่เปิดใช้ เพื่อความพร้อมใช้เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้อุปกรณ์ภายในนั้นตามนโยบายโรงพยาบาล ทำให้เพิ่มภาระงานพยาบาลในการเตรียมส่งเวชภัณฑ์ และใช้เวลาในการส่งไปให้เจ้าหน้าที่เวชภัณฑ์การแพทย์ เจ้าหน้าที่เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ เภสัชกร เช็ครถและเตรียมความพร้อมสำหรับ Emergency คันใหม่ ปัจจุบันพบว่า มีการเปิดเพื่อใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในรถ ได้แก่ Laryngoscope Blade, Laryngoscope handle, Endotracheal tube, face mask และพบว่ามีการเปิด Emergency cart เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจถึงร้อยละ 42.67 ในจำนวนนี้กว่า 1 ใน 3 เป็นการใช้รถจากงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต ด้วยเหตุนี้ทางงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตได้เล็งเห็นความสำคัญถึงความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการช่วยใส่ท่อช่วยหายใจเพียงอย่างเดียวจึงจัดทำ “CNMI-ETT box” สำหรับใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อลดภาระงาน ระยะเวลา ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหมุนเวียนรถ
