Mahidol University's Institutional Repository
คลังสารสนเทศสถาบันของมหาวิทยาลัยมหิดล
"Wisdom Repository You Discover"


To collect Mahidol University's academic publications and intellectual properties more than 39 faculties

To present over 50,000 items of information in digital formats

To make it easy to access to all information at anytime, anywhere
Communities in Mahidol IR
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
(2568) กิรติ สอนคุ้ม; เพชรัต คุณาพันธ์; จุฬารักษ์ เครือจันทร์; Kirati Sornkum; Petcharat Kunapun; Chularak Krueachan
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการดำเนินงาน ปัจจัยเกื้อหนุน และแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลให้มีทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย ปีการศึกษา 2564 จำนวน 367 คน บุคลากรด้านกิจการนักศึกษา จำนวน 23 คน นายจ้างผู้ใช้บัณฑิตที่จบในปีการศึกษา 2562-2563 จำนวน 44 คน ผู้บริหารด้านกิจการนักศึกษาและบุคลากรกองกิจการนักศึกษาที่รับผิดชอบจัดกิจกรรม Mahidol HIDEF จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1. ด้านปัญหาการดำเนินงาน นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมออนไลน์มีความรู้ด้านเทคโนโลยีแตกต่างกัน ขาดสมาธิ และไม่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง มหาวิทยาลัยยังไม่มีแบบประเมินทักษะที่แท้จริงของนักศึกษา และบุคลากรผู้จัดกิจกรรมมีจำนวนจำกัด 2. ด้านปัจจัยเกื้อหนุน บุคลากรมีความเข้าใจนโยบายการพัฒนานักศึกษา มีกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ส่งเสริมการเรียนรู้ และ 3. ด้านแนวทางการพัฒนา ควรส่งเสริมการเรียนรู้ทักษะจากการปฏิบัติ ลดเวลาเรียนในชั้น เพิ่มเวลาในกิจกรรม บูรณาการกิจกรรมกับหลักสูตร พัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการของนายจ้าง ส่งเสริมบุคลากรให้เข้าใจลักษณะนักศึกษา และปรับการดำเนินงานให้ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง กล่าวโดยสรุป ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางพัฒนากิจกรรมและระบบเสริมสร้างทักษะ Mahidol HIDEF และทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
การจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล
(2568) นงนิภา ตุลยานนท์; ชัยสรรค์ รังคะภูติ; Nongnipa Tulayanond; Chaison Rungkaputi
บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชีในยุคดิจิทัล โดยผู้เขียนได้ศึกษาแนวคิดสำคัญดังต่อไปนี้ ความรู้ความเข้าใจบริบทของความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล ลักษณะสังคมยุคดิจิทัล ลักษณะผู้เรียนยุคดิจิทัล ทักษะดิจิทัลของผู้สอน การเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และการบัญชียุคดิจิทัลจากนั้นได้นำแนวคิดเหล่ามาประยุกต์นำเสนอเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล ทั้งนี้ได้ข้อเสนอแนะเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้การบัญชียุคดิจิทัล โดยสรุป ดังนี้ 1. การพัฒนาหลักสูตร โดยการวิเคราะห์สภาพความเปลี่ยนแปลง และความต้องการจำเป็นของสังคมในการใช้สมรรถนะของผู้เรียนในการพัฒนางานการบัญชียุคใหม่ 2. การจัดการเรียนรู้ โดยการออกแบบการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างเต็มความสามารถ และการใช้สื่อเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และ 3. การประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้วิธีการวัดและประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลาย
บทวิจารณ์หนังสือ เรื่อง “โรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิที่พบบ่อย (Common Secondary Osteoporosis) ฉบับปรับปรุง”
(2568) ชมภูนุช ฉัตรนภารัตน์
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความผูกพันของนักศึกษาและศิษย์เก่าหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน (หลักสูตรนานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
(2568) สุชาดา สุวรรณนิคม; ชนิตรา ธุวจิตต์; วทิพย์ ตั้งจิตติโภคิน; ศันสนีย์ เสนะวงษ์; Suchada Suwannikom; Chanitra Thuwajit; Watip Tangjittipokin; Sansnee Senawong
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความผูกพันของนักศึกษาและศิษย์เก่าหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน (หลักสูตรนานาชาติ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันของนักศึกษาและศิษย์เก่าฯ กับความเต็มใจแนะนำและทำประโยชน์ให้กับหลักสูตรฯ และ 3) จัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนากระบวนการสร้างความผูกพันต่อศิษย์เก่าและเป็นข้อมูลในการปรับปรุงหลักสูตรฯ ในปี 2570 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าของหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แผนการเรียน 2.1 (สำหรับผู้จบการศึกษาระดับปริญญาโท) จำนวน 65 คน จึงเก็บข้อมูลแบบสำมะโน (Census) มีผู้ตอบแบบสอบถาม 39 คน (ร้อยละ 69.64) ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา เช่น ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่ามีความผูกพันต่อหลักสูตรฯ ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความผูกพันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ความภาคภูมิใจต่อหลักสูตรฯ (0.692), กิจกรรมเสริมหลักสูตร (0.541) และอาจารย์ผู้สอน (0.634) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อความผูกพัน ได้แก่ เจ้าหน้าที่สนับสนุน (0.304) สิ่งอำนวยความสะดวก (0.283) เพื่อนร่วมชั้นเรียนและเพื่อนร่วมห้องปฏิบัติการ (0.177) นอกจากนี้ยังพบว่า ความผูกพันมีความสัมพันธ์ต่อความเต็มใจที่จะทำประโยชน์ให้กับหลักสูตร (0.700) และความเต็มใจที่จะแนะนำหลักสูตรฯให้กับรุ่นน้องและคนรู้จัก (0.459) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 กล่าวโดยสรุป ผลการวิจัยนี้ชี้ว่า ความภาคภูมิใจต่อหลักสูตร กิจกรรมเสริมหลักสูตร และอาจารย์ผู้สอน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับความผูกพันของนักศึกษาและศิษย์เก่า ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางแผนรักษาและพัฒนาระดับความผูกพันของนักศึกษาและศิษย์เก่าอย่างยั่งยืนต่อไป
แนวทางการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี: กรณีศึกษา We Mahidol Application
(2568) ปเนต กุลฉันท์วิทย์; ธารีย์ณิชา ลีพีรวิทิต; Panet Kulchanwit; Tareenichar Leepeeravitit
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการใช้ชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้งาน We Mahidol Application ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้งาน We Mahidol Application โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรี ที่ใช้ We Mahidol Application และทำแบบสอบถามการใช้ชีวิตของนักศึกษาและประเมินความพึงพอใจในการใช้งาน We Mahidol Application จำนวน 408 คน ผลการวิจัยพบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงและศึกษาอยู่ในระดับชั้นปีที่ 1 รูปแบบการจัดกิจกรรมที่ชื่นชอบมากที่สุดคือกิจกรรมแบบ Onsite และประเภทกิจกรรมที่สนใจมากที่สุดคือกิจกรรมจิตอาสา ช่องทางหลักในการรับรู้ข่าวสารด้านการศึกษาและกิจกรรมคือ Group Line ในขณะที่เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใช้มากที่สุดคือ Instagram เมนูที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ชอบและเข้าใช้งานบ่อยที่สุดคือ My QR ในส่วนของความพึงพอใจในการใช้งานแอปพลิเคชันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.10 ด้านที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านการออกแบบและการจัดรูปแบบ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.09 อยู่ในระดับมาก รองลงมาคือ ด้านประโยชน์และการนำไปใช้ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.08 อยู่ในระดับมาก ด้านคุณภาพข้อมูล ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.07 อยู่ในระดับมาก และด้านการใช้งาน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ
