The comparison of two teaching methods between case-based learning and interactive lecture for enhancing reflective capability in student nurse anesthetists
1
Issued Date
2023
Copyright Date
2023
Resource Type
Language
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
xiii, 68 leaves : ill.
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Mahidol University
Bibliographic Citation
Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2023
Suggested Citation
Viranut Tirasuntornwong The comparison of two teaching methods between case-based learning and interactive lecture for enhancing reflective capability in student nurse anesthetists. Thesis (M.Sc. (Health Science Education))--Mahidol University, 2023. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/115355
Title
The comparison of two teaching methods between case-based learning and interactive lecture for enhancing reflective capability in student nurse anesthetists
Alternative Title(s)
การเปรียบเทียบการสอนในรูปแบบกรณีศึกษากับการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอนในการเพิ่มระดับความสามารถการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล
Author(s)
Abstract
Reflection is an essential strategy for learning because of improving understanding, developing higher academic success, and promoting a lifelong learning skill. However, reflection is not an innate ability. There are many educational strategies to improve reflection in learners. Teaching from instructors can enhance students’ reflective skills. The objective of this study is to find out which teaching method can improve the reflective capability of student registered nurse anesthetists (SRNA) in order to implement it in the curriculum. Method: This study was an experimental study for the comparison of the effectiveness and satisfaction score of two teaching methods between case-based learning (CBL) and interactive lecture (IL) to increase reflective capability in student registered nurse anesthetists (SRNA). Fifty students were recruited and were randomized into two groups, 26 students in Group A (CBL) and 24 students in Group B (IL). They had to participate 3-hour workshop enhancing reflection. Reflective writings before and after learning were collected using REFLECT rubric for evaluating students’ reflective levels. Results: There was no statistical significance of the reflection score after learning. Satisfaction scores in both teaching methods were not different. Nevertheless, there were increasing reflection levels of students comparing before and after learning in both groups (p<0.05). Most students’ reflection scores increased by one level. Sixty percent of students in both groups could achieve a reflective level after learning. In conclusion, both teaching methods can similarly enhance reflective capability in SRNA. Implication of the thesis: Case-based learning (CBL) using the introduction, trigger, and feedback with Driscoll’s model during teaching and interactive lecture (IL) with feedback reflective writing using the introduction, writing, feedback, and Kolb’s model can enhance reflective capacity in SRNA. Reflection is an important skill for aiding learning. We recommend that both teaching methods can be implemented in the SRNA program to support our students to have academic success.
การสะท้อนคิดเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ โดยมีส่วนช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้น มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษาสูงขึ้นและช่วยส่งเสริมให้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะการสะท้อนคิดของแต่ละคนไม่ได้มีติดตัวกันมาแต่กำเนิด แต่มีการสอนหลายวิธีโดยอาจารย์ผู้สอนที่สามารถกระตุ้นให้นักศึกษามีทักษะการสะท้อนคิดเพิ่มขึ้นได้ การศึกษานี้ทำเพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการสอนสองวิธี ได้แก่การสอนในรูปแบบกรณีศึกษาและการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอนในการเพิ่มระดับความสามารถการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล และนำผลจากงานวิจัยเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสมปรับใช้ในหลักสูตรต่อไป โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลอง ในการศึกษานี้ มีนักศึกษาเข้าร่วมงานวิจัย 50 คน โดยถูกสุ่ม แบ่งเพื่อเข้าการสอน 2 กลุ่ม โดยนักศึกษา 26 คน อยู่กลุ่ม A ได้รับการสอนในรูปแบบกรณีศึกษา นักศึกษา 24 คน อยู่กลุ่ม B ได้รับการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอน นักศึกษาทั้งหมดเข้าร่วมการเรียนการสอน 3 ชั่วโมง โดยนักศึกษาต้องเขียนรายงานสะท้อนคิดก่อนเรียนและหลังเรียนส่งเพื่อประเมินเปรียบเทียบระดับสะท้อนคิดโดยใช้เกณฑ์ประเมินเป็นรูบริค REFLECT ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับระดับการสะท้อนคิดและคะแนนความพึงพอใจหลังเรียนของทั้งสองกลุ่ม แต่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของความแตกต่างของระดับการสะท้อนคิดของก่อนเรียนและหลังเรียนของการสอนทั้งสองวิธี (p<0.05) ส่วนใหญ่ของนักศึกษา เพิ่มระดับของการสะท้อนคิดได้ 1 ระดับหลังการเรียน และนักศึกษาประมาณร้อยละ 60 เกิดทักษะการสะท้อนคิดหลังเรียนได้ โดยสรุป การสอนทั้งสองวิธีสามารถเพิ่มทักษะการสะท้อนคิดในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลได้ไม่แตกต่างกัน การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การสอนทักษะการสะท้อนคิดในรูปแบบกรณีศึกษาโดยมีกระบวนการสอนประกอบด้วยบทนำ สิ่งกระตุ้นและการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้กรอบการสะท้อนคิดของ Driscoll และการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอน โดยมีกระบวนการสอนประกอบด้วยบทนำ การเขียนรายงานสะท้อนคิดและการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้กรอบการสะท้อนคิดของ Kolb สามารถช่วยเพิ่มทักษะการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลได้ และแนะนำว่าอาจเลือกใช้การสอนสองรูปแบบนี้ในหลักสูตรนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลเพื่อเป็นการช่วยให้นักศึกษามีโอกาสสำเร็จในการศึกษายิ่งขึ้น
การสะท้อนคิดเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ โดยมีส่วนช่วยให้นักศึกษามีความเข้าใจลึกซึ้งขึ้น มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทางการศึกษาสูงขึ้นและช่วยส่งเสริมให้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม ทักษะการสะท้อนคิดของแต่ละคนไม่ได้มีติดตัวกันมาแต่กำเนิด แต่มีการสอนหลายวิธีโดยอาจารย์ผู้สอนที่สามารถกระตุ้นให้นักศึกษามีทักษะการสะท้อนคิดเพิ่มขึ้นได้ การศึกษานี้ทำเพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการสอนสองวิธี ได้แก่การสอนในรูปแบบกรณีศึกษาและการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอนในการเพิ่มระดับความสามารถการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิสัญญีพยาบาล และนำผลจากงานวิจัยเลือกวิธีการสอนที่เหมาะสมปรับใช้ในหลักสูตรต่อไป โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลอง ในการศึกษานี้ มีนักศึกษาเข้าร่วมงานวิจัย 50 คน โดยถูกสุ่ม แบ่งเพื่อเข้าการสอน 2 กลุ่ม โดยนักศึกษา 26 คน อยู่กลุ่ม A ได้รับการสอนในรูปแบบกรณีศึกษา นักศึกษา 24 คน อยู่กลุ่ม B ได้รับการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอน นักศึกษาทั้งหมดเข้าร่วมการเรียนการสอน 3 ชั่วโมง โดยนักศึกษาต้องเขียนรายงานสะท้อนคิดก่อนเรียนและหลังเรียนส่งเพื่อประเมินเปรียบเทียบระดับสะท้อนคิดโดยใช้เกณฑ์ประเมินเป็นรูบริค REFLECT ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสำหรับระดับการสะท้อนคิดและคะแนนความพึงพอใจหลังเรียนของทั้งสองกลุ่ม แต่พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของความแตกต่างของระดับการสะท้อนคิดของก่อนเรียนและหลังเรียนของการสอนทั้งสองวิธี (p<0.05) ส่วนใหญ่ของนักศึกษา เพิ่มระดับของการสะท้อนคิดได้ 1 ระดับหลังการเรียน และนักศึกษาประมาณร้อยละ 60 เกิดทักษะการสะท้อนคิดหลังเรียนได้ โดยสรุป การสอนทั้งสองวิธีสามารถเพิ่มทักษะการสะท้อนคิดในนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลได้ไม่แตกต่างกัน การนำผลของวิทยานิพนธ์ไปใช้: การสอนทักษะการสะท้อนคิดในรูปแบบกรณีศึกษาโดยมีกระบวนการสอนประกอบด้วยบทนำ สิ่งกระตุ้นและการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้กรอบการสะท้อนคิดของ Driscoll และการสอนแบบบรรยายร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เรียนและผู้สอน โดยมีกระบวนการสอนประกอบด้วยบทนำ การเขียนรายงานสะท้อนคิดและการให้ข้อมูลย้อนกลับ โดยใช้กรอบการสะท้อนคิดของ Kolb สามารถช่วยเพิ่มทักษะการสะท้อนคิดของนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลได้ และแนะนำว่าอาจเลือกใช้การสอนสองรูปแบบนี้ในหลักสูตรนักศึกษาวิสัญญีพยาบาลเพื่อเป็นการช่วยให้นักศึกษามีโอกาสสำเร็จในการศึกษายิ่งขึ้น
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's degree
Degree Department
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
Degree Discipline
Health Science Education
Degree Grantor(s)
Mahidol University
