Browsing by Author "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์"
Now showing 1 - 5 of 5
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ(2558) นารีลักษณ์ ถิ่นพายัพ; Nareeluk Thinpayup; อุษาวดี อัศดรวิเศษ; Usavadee Asdornwised; อทิตยา พรชัยเกตุ โอว ยอง; Atittaya Pornchaikate Ou-Yeong; พัชร อ่องจริต; Pat Ongcharit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; สภากาชาดไทย. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทําหน้าที่ของร่างกาย ความใกล้ชิดสนิทสนม และความรู้เรื่องการปฏิบัติทางเพศกับการปฏิบัติทางเพศในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงบรรยาย วิธีดําเนินการวิจัย:กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ จํานวน 88 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสัมภาษณ์ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน แบบสอบถามความใกล้ชิดสนิทสนม แบบสอบถามความรู้เรื่องการปฏิบัติทางเพศและแบบประเมินการปฏิบัติทางเพศ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สเปียร์แมน ผลการวิจัย: การปฏิบัติทางเพศของกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการปฏิบัติทางเพศในผู้ป่วยก่อนผ่าตัด มีระดับดีขึ้น ร้อยละ 59.1 ระดับเท่าเดิม ร้อยละ 9.1 และระดับแย่ลง ร้อยละ 31.8 การทําหน้าที่ของร่างกายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติทางเพศในด้านมุมมองต่อคู่สมรส/คู่นอน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r = .23, p < .05) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศโดยรวม ความใกล้ชิดสนิทสนมมีความสัมพันธ์ทางลบกับการปฏิบัติทางเพศในด้านการมีกิจกรรมทางเพศ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (r = - .22, p < .05) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศโดยรวม ความรู้เรื่องการปฏิบัติทางเพศไม่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศโดยรวมและแต่ละด้าน สรุปและข้อเสนอแนะ: จากผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่าปัจจัยด้านการทําหน้าที่ของร่างกายมีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศในด้านมุมมองต่อคู่สมรส/คู่นอนและปัจจัยด้านความใกล้ชิดสนิทสนม มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติทางเพศในด้านการมีกิจกรรมทางเพศอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติจึงควรมีการพัฒนาแนวทางในการดูแล และมีการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและคู่สมรส/คู่นอนให้ครอบคลุมปัญหาการปฏิบัติทางเพศและส่งเสริมให้ ผู้ป่วยและคู่สมรส/คู่นอนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพภายหลังการผ่าตัดPublication Open Access ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต(2564) ปิยนุช แก้วแสง; วิมลรัตน์ ภู่วราวุฒิพานิช; คนึงนิจ พงศ์ถาวรกมล; ณัฐวุฒิ โตวนำชัย; Piyanuch kaewsang; Wimolrat Puwarawuttipanit; Kanaungnit Pongthavornkamol; Natavudh Townamchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาอิทธิพลของอายุ ระยะเวลาหลังปลูกถ่ายไต พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกายต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไต รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตครั้งแรกอายุ 18 ปี ภายหลังปลูกถ่ายไตได้รับการตรวจติดตามอย่างต่อเนื่อง ณ โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์จำนวน 126 ราย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลและแบบสอบถาม ประกอบด้วย แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมการบริโภคอาหาร แบบสอบถามกิจกรรมทางกาย และแบบทดสอบสมรรถภาพทางสมองของไทยในการคัดกรองกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุมากกว่า 60 ปี วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุ ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ทำการศึกษา ได้แก่ อายุ ระยะเวลาหลังการปลูกถ่ายไต พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และกิจกรรมทางกายสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตได้ร้อยละ 16 (R2 = .16) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มหลังปลูกถ่ายไตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ อายุ (β = - .20, t = -2.33, p = .021) และระยะเวลาหลังการปลูกถ่ายไต (β = .38, t = 4.47, p < .001) สรุปและข้อเสนอแนะ: บุคลากรทางสุขภาพควรให้ความสำคัญกับการประเมินน้ำหนักตัวในผู้ป่วยหลังปลูกถ่ายไตมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือนและมีอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 45 ปี รวมทั้งให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยถึงผลกระทบทางลบจากการเกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่ม เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในการป้องกันภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มและมีดัชนีมวลกายที่ผิดปกติหลังปลูกถ่ายไตPublication Open Access ผลการรายงานคะแนนความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดรายบุคคลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของพนักงานในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง(2022) วรรณพรรธน์ วาณิชชัชวาลย์; จารุวรรณ ธาดาเดช; กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์; Wannapat Wanitchatchawan; Charuwan Tadadej; Krit Pongpirul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาบริหารงานสาธารณสุข; โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อินเตอร์เนชั่นแนล. ศูนย์วิจัยทางการแพทย์; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์; Johns Hopkins Bloomberg School of Public Health. Department of International Healthการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของการรายงานคะแนนความเสี่ยง โรคหัวใจและหลอดเลือดรายบุคคลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของพนักงานโรงพยาบาล เอกชนแห่งหนึ่ง รูปแบบการศึกษาเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มเปรียบเทียบ กลุ่มตัวอย่าง 36 คน เป็นพนักงานที่มีผลการตรวจสุขภาพประจำปีซึ่งสูบบุหรี่ที่ไม่ใช่บุหรี่ไฟฟ้าและไม่เป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้วิจัยสุ่มอาสาสมัครเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับคะแนนความเสี่ยง โรคหัวใจและหลอดเลือด แบบแท้จริง และแบบดัดแปลง กลุ่มที่ 2 ได้รับคะแนนความเสี่ยงโรค หัวใจและหลอดเลือดแบบแท้จริง กลุ่มเปรียบเทียบ ไม่ได้รับคะแนนความเสี่ยงโรคหัวใจและ หลอดเลือด เก็บข้อมูลจำนวนมวนบุหรี่ที่สูบต่อสัปดาห์และความตั้งใจเลิกบุหรี่ 4 ครั้ง ใน สัปดาห์ที่ 0 สัปดาห์ที่ 4 สัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 ระหว่างวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563 ถึง 20 เมษายน พ.ศ. 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา Fisher’s Exact test, one way ANOVA, Repeated Measures ANOVA, GEE, Unpaired t-test, และ McNemar Chi square ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการรายงานคะแนนความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอด เลือดที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ แต่การรายงานคะแนนความเสี่ยงโรค หัวใจและหลอดเลือดทำให้กลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่มมีปริมาณการสูบต่อสัปดาห์ลดลงจาก ก่อนการทดลอง แตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) เพื่อ ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงในการสูบบุหรี่ของพนักงานโรงพยาบาล ฝ่าย ทรัพยากรบุคคลควรพิจารณาการนำรายงานคะแนนความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด แบบดัดแปลงมารายงานรวมกับผลการตรวจสุขภาพ สำหรับพนักงานกลุ่มที่สูบบุหรี่Publication Open Access ผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเบาหวานชนิดที่ 2(2565) สุวิดา ลิ่มเริ่มสกุล; จงจิต เสน่หา; ดวงรัตน์ วัฒนกิจไกรเลิศ; ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร; Suwida Limrermsakul; Chongjit Saneha; Doungrut Wattanakitkrileart; Patinut Buranasupkajorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเบาหวานชนิดที่ 2 รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มาตรวจที่คลินิกเบาหวาน แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตติยภูมิขั้นสูงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครฯ จำนวน 60 ราย สุ่มแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้บล็อกสุ่มด้วยคอมพิวเตอร์ให้มีเพศเหมือนกัน กลุ่มควบคุม 30 รายได้รับการพยาบาลตามปกติ กลุ่มทดลอง 30 รายได้รับโปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพผ่านช่องทางแอปพลิเคชันไลน์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เก็บข้อมูลก่อนและเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test และ Mann Whitney U test ผลการวิจัย: ก่อนการทดลอง กลุ่มควบคุม (gif.latex?\bar{X} = 40.37, SD = 4.66) และ กลุ่มทดลอง (gif.latex?\bar{X} = 40.27, SD = 4.93) มีพฤติกรรมการดูแลตนเองปานกลาง หลังการทดลอง กลุ่มควบคุม (gif.latex?\bar{X} = 41.10, SD = 5.25) และกลุ่มทดลอง (gif.latex?\bar{X} = 48.14, SD = 5.64) มีพฤติกรรมการดูแลตนเองสูง ผลการวิเคราะห์พบว่า กลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ มีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมฯ และสูงกว่าของกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเบาหวาน ดังนั้น พยาบาลควรนำโปรแกรมฯ ผ่านช่องทางแอปพลิเคชันไลน์ที่พัฒนาขี้นนี้ไปใช้เพื่อพัฒนาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุเบาหวานให้ดีขึ้นPublication Open Access อิทธิพลของคุณภาพการนอนหลับ ภาวะโภชนาการ และภาวะโรคร่วมต่อคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต(2559) ศิริณาชค์ ทองเทียม; Sirinach Thongthiam; อรวมน ศรียุกตศุทธ; Aurawamon Sriyuktasuth; จงจิต เสน่หา; Chongjit Saneha Saneha; อัษฎาศ์ ลีฬหวนิชกุล; Asada Leelahavanichkul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คณะแพทยศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อการศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการนอนหลับ ภาวะโภชนาการ และภาวะโรคร่วมต่อคุรภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต รูปแบบการวิจัย: การศึกษาความสัมพันธ์เชิงทำนาย วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างเป้นผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะที่ 3-5 และยังไม่ได้รับการบำบัดทดแทนไตที่มีการรับบริการที่คลินิกโรคไต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จำนวน 100 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลแบบประเมินคุณภาพการนอนหลับ แบบประเมินภาวะโภชนาการ แบบประเมินภาวะโรคร่วม และแบบประเมินคุณภาพชีวิต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 93.65, SD = 15.51) ตัวแปรอิสระสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรคุณภาพชีวิตของกลุ่มตัวอย่างได้ร้อยละ 32.6 (R2 = .326, F(3, 96) = 15.457,p < .001) ทั้งนี้พบว่าคุณภาพการนอนหลับและภาวะโภชนาการมีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของกล่มุ ตัวอย่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = - .491, p < .001 และ β = .192, p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรตระหนักถึงความสำคัญในการประเมินคุณภาพการนอนหลับ ภาวะโภชนาการและคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังก่อนการบำบัดทดแทนไต เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนการดูแล รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีคุณภาพการนอนหลับที่ดี มีภาวะโภชนาการปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
