Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์."

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 20 of 24
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    In Vitro Shoot Proliferation and Plantlet Acclimatization of Creeping Daisy
    (2555) กิตติ โพธิปัทมะ; สมโภชน์ น้อยจินดา; พรรทิภา ทองพวง; วลีรัตน์ วัฒนชลทิศ; ลือพล ปุณณกันต์; กรวิศฎ์ ณ ถลาง; Luepol Punnakanta; Bodhipadma, K.; Noichinda, S.; Tongpuang, P.; Wattanachonlatit, W.; Punnakanta, L.; Nathalang, K.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    Shoot proliferation from nodal segment and plantlet acclimatization of creeping daisy were studied. Nodal explants had been cultured for 4 weeks on semi-solid MS medium supplemented with 0, 2 and 3% sucrose in aseptic and under light exposure conditions. It was found that MS medium containing 3% sucrose gave the highest number of shoot per node at 1.70. When nodal explants were placed on MS medium consisted of 3% sucrose and 0.5, 1 and 2 mg/L benzyladenine (BA) for 4 weeks, the result showed that medium comprised 3% sucrose and 1 mg/L BA was able to induce the maximum number of shoot per node at 6.15. For root induction, 4-week-old shoots initiating on those 3 media were isolated and transferred to MS basal medium. After 4 weeks culturing, the greatest number of root per shoot at 6.40 were obtained from the separated shoots that had been previously initiated on MS medium fortified with 3% sucrose and 1 mg/L BA. This preceding medium also provided the best survival percentage of plantlet (90%) after acclimatization. Keywords: acclimatization, creeping daisy, nodal culture, shoot proliferation :
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การตรวจวัดพื้นที่เกิดไฟป่าด้วยช่วงคลื่นเทอร์มอลอินฟราเรดของภาพดาวเทียมแลนด์เซต : กรณีศึกษาอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย
    (2557-10) กนกกร สุขสบาย; กาญจนา นาคะภากร; Kanokkorn Suksabai; Kanchana Nakhapakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการหาพื้นที่การเกิดไฟป่าด้วยข้อมูลช่วงคลื่นความร้อน และเสนอแนะแนวทางในการจัดการไฟป่าในพื้นที่ศึกษา โดยใช้ภาพจากดาวเทียม LANDSAT-5 TM และ LANDSAT-8 OLI นามาปรับแก้พิกัดเชิงเรขาคณิต แล้วคานวณค่าการแผ่รังสี (radiance) ค่าการส่องสว่างของอุณหภูมิ (brightness temperature) หลังจากนั้นนาค่า brightness temperature และจุดที่เกิดไฟป่าจากส่วนควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาจัดทาเป็นแผนที่ อีกทั้งทาการลงสารวจพื้นที่ศึกษาเพื่อเก็บข้อมูล ค่าพิกัดตาแหน่งบนพื้นโลก ด้วยเครื่องมือ GPS แล้วนาข้อมูลที่ทาการสารวจภาคสนามมาทาการตรวจสอบความถูกต้องกับข้อมูลจุดที่เกิดไฟป่า ด้วยสถิติ RMSE (root mean square error) ผลการศึกษาพบว่าภาพจากดาวเทียม LANDSAT สามารถวิเคราะห์ค่าอุณหภูมิออกมาได้และสามารถเห็นรายละเอียดของการเกิดไฟเพิ่มเติมนอกเหนือจากจุด hotspot ที่ได้รับมาจากส่วนควบคุมไฟป่า จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาพจากดาวเทียม LANDSAT สามารถนามาใช้ในการศึกษาไฟป่าในประเทศไทยได้ เนื่องจากดาวเทียม LANDSAT เป็นดาวเทียมที่มีความละเอียด 30*30 เมตร ทาให้ทราบพื้นที่เป้าหมายและสามารถวิเคราะห์แนวไฟป่าที่เกิดขึ้นได้จึงช่วยให้สะดวกในการวางแผนการจัดการควบคุมไฟและการวางแผนในการเข้าถึงพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การประเมินประสิทธิผลการจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล กรณีศึกษา อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา
    (2553-04) กิตติมา ยอดคำ; สุวลักษณ์ สาธุมนัสพันธุ์; สุระ พัฒนเกียรติ; Sura Pattanakiat; Pattanakiat, Sura; Suvaluck Satumanatpan; Satumanatpan, Suvaluck; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    This objective of this study was to develop indicators and evaluating the management effectiveness of marine protected areas of Mu Ko Surin National Park, lead to improved management and sustainable development. The use of environmental, social and governance indicators were designed and applied in this study. Overall, the evaluation indicates that Mu Ko Surin National Park had high effective of management. The environmental and governance management achieved a high level effectiveness. The natural resources and environment in the area remain abundance, tourism services and the practice of management plan presented a good standard. In contrast, increasing the number of tourists had exceeded carrying capacity. The social management had achieved effectiveness at the middle level as clearly explained by dependency lifestyles of the Moken community on external markets. Encourage more stakeholders participation will lead to increase management effectiveness of Mu Ko Surin National Park.
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การประเมินหาพื้นที่เปราะบางชายฝั่งโดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ จังหวัดสมุทรสงคราม
    (2557) กัทลี คุรุกุล; กาญจนา นาคะภากร; Kattalee Gurukul; Kanchana Nakhapakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษานี้เป็นการประยุกต์วิธีการประเมินความเปราะบางชายฝั่งทะเล (coastal vulnerability assessment) เพื่อศึกษาความเปราะบางของพื้นที่ศึกษาต่อการถูกกัดเซาะชายฝั่ง คือ พื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวตลอดแนวชายฝั่งประมาณ 23 กิโลเมตร โดยใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการวิเคราะห์ข้อมูล สาหรับการประเมินความเปราะบางชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แบ่งตัวแปรความเปราะบางออกเป็น 2 กลุ่ม คือ (1) ปัจจัยการเปิดรับต่อสภาพภูมิอากาศ ได้แก่ ตัวแปรความสูงคลื่นนัยสาคัญ ตัวแปรน้าขึ้นน้าลง และตัวแปรการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และ (2) ปัจจัยความอ่อนไหว ได้แก่ ตัวแปรความลาดชัน ตัวแปรอัตราการกัดเซาะชายฝั่ง ตัวแปรความหนาแน่นของประชากร ตัวแปรความหนาแน่นของหลังคาเรือน ตัวแปรการใช้ประโยชน์ที่ดิน และตัวแปรมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ผลการศึกษาพบว่าแนวชายฝั่งของพื้นที่ศึกษามีความเปราะบาง 4 ระดับ ตั้งแต่ความเปราะบางต่ามากถึงความเปราะบางสูง พื้นที่ที่มีความเปราะบางต่ำมาก มีขนาดพื้นที่ 4.42 ตารางกิโลเมตร (2,763 ไร่) พบในพื้นที่ตาบลคลองโคน และพื้นที่ที่มีความเปราะบางสูง มีขนาดพื้นที่ 0.56 ตารางกิโลเมตร (350 ไร่) พบในพื้นที่ตาบลบางจะเกร็งและตาบลบางแก้ว สาหรับตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความเปราะบาง ได้แก่ น้ำขึ้นน้ำลง การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ความลาดชัน ความหนาแน่นของประชากร และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การประยุกต์ภูมิสารสนเทศสำหรับสถานการณ์การกัดเซาะของชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี
    (2557) อรอร สาราจิตต์; กาญจนา นาคะภากร; Oraon Sarajit; Kanchana Nakhapakorn; มหาวิทยาลัยเนรศวร.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรีและพิจารณาถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงชายฝั่งตามฤดูกาล โดยหาอัตราการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งระหว่างปี พ.ศ. 2544-2554 ใน 2 ช่วงฤดู คือ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการศึกษาพบว่าชายฝั่งทะเลจังหวัดเพชรบุรีถูกกัดเซาะระยะทางรวม 11,638 เมตร ระยะทางแนวชายฝั่งที่มีอัตราการกัดเซาะรุนแรงมากกว่า 4 เมตรต่อปี รวมระยะทาง 3,700 เมตร แนวชายฝั่งที่ถูกกัดเซาะมากที่สุดอยู่ในอำเภอบ้านแหลม ที่ตำบลปากทะเลต่อเนื่องถึงตำบลบางแก้ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีแนวป้องกัน เช่น ป่าชายเลนหรือโครงสร้างวิศวกรรม ประกอบกับเป็นพื้นที่ตั้งอยู่ทางตอนบนเหนือแนวกำแพงหินทิ้งที่ตำบลบางแก้ว ส่วนชายฝั่งที่มีป่าชายเลน แนวชายฝั่งจะคงสภาพหรือมีการเพิ่มขึ้น พบบริเวณพื้นที่ศึกษาตอนบนที่เป็นหาดโคลน ทั้งนี้ช่วงฤดูมรสุมที่แตกต่างกัน ไม่ได้ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งมีความแตกต่างกัน แต่ได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของตะกอนทรายแนวชายหาดของพื้นที่ศึกษาตอนล่างอย่างชัดเจน โดยพบการเพิ่มขึ้นของตะกอนทรายบริเวณชายหาดในช่วงมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (พฤษภาคม-กันยายน) และลดลงในช่วงมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ตุลาคม-กุมภาพันธ์) พบการเพิ่มขึ้นของตะกอนทรายชายหาดบริเวณปากคลองที่ขนานชายฝั่ง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของตะกอนทรายด้านหลังเขื่อนกันคลื่นนอกชายฝั่งบริเวณหาดเจ้าสำราญ อำเภอเมือง และหาดหน้าพระราชวังมฤคทายวัน อำเภอชะอำ แต่จะมีลักษณะเว้าแหว่งตามระยะห่างของเขื่อนกันคลื่น
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การพัฒนาแบบจำลองเชิงพื้นที่ เพื่อประเมินถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับประชากรนกกระเรียนพันธุ์ไทย
    (2557) นุชจรี พืชคูณ; ปิยะกาญจน์ เที้ยธิทรัพย์; บริพัตร ศิริอรุณรัตน์; Piyakarn Teartisup; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; สํานักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์
    This study aimed to identify the suitable habitats to the Eastern Sarus Crane population that have been reintroduced to nature. The national reserved wetlands in Burirum Province were selected as the study area and analyzed regarding two factors and ten indicators that affect habitat selection for the Eastern Sarus Crane. All data were analyzed for correlation and suitable value index (SI) to produce a habitat suitability map. The results show that the frequency of Eastern Sarus Crane appearances in study area is high correlated statistical significance with the distances to the middle-large water bodies (p<0.01) at correlation efficient is 0.965. The majority of study area of 2857.70 km2 (62.50%) are moderately suitable habitat for Eastern Sarus Crane, highly suitable are covered 1403.20 km2 (30.69%) and the less suitability is 311.78 km2 (6.82%) with the 90% confidence. These areas are important for the welfare of the Eastern Sarus Crane after being reintroduced and should be managed for the conservation in the future.
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเล สำหรับโรงเรียนชายฝั่งจังหวัดตรัง
    (2557-04) ณัฐทิตา โรจนประศาสน์; วิภาวรรณ ตินนังวัฒนะ; ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย; Wipawan Tinnunwattana; Natthita Rojchanaprasart; Praseart Tongnunui; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยเนรศวร
    การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลใช้ทฤษฎีเชิงระบบ ประกอบด้วย 1) ปัจจัยนำเข้า (Input) คือ องค์ความรู้เรื่องพะยูนและหญ้าทะเลที่ผสมผสานความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านกับความรู้ทางวิชาการ 2) กระบวนการ (Process) คือ ขั้นตอนการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นมี 5 ขั้นตอน คือ การสร้างหลักสูตรท้องถิ่น การตรวจสอบหลักสูตรท้องถิ่น การทดลองใช้และนิเทศติดตาม การประเมินหลักสูตรท้องถิ่น และการปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรท้องถิ่น 3) ผลผลิต (Output) คือ หลักสูตรท้องถิ่น และครู 4) ผลลัพธ์ (Outcome) คือ นักเรียน ผลการศึกษานำเสนอใน 2 ด้าน ดังนี้ ด้านผลผลิต มี 3 ประเด็น คือ 1) ได้หลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลที่มีคุณภาพ 2) ความรู้ของครูหลังเข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น สูงกว่าก่อนเข้าร่วมพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น 3) ครูมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านผลลัพธ์ มี 2 ประเด็น คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพะยูนและหญ้าทะเลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 2, 4, 6 (ค่าเฉลี่ย 9.52, 8.31, 8.14, 8.61 ตามลำดับ) และมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ค่าเฉลี่ย 7.95) สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม (p=0.000, 0.000, 0.000, 0.000, 0.000 ตามลำดับ) ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3, 5 (ค่าเฉลี่ย 7.06, 7.25 ตามลำดับ) และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1, 3 (ค่าเฉลี่ย 7.12, 7.38 ตามลำดับ) ไม่แตกต่างจากเกณฑ์ (p=0.848, 0.204, 0.588, 0.270 ตามลำดับ) 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องพะยูนและหญ้าทะเลทะเลในระดับมาก
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของชุดเฟอร์นิเจอร์ครัวโดยใช้การออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ
    (2556-07) กิติกร จามรดุสิต; ภาณุวัฒน์ ประเสริฐพงษ์; ภัทราวรรณ อาวรณ์; ประภัสสร เจนวารินทร์; ภัทราวดี วิเศษสิงห์; Kitikorn Charmondusit; Phanuwat Prasertpong; Phattrarawan Arworn; Prapussorn Janewarin; Pattrawadee Wisatesing; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมนิเวศวิทยาอุตสาหกรรม.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. หลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม.
    งานวิจัยนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์จากการประยุกต์ ใช้หลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ 10 ประการ โดยมีชุดเฟอร์นิเจอร์ครัวเป็นกรณีศึกษา วิธีดำเนินการวิจัยเริ่ม ต้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิของพลังงาน และวัสดุที่ใช้ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ชุดเฟอร์นิเจอร์ครัว เพื่อนำมาประเมินหาค่าผลกระทบในรูปของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหน่วยของตันคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่า นำข้อมูลการประเมินที่ได้มาทำการวิเคราะห์ และพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ชุดเฟอร์นิเจอร์ครัวสีเขียวตาม หลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ 10 ประการ แล้วจึงทำการประเมินค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของชุด เฟอร์นิเจอร์ครัวใหม่ที่ได้รับการพัฒนา เปรียบเทียบกับชุดเฟอร์นิเจอร์ครัวเดิม ผลจากการวิจัยพบว่า ชุดเฟอร์นิเจอร์ ครัวสีเขียวที่ได้รับการพัฒนาจากหลักการออกแบบเชิงนิเวศเศรษฐกิจ 10 ประการ สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกลงในขั้นตอนการได้มาซึ่งวัสดุ 33.73 kg CO2 eq. ขั้นตอนกระบวนการผลิต 29.22 kg CO2 eq. ขั้นตอน การกำจัดซากของวัสดุที่ไม่สามารถแปรใช้ใหม่ได้ 0.42 kg CO2 eq. รวมถึงการใช้วัสดุในการผลิตที่สามารถนำมา แปรใช้ใหม่ได้ในปริมาณที่มากกว่าชุดเครื่องครัวชุดเดิมคิดเป็นร้อยละ 31.9 นำสู่การลดต้นทุนการผลิตลงจากเดิม 6,657 บาท และค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจที่ดีกว่าเดิม 1.46 เท่า ผลการวิจัยสามารถแสดงให้เห็นถึงการ สร้างดุลยภาพระหว่างมิติเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่สามารถสร้างขึ้นได้จากการประยุกต์ใช้หลักการออกแบบ เชิงนิเวศเศรษฐกิจ อันสามารถนำสู่การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถใน การแข่งขันด้านราคาภายในตลาด นำสู่ความยั่งยืนทางการค้าของประเทศต่อไปได้ในอนาคต
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การลดมลพิษและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงจากระบบการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับรถโดยสารประจำทาง
    (2555) สยาม อรุณศรีมรกต; Sayam Aroonsrimorakot; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การลดมลพิษและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงจากระบบการบำรุงรักษาเชิงป้องกันและการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับรถโดยสารประจำทาง โดยมีสถานประกอบการรถโดยสารร่วมบริการเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑลเข้าร่วมโครงการวิจัยทั้งสิ้น 26 แห่ง พบว่าการจัดการด้านการบำรุงรักษาเชิงป้องกันในสถานประกอบการมี ร้อยละ11.54 ที่อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ส่วนในระดับดีและปานกลางนั้นมีจำนวนเท่ากันคือร้อยละ 34.62 ระดับเกณฑ์พอใช้ร้อยละ 3.85 และระดับที่อยู่ในเกณฑ์ปรับปรุงร้อยละ 3.85 ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีนั้น พบว่าสถานประกอบการที่อยู่ในเกณฑ์ ดีมาก คิดเป็นร้อยละ 3.85 ระดับเกณฑ์ดีร้อยละ 15.38 ระดับเกณฑ์ปานกลางคิดเป็นร้อยละ 42.31 และระดับเกณฑ์ พอใช้ร้อยละ 23.07 ส่วนบริษัทที่อยู่ในเกณฑ์ปรับปรุงคิดเป็นร้อยละ 15.38
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การศึกษาการนำไขมันและน้ำมันจากบ่อดักไขมันมาเป็นส่วนผสมในการทำเชื้อเพลิงอัดแท่ง
    (2555-05) อัจฉรา อัศวรุจิกุลชัย; นิภาวรรณ ชูชาติ; มณีวัลย์ เนตรรังษี; ศศิธร นิทัศน์; Achara Ussawarujikulchai; Niphawan Chuchat; Maneeva Netrangsi; Sasithorn Nitas; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การศึกษาปริมาณโพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ (KBr profile) ในหลุมเจาะ K-68 และ K-70 ที่อาเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม เพื่อพิสูจน์การเกิดชั้นหินแบบตลบทับของชั้นเกลือหินและโพแทช ในหมวดหินมหาสารคาม โดยเปรียบเทียบกับชั้นหินปกติ
    (2556) ปกรณ์ สุวานิช; Parkorn Suwanich; Suwanich, Parkorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษาโพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ (KBr profile) ที่พบมีปริมาณที่แตกต่างกันในชั้นเกลือหินแต่ละชั้นในหมวดหินมหาสารคาม กลุ่มหินโคราชในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย นอกจากสามารถบอกได้ว่าเกลือหินที่พบเป็นเกลือหินชั้นบน ชั้นกลางหรือชั้นล่างแล้วยังสามารถบอกถึงการคดโค้งตลบทับของชั้นเกลือหินได้อีกด้วย ผู้เขียนทดลองการวิจัยโดยใช้ตัวอย่างจากการเจาะสารวจแร่โพแทชและเกลือหินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยโดยกรมทรัพยากรธรณีพบว่าหลุมเจาะ K-68 และ K-70 ที่อาเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีการเรียงตัวของชั้นหินที่ผิดจากปกติออกไปจากชั้นเกลือหินทั่วไป ผู้เขียนจึงทดลองใช้การศึกษาโพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ในชั้นเกลือหินต่าง ๆ ที่พบในหลุมเจาะ K-68 และ K-70 เปรียบเทียบกับโพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ในหลุมอื่นที่เกิดแบบปกติประกอบกับการเรียงตัวของชั้นหินต่างๆ ซึ่งพบว่ามีลักษณะกลับกันกับหลุมอื่น ๆ ผลการศึกษาพบว่าในหลุม K-68 ชั้นเกลือที่วางทับอยู่บนชั้นโพแทชที่เป็นแร่ซิลไวต์ทับอยู่บนแร่คาร์ นัลไลต์เป็นเกลือหินชั้นล่าง (lower salt) ทั้งที่ปกติชั้นโพแทชจะพบอยู่เหนือเกลือหินชั้นล่าง เพราะมีโพแทสเซียม โบรไมด์โปรไฟล์ที่สูงกว่าเกลือหินชั้นอื่นโดยเป็นช่วงที่ติดกับชั้นโพแทช ถัดลงไปเป็นชั้นเกลือหินสีบาง ๆ ซึ่งมี โพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ที่วางตัวกลับทิศเกลือหินปกติ จากนั้นจะต่อเข้าไปยังชั้นดินเหนียวชั้นล่าง (lower clastic) สีน้าตาลแดงแล้วจึงผ่านเข้าไปในเกลือชั้นกลางที่มีลักษณะการพับทบกันอย่างชัดเจนเพราะค่า โพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์มีค่าค่อนข้างเสมอกันที่ประมาณ 200 ppm ซึ่งเทียบได้กับตอนล่าง (lower sequence) ของเกลือหินชั้นกลางและมีรอยหักเล็กน้อยตอนกลาง ๆ ของชั้นหินซึ่งน่าจะเป็นรอยพับ ก่อนที่จะเข้า ไปในชั้นดินเหนียวชั้นล่าง ซึ่งเป็นการเรียงตัวตามปกติอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะหยุดเจาะ ส่วนในหลุมเจาะ K-70 พบว่า มีการเจาะผ่านเข้าไปในเกลือหินชั้นล่างก่อนเช่นเดียวกันกับหลุม K-68 เนื่องจากพบว่าค่าโพแทสเซียมโบรไมด์โปร ไฟล์อยู่ในระดับสูงตั้งแต่ 400-500 ppm แต่เป็นลักษณะหัวกลับ จากนั้นเข้าสู่ชั้นโพแทชที่เป็นคาร์นัลไลต์ ก่อนที่ จะเข้าไปในชั้นเกลือหินสีซึ่งมีโพแทสเซียมโบรไมด์โปรไฟล์ที่กลับบนกลับล่างกับเกลือหินปกติเช่นเดียวกับหลุม K- 68 และหยุดเจาะที่ชั้นดินเหนียวชั้นล่าง ลักษณะของชั้นหินดังกล่าวสามารถสังเกตและสรุปได้ว่าชั้นเกลือหินทั้ง 2 หลุมน่าจะมีการเรียงตัวแบบ ตลบทับ (overturn) อย่างแน่นอน
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การศึกษาศักยภาพของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้เงื่อนไขการดำเนินโครงการกลไกพัฒนาที่สะอาดของอุตสาหกรรมอาหารทะเล
    (2555) Nantira Duangkamfoo; นันทิรา ด้วงคำฟู; จำลอง อรุณเลิศอารีย์; Chumlong Arunlertaree; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษาศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการกลไกพัฒนาที่สะอาดของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในประเทศไทย เพื่อประเมินค่าของการผลิตก๊าซชีวภาพ ปริมาณและมูลค่าพลังงานไฟฟ้า ปริมาณและมูลค่าของการลดการปล่อยก๊ซเรือนกระจก จากน้ำเสียของอุตสาหกรรมอาหารทะเลทั้งระบบบำบัดน้ำเสียแบบไม่ใช้อากาศและใช้อากาศ เช่น โรงงานผลิตปลาทู โรงงานแปรรูปอาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็งและอื่นๆ ผลการศึกษาอุตสาหกรรมอาหารทะเล 91 แห่งได้ปริมาณการเกิดก๊าซชีวภาพ 52,102,193.22 ลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นการเกิดเป็นพลังงานไฟฟ้า 62,522,631.86 ยูนิตต่อปี เป็นมูลค่าทั้งสิ้น 104,162,704.69 บาทต่อปี สำหรับปริมาณและมูลค่าของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ 297,275.08 tonsCO2eq ต่อปีและ 139,475,519.59 บาทต่อปี ตามลำดับ
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การสะสมของโลหะหนักในโครงร่างแข็งปะการังโขด (Porites lutea) บริเวณเกาะง่าม หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด ประเทศไทย
    (2555-01) เหมือนฝัน บุญกันทะ; นาฏสุดา ภูมิจำนงค์; นรินทร์ บุญตานนท์; สุเมตต์ ปุจฉาการ; Mueanfan Boonkanta; Nathsuda Pumijumnong; Narin Boontanon; Sumaitt Putchakarn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    The concentrations of five heavy metals, i.e., chromium (Cr), cadmium (Cd), copper (Cu), lead (Pb) and Zinc (Zn) in the skeletal of Porites lutea growth bands were studied from Ngam Island in a group of Chang Islands, Trat Province. The skeleton samples of the collected corals were acid digested and analyzed for their heavy metals content using Flame Atomic Absorption Spectrophotometer (FAAS) and Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrophotometer (GFAAS). The ranges of heavy metals in the skeletal Porites lutea growth bands showed in μg/g, dry weight were as follows : Cr (0.28 to 2.25), Cd (0.01 to 0.19), Cu (2.40 to 7.71), Pb (0.18 to 1.13) and Zn (7.64 to 15.05), respectively. The levels were found in descending order as follows : Zn Cu Cr Pb Cd. :การศึกษาการสะสมของปริมาณโลหะหนัก 5 ธาตุ ได้แก่ โครเมียม (Cr), แคดเมียม (Cd), ทองแดง (Cu), ตะกั่ว (Pb) และสังกะสี (Zn) ในโครงร่างแข็งตามแนวการเจริญเติบโตของปะการังโขด (Porites lutea) บริเวณเกาะง่าม หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด โดยทำการย่อยตัวอย่างโครงร่างแข็งปะการังในแต่ละก้อนด้วยกรด และวิเคราะห์หา ปริมาณโลหะหนักด้วยเครื่อง Flame Atomic Absorption Spectrophotometer (FAAS) และ Graphite Furnace Atomic Absorption Spectrophotometer (GFAAS) ผลการศึกษาพบปริมาณโลหะหนักทั้ง 5 ธาตุ (ในหน่วย ไมโครกรัมต่อกรัม) มีค่าอยู่ในช่วง ดังนี้ โครเมียม (0.28 - 2.25), แคดเมียม (0.01 - 0.19), ทองแดง (2.40 - 7.71), ตะกั่ว (0.18 - 1.13) และสังกะสี (7.64 - 15.05) เมื่อเปรียบเทียบค่าที่วิเคราะห์ได้ในแต่ละธาตุแล้วพบว่ามีปริมาณ การสะสมของสังกะสีทองแดง > โครเมียม > ตะกั่ว > แคดเมียม
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่งจังหวัดตรัง
    (2558-01) ณัฐทิตา โรจนประศาสน์; วิภาวรรณ ตินนังวัฒนะ; ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย; Natthita Rojchanaprasart; Wipawan Tinnungwattana; Prasert Tongnunui; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่ง กลุ่มเป้าหมาย คือ แกนนำกลุ่มการท่องเที่ยวของชุมชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (ได้แก่ อบต. เจ้าหน้าที่ของสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง และเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน) และนักท่องเที่ยวที่เข้าพักโฮมสเตย์ใน 4 แห่ง คือ หยงสตาร์โฮมสเตย์ บ่อหินฟาร์มสเตย์ เกาะลิบงโฮมสเตย์ และเกาะมุกด์โฮมสเตย์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากผลการศึกษา ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่งพิจารณาได้จากมิติผลผลิต/ผลลัพธ์ ทั้งชุมชนและนักท่องเที่ยวประเมินสอดคล้องกัน จากคะแนนเต็ม 5.00 ความยั่งยืนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.04 และ 3.82 ตามลำดับ) รวมถึงด้านประสิทธิผลในการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน (ค่าเฉลี่ย 4.01 และ 3.78 ตามลำดับ) และด้านผลกระทบของการจัดการท่องเที่ยวของชุมชน (ค่าเฉลี่ย 4.06 และ 3.85 ตามลำดับ) ทั้งนี้ระดับความยั่งยืนดังกล่าวนี้เป็นผลมาจาก 3 มิติ คือ มิติบริบท มิติทุนทางสังคมของชุมชน และมิติกระบวนการ
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    ความหลากหลายของพืชอาหาร และการเลือกกินของกระทิง (Bos gaurus laosiensis) บริเวณคลองปลากั้ง อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา
    (2556) สุภัทร ประสพ; นริศ ภูมิภาค; รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์; Rattanawat Chaiyarat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. คณะวนศาสตร์.
    Indochinese gaur (Bos gaurus laosiensis) is a ruminant which roams and feeds on the plains. The objective of this research was to study the diversity of food plants and the food preference of gaur in the Khlong Pla Kang area of the buffer zone in the Khao Yai National Park, Nakhon Ratchasima province, Thailand from April 2010 to March 2011.Twig counts and four transects were employed to study the forage species in the area. In total, 43 species of food plants were utilized by gaur, composed of 35 species of dicotyledons and 8 species of monocotyledons. Forty one species were eaten during the wet season including Mallotus philippensis Mull. Arg., Dillenia obovata (Blume) Hoogland, Helicteres lanata (Teijsm. Binn.) Kurz and Mallotus paniculatus Mull. Arg. with a diversity index of 2.88. During the dry season, 25 species were eaten including Cinnamomum iners Reinw. ex Blume and Dioscorea glabra Roxb. with a diversity and fruits were eaten by gaur. Gaur could adapt their feeding behavior to the differences between the wet and dry seasons. During the dry season, forage species were scarce due coverage by fallen leaves and some species had died. Gaur selected supplemental food (13.6%) in the wet season. Compared to the food plants preferred by wild elephants, the similarity index was 45.5%.
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    คุณค่าทางอาหาร “ละแวกะดาม” ในกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร
    (2557) นิภาศักดิ์ คงงาม; ประภัสรา ศิริขันธ์แสง; ธวัชชัย ชิณวงศ์; เกษม จันทร์แก้ว; สมพงษ์ ธงไชย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม; มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน. สาขาชีววิทยา.
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาคุณค่าทางอาหารของละแวกะดาม 4 สูตร ในราชอาณาจักรไทยและกัมพูชา 1. ละแวกะดามใส่หัวเผือก 2. ละแวกะดามผักรวม 3. ละแวกะดามใส่ก้านเผือก และ 4. ปะเหิรกะดาม วิธีการศึกษา โดยนำละแวกะดามทั้ง 4 สูตร ที่ผ่านขั้นตอนกระบวนการปั่นให้ละเอียด บด คลุกเคล้าให้ส่วนประกอบผสมกันได้ดี นำไปอบที่อุณหภูมิ 80-90องศาเซลเซียสให้แห้ง จะได้ตัวอย่างละแวกะดามเป็นผงแห้ง และวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆดังนี้ คุณค่าทางอาหาร ได้แก่ ปริมาณคาร์โบไฮเดรต (Crude carbohydrate) โปรตีน (Crudeprotein) ไขมัน (Crude fat) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) และแคลเซียม (Calcium) ลักษณะทางคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี ได้แก่ เยื่อใย (Crude Fiber) เถ้า (Ash) และความชื้น(Moisture) จากการศึกษาพบว่า ละแวกะดามทั้ง 4 สูตร มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต อยู่ระหว่าง16.18-31.48 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณโปรตีนอยู่ระหว่าง 0.27-0.48 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณไขมันอยู่ระหว่าง 0.45-1.79 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณฟอสฟอรัส อยู่ระหว่าง 0.06-0.11 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมปริมาณแคลเซียม อยู่ระหว่าง 56.63-172.80 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปริมาณเยื่อใยอยู่ระหว่าง0.55-1.06 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณเถ้า อยู่ระหว่าง 0.58-2.37 เปอร์เซ็นต์ และปริมาณความชื้นอยู่ระหว่าง 64.69-79.22 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบสูตรอาหารทั้ง 4 สูตร พบว่าสูตรอาหารปะเหิรกะดาม ให้คุณค่าทางอาหารสูงที่สุด เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ฟอสฟอรัสแคลเซียมและเยื่อใยสูง นอกจากนี้แล้วยังพบว่ามีปริมาณไขมันต่ำที่สุดอีกด้วย
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    ตัวชี้วัดความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่ง ในจังหวัดตรัง
    (2556) ณัฐทิตา โรจนประศาสน์; วิภาวรรณ ตินนัง; ประเสริฐ ทองหนูนุ้ย; Natthita Rojchanaprasart; Wipawan Tinnungwattana; Prasert Tongnunui; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง.
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาตัวชี้วัดความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชน ชายฝั่งในจังหวัดตรังทำการสุ่มตัวอย่างกลุ่มท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่งในจังหวัดตรังแบบ เฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 4 กลุ่ม โดยมีขั้นตอนในการพัฒนาตัวชี้วัดความยั่งยืน 4 ขั้น ตอน คือ ขั้นที่ 1 ทบทวนเอกสารและสังเคราะห์เอกสาร ขั้นที่ 2 พัฒนากรอบแนวคิด/ ตัวชี้วัด ขั้นที่ 3 ทดสอบกรอบแนวคิด/ตัวชี้วัดกับชุมชนชายฝั่ง 4 ชุมชน คือ 1) หยงสตาร์ ตำบลท่าข้าม อำเภอปะเหลียน 2) บ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา 3) เกาะลิบง ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง และ 4) เกาะมุกด์ ตำบล เกาะลิบง อำเภอกันตัง ขั้นที่ 4 ทบทวน/ปรับปรุงตัวชี้วัด ผลการศึกษาได้ตัวชี้วัดความยั่งยืนของการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศโดยชุมชนชายฝั่ง 16 ตัวชี้วัด ใน 4 มิติ (ได้แก่ บริบท ทุนของชุมชน กระบวนการ และ ผลผลิต/ผลลัพธ์) และใน 5 องค์ประกอบ (ได้แก่ ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการท่องเที่ยว ของชุมชนทุนทางสังคมของชุมชนการบริหารจัดการประสิทธิผลของการจัดการการท่องเที่ยวของ ชุมชน และผลกระทบของการจัดการการท่องเที่ยวของชุมชน) ข้อเสนอแนะมิติของตัวชี้วัดความยั่งยืน ตามประเพณีนิยมมี 3 มิติ ประกอบด้วย สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ในการพัฒนา ตัวชี้วัดความยั่งยืนของการท่องเที่ยวของชุมชนจะต้องปรับให้เหมาะสมกับชุมชนชายฝั่งได้แก่ มิติบริบท มิติทุนของชุมชน มิติกระบวนการ และมิติผลผลิต/ผลลัพธ์ อีกทั้งการพัฒนาตัวชี้วัดต้องเลือกวิธีการที่ เหมาะสม ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก เนื่องจากผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ แกนนำกลุ่มการท่องเที่ยวซึ่งชาวบ้าน ในพื้นที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันและการนำตัวชี้วัดนี้ไปใช้ในพื้นที่อื่นจำเป็นต้องปรับปรุงให้ เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่นั้น
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    เทคโนโลยีการบำบัดดินปนเปื้อนโลหะหนักด้วยวัสดุฟอสเฟต
    (2555) วรชาติ วิศวพิพัฒน์; Worachart Wisawapiapt; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . คณะเกษตร. ภาควิชาปฐพีวิทยา.
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    เทคโนโลยีสะอาดของการจัดการของเสียในฟารม์โคนม จังหวัดราชบุรี
    (2557-01) จารุวรรณ วงค์ทะเนตร; ลักขณา มุ่งวัฒนา; Jaruwan Wongthanate; Luxkhana Moongwattana; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพเทคโนโลยีสะอาดโดยการสัมภาษณ์และการรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์คุณภาพน้ำของการจัดการของเสียในฟาร์มโคนม ซึ่งเป็นฟาร์มโคนมขนาดกลาง (แบบผูกยืนโรง) จำนวน 1 ฟาร์ม และขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณของน้ำใช้ในการล้างทำความสะอาดคอก/โรงเรือน จากการตรวจวัดอัตราการไหลของน้ำและระยะเวลาการล้างทำความสะอาด ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในการเดินเครื่องสูบน้ำเพื่อการล้างทำความสะอาด ปริมาณน้ำเสียและคุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย (pH, BOD, TSS, TP และ TKN) รวมทั้งการจัดการมูลโค เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำใช้ในการล้างทำความสะอาดของคอก/โรงเรือนลดลงร้อยละ 11 และระยะเวลาการล้างทำความสะอาดลดลง 20-30 นาทีต่อครั้ง ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 23 และปริมาณน้ำเสียลดลงและคุณภาพน้ำทิ้งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ประเภทการเลี้ยงสุกรมาตรฐาน ข นอกจากนี้การจัดการมูลโคยังพบว่า การตากมูลโคให้แห้งบนลานตากแบบพื้นปูนใช้ระยะเวลาน้อยกว่าลานตากแบบพื้นดินประมาณ 2 - 3 วัน สามารถลดความชื้นและเก็บมูลโคแห้งบรรจุถุงเตรียมขายในราคากิโลกรัมละ 4 - 5 บาท In this research, the objective was to study an effective clean technology by interview and data collection of water quality analysis of waste management in dairy farm where was one middle size of dairy farm (Stall barn style) and registered to Department of livestock development, Amphoe Photharam, Rajchaburi province. Quantity data of water use for cleansing barn by checking the flow rate and clean up duration, electricity supply in operating pump for cleanup, wastewater volume and effluent quality from wastewater treatment (pH, BOD, TSS, TP and TKN) including cow’s manure management were collected in six months. The results showed that water quantity of barn’s cleanup was reduction of 11 percentages and clean up duration was also reduction of 20-30 min/time, hereby electricity supply was reduction of 23 percentages. Wastewater volume was decreased and effluent quality was in the effluent standard from point source pollution as standard B for pig farm. Furthermore, cow’s manure management was found that drying manure on cement floor was less spending time than it on soil ground about 2-3 days, reduction of moisture and packaging dried manures for sale in price of 4-5 baht/kg.
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างและไม่สร้างส้วมของประชาชนชนบทจังหวัดสุโขทัย: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างหมู่บ้านที่มีอัตราการสร้างส้วมสูง ปานกลาง และต่ำ
    (2536) ณรงค์ศักดิ์ หนูสอน; ลัดดาวัลย์ ทองนพ; นิรัตน์ อิมามี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์.
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • »

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use