Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์"
Now showing 1 - 9 of 9
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only กฎหมายกับการแพทย์ : อันตรายสาหัส(2527) ณรงค์ สิงห์ประเสริฐ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์Publication Open Access การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง Caffeine และ Dextromethorphan ที่ระดับความเข้มข้นสูงโดย Human Liver Microsomes(2556) ชรินทร สีด้วง; ชัยรัตน์ มานะเสถียรกิจ; ชัชวิน ระงับภัย; วรวีร์ ไวยวุฒิ; Charinthon Seeduang; Chairat Manasatienkij; Chachawin Rangabphai; Worawee Waiyawuth; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์; กระทรวงยุติธรรม. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์Dextromethorphan เป็นยาที่มีโครงสร้างเป็นอนุพันธ์ isomer แบบ dextro-rotatory ของยาแก้ปวดกลุ่ม opioid หลังการรับประทานยาในมนุษย์ ยา dextromethorphan จะเกิดปฏิกิริยา demethylation โดยเอนไซม์ cytochrom P450 ทาง CYP2D6 ไปเป็น dextrorphan ในปัจจุบันยา dextromethorphan นิยมนำมาใช้เป็นยารักษาอาการไอ เนื่องจากมีฤทธิ์ยับยั้งศูนย์การไอ medullary ในสมองส่วนกลาง โดยการใช้ยา dextromethorphan ในช่วงระดับการรักษา ไม่มีผลทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มมีความสุข ลดอาการเจ็บปวด หรือเกิดอาการพิษอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามมีการนำยา dextromethorphan มาใช้ในทางที่ผิดเพื่อหวังผลในการเคลิบเคลิ้มมีความสุข โดยพบว่า การใช้ยา dextromethorphan ที่ขนาดยามากกว่า 360 mg ร่วมกับยาเสพติดอื่น เช่น กระท่อม หรือยานอนหลับ ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มมีความสุขหรือช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ ซึ่งในประเทศไทยพบจำนวนผู้ใช้ยาในทางที่ผิดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบางส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต นอกจากนี้พบว่า นิยมใช้ยา dextromethorphan ร่วมกับ caffeine เนื่องจาก caffeine มีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และสามารถหาซื้อได้ง่าย เนื่องจากเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่มหลายชนิด โดยในการศึกษานี้จะทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยา dextromethorphan และ caffeine ในหลอดทดลอง โดยสกัด dextromethorphan และเมตาบอไลท์คือ dextrorphan โดยใช้หลักการ solid phased extraction และตรวจวัดปริมาณโดยเทคนิค gas chromatography และ mass spectrometer จากผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยา dextromethorphan และ caffeine ในหลอดทดลอง พบว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงยา dextromethorphan (0.1 - 5.0 ug/ml) ถูกยับยั้งอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.001) โดย caffeine (10 - 100 ug/ml) แต่ไม่มีผลกับเมตาบอไลท์คือ dextrorphan จึงสรุปได้ว่าพิษวิทยาของการใช้ยาร่วมกันระหว่าง dextromethorphan กับ caffeine ที่ระดับความเข้มข้นสูง อาจส่งผลให้ปริมาณยา dextromethorphan สามารถอยู่ในรูปที่ไม่เปลี่ยนแปลงในร่างกายมนุษย์ยาวนานขึ้นPublication Open Access การศึกษาระดับแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิของผู้ใหญ่ชายไทย(2556) สุภาวรรณ เศรษฐบรรจง; ปริมล เบ็ดเสร็จ; สุวิทย์ ลิมาวงษ์ปราณี; ปัทมา เอกโพธิ์; Supawon Srettabunjong; Parimol Betset; Suvit Limawongpanee; Pattama Ekpo; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกันวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิของผู้ใหญ่ชายไทยในการใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงของประเทศไทย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิกับอายุประชากร และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิกับปริมาณน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาในแต่ละครั้ง วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้ตัวอย่างน้ำอสุจิที่ได้รับบริจาคจากอาสาสมัครที่ลงนามในหนังสือให้ความยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัยที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล อาสาสมัครทุกรายเป็นเพศชาย สัญชาติไทย มีอายุ 20 - 60 ปี มีสุขภาพดี ไม่มีไข้ภายใน 5 วันก่อนและขณะเก็บตัวอย่าง และได้รับการร้องขอให้ปฏิบัติตามเกณฑ์คัดเข้าอย่างเคร่งครัด คือ งดเพศสัมพันธ์หรือการสำเร็จความใครด้วยตัวเองอย่างน้อย 5 วันก่อนเก็บตัวอย่าง ตัวอย่างน้ำอสุจิทั้งหมดถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียส ก่อนนำไปตรวจหาปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากด้วยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) ตามวิธีที่ผู้วิจัยได้รายงานไว้แล้ว ผลการศึกษา: ตัวอย่างน้ำอสุจิที่ใช้ในการศึกษาได้จากอาสาสมัครชายไทย จำนวน 17 คน อายุเฉลี่ย 32.9 gif.latex?\pm 10.2 ปี (22 - 55 ปี) ปริมาณน้ำอสุจิเฉลี่ย 2.5 gif.latex?\pm 0.6 มิลลิลิตร (1.5 - 3.5 มิลลิตร) จากการศึกษานี้พบว่าระดับแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิมีค่าอยู่ระหว่าง 503,636 - 519,090 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร โดยมีค่าเฉลี่ย 513,502 gif.latex?\pm 4,211 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร และพบว่าปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิมีความสัมพันธ์อย่างผกผันกับอายุของประชากร (r = -0.547, P < 0.01) สรุป: จากการศึกษานี้ผู้วิจัยได้รายงานปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิของผู้ใหญ่ชายไทย และพบว่าแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิมีปริมาณน้อยลงเมื่อประชากรตัวอย่างมีอายุมากขึ้นและมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อปริมาณน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาในแต่ละครั้งมากขึ้น อย่างไรก็ตามอาจมีความจำเป็นในการศึกษาเพิ่มเติมด้วยจำนวนตัวอย่างที่มากขึ้นเพื่อยืนยันผลการศึกษานี้Publication Open Access การเสียชีวิตกะทันหันในเด็ก : ประสบการณ์การชันสูตรศพ 10 ปี ที่โรงพยาบาลศิริราช (2544-2553)(2555) อังกูร แก่นจำปา; สุภาวรรณ เศรษฐบรรจง; Angkoon Kaenjumpa; Supawon Srettabunjong; โรงพยาบาลศรีสะเกษ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาถึงสาเหตุการตายรวมทั้งคุณลักษณะบางประการของเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ที่ผ่านการชันสูตรศพที่โรงพยาบาลศิริราชในช่วงระนะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันการเสียชีวิตบางลักษณะที่อาจป้องกันได้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในทางนิติเวชและในทางสถิติของประเทศ และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบายสาธารณสุขของประเทศ วัตถุและวิธีดำเนินการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลย้อนหลังจากรายงานของพนักงานสอบสวน รายงานทางการแพทย์ บันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรศพของแพทย์ และรายงานชันสูตรศพเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ที่เสียชีวิตกะทันหันและผ่านการชัยสูตรศพที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงระยะเวลา 10 ปี คือ ปี พ.ศ. 2544 - 2553 โดยเก็บบันทึกข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการศึกษา ได้แก่ อายุ เพศ และสาเหตุการตาย จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้วิธีทางสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย: จำนวนศพเด็กที่เสียชีวิตกะทันหันในช่วงระยะเวลา 10 ปี มีทั้งหมด 171 คน (ร้อยละ 0.9 ของจำนวนศพทั้งหมด) เพศชายจำนวน 97 คน (ร้อยละ 56.7) และเพศหญิงจำนวน 74 คน (ร้อยละ 43.3) พบมากที่สุดในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี สาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดคือ ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ ซึ่งพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี หากไม่รวมสาเหตุดังกล่าวแล้ว พบว่าหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มทารก (< 1 เดือน) ส่วนภาวะติดเชื้อเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กอ่อน (< 1 ปี) สรุป: แนวโน้มการเสียชีวิตกะทันหันในเด็กในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างคงที่ โดยเฉลี่ยปีละ 17 คน พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และพบบ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี สาเหตุการเสียชีวิตหลักจะแตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มอายุ ดังนั้นในการป้องกันการเสียชีวิตในเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรมุ่งให้ความสนใจในสาเหตุการเสียชีวิตหลักในเด็กแต่ละกลุ่มอายุเหล่านั้นด้วยPublication Open Access การเสียชีวิตจากการถูกหมูป่าทำร้าย: รายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย(2555) สุภาวรรณ เศรษฐบรรจง; บดินทร์ ผดุงสัตย์; Supawon Srettabunjong; Bodin Padungsat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์; โรงพยาบาลร้อยเอ็ดการถูกหมูป่าทำร้ายมีรายงานประปรายในต่างประเทศ ผู้ถูกทำร้ายบางรายได้รับบาดเจ็บ บางรายเสียชีวิต สำหรับการเสียชีวิตจากการถูกหมูป่าทำร้ายนั้นไม่ค่อยพบและยังไม่เคยมีการรายงานมาก่อนในประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ผู้นิพนธ์ได้ชันสูตรศพผู้เสียชีวิตชายรายหนึ่ง อายุ 38 ปี ได้รับบาดเจ็บจากการถูกหมูป่าทำร้าย โดยตรวจพบบาดแผลฉีกขาดขอบไม่เรียบยาว 10 ซม. ลึก 6 ซม. บริเวณขาขวาด้านในทำลายเนื้อเยื่อและหลอดเลือดบริเวณดังกล่าวเป็นเหตุให้เสียเลือดปริมาณมากจนเสียชีวิต ซึ่งทั้งตำแหน่งและจำนวนของบาดแผลไม่ได้เป็นแบบฉบับการทำร้ายที่พบได้ในหมูป่าและต่างจากรายงานที่ผ่านมาด้วย การระบุพฤติการณ์การเสียชีวิตรายนี้ขึ้นอยู่กับพยานบุคคลผู้เห็นเหตุการณ์ขณะที่ผู้เสียชีวิตถูกหมูป่าทำร้าย รายงานนี้เน้นให้เห็นถึงอันตรายจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตจากการทำร้ายของหมูป่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ที่หมูป่าตัวผู้จะดุร้ายมากPublication Open Access ความไวในการตรวจหาแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิด้วยวิธี ELISA(2555) ปริมล เบ็ดเสร็จ; สุภาวรรณ เศรษฐบรรจง; สุวิทย์ ลิมาวงษ์ปราณี; ปัทมา เอกโพธิ์; Parimol Betset; Supawon Srettabunjong; Suvit Limawongpanee; Pattama Ekpo; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาปรสิตวิทย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาวิทยาภูมิคุ้มกันวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาวิธี Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA) ในกาตรวจหาปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิและศึกษาความไวในการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยเชิงการทดลอง (experimental research) โดยใช้ตัวอย่างน้ำอสุจิรวมที่ได้รับการบริจาคจากอาสาสมัครชายไทยที่มีสุขภาพดี งดการมีเพศสัมพันธ์หรือสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองอย่างน้อย 5 วัน จำนวน 20 คน อายุ 23-55 ปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 ตัวอย่างน้ำอสุจิทั้งหมดถูกเก็บไว้ในอุณหภูมิ -80°ซ เพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์ต่อไป ในการศึกษานี้ใช้วิธีการตรวจหาปริมาณแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากด้วยวิธี ELISA ตามที่มีผู้รายงานไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วโดยดัดแปลงและปรับสภาวะบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมต่อการตรวจที่สุด เมื่อคำนึงถึงชนิดของสารละลาย อัตราการเจือจางและส่วนประกอบของสารละลายแต่ละชนิด และระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจ จากนั้นจึงทำการศึกษาความไวของการตรวจหาแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิ ผลการศึกษา: ผู้วิจัยได้รายงานวิธีการตรวจหาแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากที่ได้ดัดแปลงและปรับสภาวะให้เหมาะสมสำหรับการตรวจด้วยวิธี ELISA และพบว่าวิธี ELISA สามารถตรวจหาแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิที่เจือจาง 1:106 เท่า ที่ความเข้มขันเฉลี่ย 0.56 ± 0.03 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร สรุป: วิธี ELISA เป็นวิธีที่กรระทำได้ง่าย มีความไวและความจำเพาะสูงต่อการตรวจหาแอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในน้ำอสุจิ จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับการตรวจพิสูจน์น้ำอสุจิที่ใช้เป็นงานประจำในห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในกรณีที่มีตัวอย่างวัตถุพยานจำนวนมาก และสำหรับการตรวจวิเคราะห์แอนติเจนที่จำเพาะต่อต่อมลูกหมากในการศึกษาวิจัยต่อไปด้วยItem Metadata only คู่มือนิติเวชศาสตร์(2541) ระพี แม้นโกศล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์Item Metadata only คู่มือนิติเวชศาสตร์(2535) ระพี แม้นโกศล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์Item Metadata only คู่มือแพทย์เรื่องความยินยอมในทางการแพทย์ หลักเกี่ยวกับการทำนิติกรรม ข้อสรุปในการกีฬาและการแพทย์ที่จะทำให้เกิดความผิดฐานประมาทขึ้น หลักความผิดฐานประมาททางการแพทย์ของแพทย์ต่างประเทศ (หลัก 4D) ความรับผิดทางอาญาและการตีความ คำถามและคำตอบปัญหากฎหมายที่เกี่ยวกับการแพทย์และวิจารณ์ ข้อบังคับแพทย์สภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526(2527) ณรงค์ สิงห์ประเสริฐ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชานิติเวชศาสตร์
