Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์"
Now showing 1 - 5 of 5
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access การประเมินการใช้ยาที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุในคลินิกประเมินผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี(2564) เหมือนจันทร์ วรรณนาสิทธิโชค; จิตติมา บุญเกิด; ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี; กิตติยา เที่ยงจิตร์; Muanjan Wannasitthichok; Chitima Boongird; Thunyarat Anothaisintawee; Kittiya Theangjit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์บทนำ: การประเมินการใช้ยาในผู้สูงอายุเป็นวิธีการที่สำคัญในการป้องกันการหกล้ม คลินิกประเมินผู้สูงอายุให้บริการแบบองค์รวม การใช้ยาในผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลโดยเภสัชกร วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัญหาจากการใช้ยาที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีประวัติหกล้ม เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของคลินิกประเมินผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ประวัติการหกล้ม โรคประจำตัว และข้อมูลการประเมินการใช้ยา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์พหุตัวแปรที่สัมพันธ์กับการหกล้มซ้ำ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมีประวัติหกล้มทั้งหมด จำนวน 183 คน หกล้มซ้ำ จำนวน 97 คน ร้อยละ 77 ของผู้ป่วยมีโรคร่วม 5 โรคขึ้นไป เกินครึ่งมีภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้พบปัญหาจากการใช้ยาถึงร้อยละ 69.4 โดยประมาณ 4 ใน 5 ของผู้ป่วยรับประทานยา 5 ชนิดขึ้นไป และการใช้ยาเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มซ้ำ (OR [95% CI], 2.11 [1.03 - 4.33]) อย่างมีนัยสำคัญ (P < .05) สรุป: ผู้ป่วยที่มีประวัติหกล้มพบปัญหาทางยาสูงถึงร้อยละ 69.4 และมีโรคร่วมหลายโรครวมถึงโรคสมองเสื่อม การใช้ยาเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มซ้ำถึง 2 เท่า ดังนั้นการประเมินและแก้ไขปัญหาการใช้ยาในผู้สูงอายุที่มีประวัติการหกล้มเป็นเรื่องที่สำคัญมากItem Open Access การให้คำแนะนำเพื่อการเตรียมตัวก่อนตรวจ 75 กรัม OGTT อย่างมีประสิทธิภาพ(2564) รติ ตันติวุฒิ; Rati Tantiwut; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ในระยะหลังคลอดสตรีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานขณะ ตั้งครรภ์ ควรได้รับการนัดติดตามเพื่อคัดกรองโรคเบาหวานในช่วง 6 -12 สัปดาห์หลังคลอด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและการรักษาโดยเร็ว ช่วยลด ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยทำการทดสอบการทนต่อกลูโคสตามเกณฑ์ คนปกติ ด้วยวิธีการตรวจ 75 กรัม OGTT (Oral glucose tolerance test) การให้คำแนะนำเพื่อการเตรียมตัวก่อนตรวจ 75 กรัม OGTT อย่างมี ประสิทธิภาพ จะช่วยให้ผู้ป่วยเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจได้อย่างถูกต้อง ผลการตรวจมีประสิทธิภาพไม่เกิดความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้ได้รับการ วินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม โดยจัดทำข้อความประกอบ คำแนะนำลงบนกระดาษสำหรับพิมพ์ใบเจาะเลือด และจัดพิมพ์ข้อความลงใน ระบบการนัดหมายผ่านโปรแกรม Electronic Medical Record เพื่อให้ขึ้น ข้อความแจ้งเตือนในบัตรนัดและ Rama application ผลการดำเนินงาน ผู้ป่วยได้รับข้อมูลการเตรียมตัวก่อนตรวจ ครบถ้วน เตรียมตัวก่อนตรวจได้ถูกต้อง ได้รับการตรวจตามขั้นตอนและ ระยะเวลาที่กำหนดก่อนพบแพทย์ ลดจำนวนข้อร้องเรียนจากผู้ป่วยและสห สาขาวิชาชีพ และลดการใช้ทรัพยากรกระดาษลงได้ถึง 50%Publication Open Access ผลลัพธ์ในการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนของโรงพยาบาลรามาธิบดี(2560) วิบูลย์ สุริยจักรยุทธนา; ชัชชาญ คงพานิช; ปภาวี สุวรรณพันธ์; กลนิษฐ์ สายเสมา; Wiboon Suriyajakryuththana; Chutcharn Kongphanich; Paphavee Suwannaphan; Kolanit Saisema; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. กองรังสีกรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์บทนำ: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กำหนดนโยบายแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนให้แพทย์และทีมแพทย์ผู้ส่งตรวจทราบในปลายปี พ.ศ. 2557 โดยแจ้งทันทีที่เห็นความผิดปกติไม่เกิน 60 นาที และได้ติดตามกำกับดูแลนโยบายนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อหาอัตราการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ติดตามการรักษาผู้ป่วย และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิก วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาผู้ป่วยที่มีผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติในปี พ.ศ. 2558 เพื่อหาอัตราการแจ้งผลทางรังสีวินิจฉัยจากระบบรายงานการแปลผลภาพทางรังสีวิทยา (Envision) ติดตามการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการแจ้งผล และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิกจากระบบ Envision ICD9 และ ICD10 จากหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 419 ราย เป็นหญิง 194 ราย (46.3%) และชาย 225 ราย (53.7%) อายุเฉลี่ย 55.45 ปี (ระหว่าง 0 - 93 ปี) มีการแจ้งผลภายในเวลา 60 นาที คิดเป็นร้อยละ 70.17 ผู้ป่วยร้อยละ 40 ได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายร้อยละ 23.15% ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องอย่างมากกับทางคลินิกคิดเป็นร้อยละ 90.76 สรุป: การแจ้งผลทำได้ร้อยละ 70.17 น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (80%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเกิดจากหลายปัจจัย ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องกับทางคลินิกสูงItem Open Access ผู้ป่วยล้างไต ใช้ยาปลอดภัย พกพาใบสรุปรายการยา(2564) สุทธิรัตน์ อินม่วงหิรัญโชติ; ชลวสา วทนะศิลป์; น้ำผึ้ง เอกเลิศวรชัย; พรชนก สายเชื้อ; นัทธมน เดชประภัสสร; วันทนี อภิชนาพงศ์; ธัญรัตน์ เกษสถิตย์; Sutthirat Inmuanghiranchot; Cholwasa Watanasilp; Phornchanok Saicheua; Nathamon Dejprapasorn; Wantanee Apichanapong; Thanyarat Ketsathit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมส่วนมาก เป็นผู้ป่วยสูงอายุ ต้องได้รับยาหลายขนานเพื่อแก้ไขปัญหาแทรกซ้อนต่างๆ จึง มีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาได้สูง จากการเก็บข้อมูลการทำการประสาน รายการยาตลอดปี 2559 จำนวน 258 ครั้ง เกิดความแตกต่างของรายการยา โดยที่แพทย์ไม่ตั้งใจ 14.72% ทางเภสัชกรจึงจัดทำแบบฟอร์มทบทวนรายการ ยา ทำใบ pharmacist’s intervention ใส่แฟ้มที่ห้อง SDHD และทำใบสรุป รายการยาประจำตัวให้ผู้ป่วยแต่ละรายใช้ยื่นเมื่อไปพบแพทย์แต่ละหน่วย เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการส่งต่อข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วย ซึ่งพบว่าในแต่ ละปี เกิดความแตกต่างของรายการยาโดยที่แพทย์ไม่ตั้งใจลดลงอย่างต่อเนื่อง 10.10% 5.96% 4.06% และ 1.23% โดยการเกิดการไม่สั่งยาเดิมที่เกี่ยวข้อง กับโรคประจำตัวผู้ป่วย การได้รับยาซ้ำซ้อน การได้รับยาผิดจากขนาดที่เคยใช้ การได้รับยาผิดไปจากที่เคยได้รับโดยเป็นยาในกลุ่มเดียวกัน น้อยกว่าหรือ เท่ากับ 1%Item Open Access พัฒนารูปแบบจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพา (Trans-telephonic)(2564) ชัยวัฒน์ วันช่วย; จารุวรรณ ตันเต็ง; โสภิตา อารีรอบ; Chaiwat Wanchuay; Charuwan Tanteng; Sopita Areerob; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์การพัฒนารูปแบบจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยที่ใช้เครื่องติดตาม คลื่นไฟฟ้าหัวใจชนิดพกพามีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาการ ทำงานในการลงบันทึกข้อมูลสำหรับการให้บริการ ลดความผิดพลาดในการ บันทึกและการจัดการข้อมูล ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่มีความสะดวกในการ ปฏิบัติงาน จากปัญหาการจัดการข้อมูลในศูนย์ติดตามคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า มีข้อมูลสำคัญที่ต้องบันทึกทั้งสิ้น 5 ไฟล์ต่อการ ให้บริการ 1 ครั้ง เจ้าหน้าที่ใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 10 นาที พบ ความล่าช้าในการจัดการผู้ป่วยประมาณ 5-6 ครั้ง/เดือน จึงพัฒนาวิธีการ ทำงานใหม่โดยใช้โปรแกรม Excel โดยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลที่บันทึก รวมไฟล์ข้อมูลเป็น 1 ไฟล์ ใช้เทคโนโลยีนำทางในการบันทึกเป็นขั้นตอน เพิ่ม ฟังก์ชันการค้นหาวันนัดคืนเครื่องมือ สามารถค้นหาได้รวดเร็ว ลดระยะเวลา การทำงาน ภายหลังการปรับปรุง/พัฒนา พบว่า ระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ใช้ใน การลงบันทึกข้อมูลสถิติและจัดการข้อมูลผู้ป่วย น้อยกว่า 5 นาที ไม่พบ อุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูล เจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจต่อ รูปแบบการจัดการข้อมูลผู้ป่วยระดับมากถึงมากที่สุด มากกว่าร้อยละ 90
