Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์"
Now showing 1 - 4 of 4
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access การประเมินการใช้ยาที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้ป่วยสูงอายุในคลินิกประเมินผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี(2564) เหมือนจันทร์ วรรณนาสิทธิโชค; จิตติมา บุญเกิด; ธัญญรัตน์ อโนทัยสินทวี; กิตติยา เที่ยงจิตร์; Muanjan Wannasitthichok; Chitima Boongird; Thunyarat Anothaisintawee; Kittiya Theangjit; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์บทนำ: การประเมินการใช้ยาในผู้สูงอายุเป็นวิธีการที่สำคัญในการป้องกันการหกล้ม คลินิกประเมินผู้สูงอายุให้บริการแบบองค์รวม การใช้ยาในผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลโดยเภสัชกร วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัญหาจากการใช้ยาที่สัมพันธ์กับการหกล้มของผู้สูงอายุ วิธีการศึกษา: การศึกษาแบบภาคตัดขวางในผู้ป่วยที่มีประวัติหกล้ม เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของคลินิกประเมินผู้สูงอายุ โรงพยาบาลรามาธิบดี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2563 ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ประวัติการหกล้ม โรคประจำตัว และข้อมูลการประเมินการใช้ยา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์พหุตัวแปรที่สัมพันธ์กับการหกล้มซ้ำ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมีประวัติหกล้มทั้งหมด จำนวน 183 คน หกล้มซ้ำ จำนวน 97 คน ร้อยละ 77 ของผู้ป่วยมีโรคร่วม 5 โรคขึ้นไป เกินครึ่งมีภาวะสมองเสื่อม นอกจากนี้พบปัญหาจากการใช้ยาถึงร้อยละ 69.4 โดยประมาณ 4 ใน 5 ของผู้ป่วยรับประทานยา 5 ชนิดขึ้นไป และการใช้ยาเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มซ้ำ (OR [95% CI], 2.11 [1.03 - 4.33]) อย่างมีนัยสำคัญ (P < .05) สรุป: ผู้ป่วยที่มีประวัติหกล้มพบปัญหาทางยาสูงถึงร้อยละ 69.4 และมีโรคร่วมหลายโรครวมถึงโรคสมองเสื่อม การใช้ยาเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มซ้ำถึง 2 เท่า ดังนั้นการประเมินและแก้ไขปัญหาการใช้ยาในผู้สูงอายุที่มีประวัติการหกล้มเป็นเรื่องที่สำคัญมากPublication Open Access การเรียนรู้แบบทีมในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต(2561) สุธิดา สัมฤทธิ์; Sutida Sumrithe; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์กระบวนการเรียนรู้ในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตควรมีกระบวนการทบทวนและพัฒนา เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมายในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของระบบบริการสุขภาพที่ซับซ้อน แพทย์จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถทั้งด้านการแพทย์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีมร่วมกับสหสาขาวิชาชีพ ปัจจุบันการเรียนแบบใช้ทีมเป็นฐาน (Team-based learning, TBL) เป็นวิธีการสอนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงเรียนแพทย์ เนื่องจากมีผลดีต่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการทำงานเป็นทีม จากกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการมอบหมายให้ผู้เรียนศึกษาบทเรียนก่อนเข้าชั้นเรียน ผู้สอนสามารถใช้เวลาในห้องเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในระดับที่สูงกว่าการสอนแบบบรรยาย ทั้งนี้ การเรียนแบบใช้ทีมเป็นฐานจะเกิดประสิทธิภาพนั้น สถาบันผลิตแพทย์ควรมีการวางแผนการบริหารจัดการ การพัฒนาอาจารย์ และพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการเรียนแบบใช้ทีมเป็นฐานPublication Open Access คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี โรงพยาบาลรามาธิบดี(2564) ธนัชพร กาฝากส้ม; ณิชาภา เดชาปภาพิทักษ์; ธนิษฐา สรวงท่าไม้; พิณทิพย์ งามจรรยาภรณ์; ธเนศ ปิติธรรมภรณ์; นพรัตน์ ฤชากร; Thanuchporn Kafaksom; Nichapha Dechapaphapitak; Thanitta Suangtamai; Pintip Ngamjanyaporn; Dhanesh Pitidhammabhorn; Nopparat Ruchakorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาอายุรศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์บทนำ: โรคเอสแอลอี (Systemic lupus erythematosus, SLE) เกิดจากภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง เป็นโรคเรื้อรัง มีอาการในหลายอวัยวะ อีกทั้งอาจเกิดผลข้างเคียงจากยากดภูมิคุ้มกันหลายชนิด ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลรามาธิบดี วิธีการศึกษา: การศึกษาเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตกับผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ที่เข้ารับบริการทุกราย ในช่วงเวลาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 510 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 96.7) ค่าเฉลี่ยอายุเท่ากับ 40.9 ปี (SD, 13.0) ค่าเฉลี่ยระยะเวลาของการเป็นโรคเท่ากับ 10.5 ปี (SD, 8.2) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป (ร้อยละ 54.1) สิทธิการรักษาที่ใช้มากที่สุดคือ สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ร้อยละ 33.5) โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่มีข้อจำกัดในการตั้งครรภ์แต่ผู้ป่วยในกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนบุตร 3 คน มากถึงร้อยละ 7.2 และมีภาวะแท้งในขณะตั้งครรภ์ต่ำเพียงร้อยละ 17.0 นอกจากนี้ยังพบว่าคุณภาพชีวิตทั่วไป (SF-36) อยู่ในเกณฑ์ดี และคุณภาพชีวิตเฉพาะโรคเอสแอลอี (SLEQoL) อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตพบว่า ผู้ป่วยที่มีอายุมาก และเป็นโรคมานานจะมีคุณภาพชีวิตด้านความสามารถในการทำหน้าที่ของร่ายกายและสุขภาพโดยรวมแย่กว่าผู้ที่มีอายุน้อย และผู้ที่มีระยะเวลาของการเป็นโรคเอสแอลอีไม่นาน สรุป: ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีที่มารับบริการที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มีคุณภาพชีวิตค่อนข้างดี และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตคือ อายุและระยะเวลาการเป็นโรคItem Open Access แนวทางการจัดเตรียม learning commons ในโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย(2559) สมรักษ์ สหพงศ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์
