Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว"
Now showing 1 - 20 of 61
- Results Per Page
- Sort Options
Item Open Access 8 ปี ก้าวย่างอย่างยั่งยืน 2553-2561 สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล(2562) มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only Floortime and learn : ส่งเสริมทักษะชีวิตเด็กพิเศษ ด้วยการเล่น(2551) แก้วตา นพมณีจำรัสเลิศ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only Help Me Help Your Friend (Attention Family Board Game)กมลพจน์ เริ่มคิดการณ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only การจัดการความรู้สู่องค์กรแห่งความสุข : แนวคิดและบทเรียนจากกรณีศึกษา(2555) ประภาพรรณ อุ่นอบ; พรธิดา วิเศษศิลปานนท์; อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวPublication Open Access การใช้กิจกรรมศิลปะเพื่อส่งเสริมการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษา จังหวัดปัตตานี(2553-11) บัญญัติ ยงย่วน; ชัยวัฒน์ ผดุงพงษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. คณะศึกษาศาสตร์การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กิจกรรมศิลปะในบริบทที่องค์ประกอบของห้องเรียน ต่างกันที่ส่งผลต่อการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดปัตตานี กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนในเขตอำเภอเมืองปัตตานี ประจำปีการศึกษา 2549 จำนวน 114 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ประกอบด้วยห้อ งเรียน จำนวน 4 ห้อง ดังนี้ 1) ห้องเรียน ไทยพุทธ-ไทยมุสลิมที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม 2) ห้องเรียนไทยพุทธ-ไทยมุสลิมที่เข้าร่วมกิจกรรม ศิลปะแบบปกติ 3) ห้องเรียนไทยมุสลิมล้วนที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม 4) ห้องเรียนไทยมุสลิมล้วน ที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบปกติ แบบแผนการทดลอง คือ แบบพหุเหตุปัจจัย แบบมีกลุ่มควบคุม มีการทดสอบก่อน และหลังการทดลองที่มีตัวแปรอิสระ 2 ตัว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม 2) แผนการจัดกิจกรรมศิลปะแบบปกติ และ 3) แบบวัดการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนแบบสองทาง ผลการวิจัย พบว่า มีกิริยาร่วมระหว่างกิจกรรมศิลปะและองค์ประกอบของห้องเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ดังนี้ 1) นักเรียนห้องเรียนไทยมุสลิมล้วนที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรม ยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมสูงกว่านักเรียนจากห้องเรียนไทยมุสลิมล้วนที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบปกติ 2) นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมจากห้องเรียนไทยมุสลิมล้วนยอมรับความหลากหลาย วัฒนธรรมสูงกว่านักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมศิลปะแบบพหุวัฒนธรรมจากห้องเรียนไทยพุทธ-ไทยมุสลิมItem Metadata only การปรับกระบวนทัศน์และร่วมปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างสร้างสรรค์ : วินัยเชิงบวก(2551) ดลพัฒน์ ยศธร; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวPublication Open Access การพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทย อายุแรกเกิด- 48 เดือน(2563) ฒามรา สุมาลย์โรจน์; ประพา หมายสุข; แก้วตา นพมณีจารัสเลิศ; ธนยศ สุมาลย์โรจน์; Tamara Sumalrot; Prapa Maisook; Kaewta Nopmaneejumruslers; Thanayot Sumalrot; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Cross-Sectional Descriptive Studies) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทยอายุแรกเกิด -48 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติในการวัด โดยพัฒนาตามกรอบแนวคิดของพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม (Functional Emotional Development) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคาถามและการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น ข้อคำถามที่ร่างขึ้นผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน พบว่าค่า IOC ส่วนใหญ่มีค่า ≥ 0.5 แล้วตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายใน พบว่าในช่วงอายุ 6-9 เดือน มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำการปรับข้อคาถามเพิ่มเติม ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณสมบัติในการวัดของแบบคัดกรองฯ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองของเด็กปกติจำนวน 223 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในมีค่า Cronbach’s alpha อยู่ระหว่าง 0.604-0.904 และความสัมพันธ์ของคะแนนรายข้อคำถามกับคะแนนรวม (CITC) ส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 0.2 ขึ้นไป และความเที่ยงตรงเชิงจำแนกระหว่างคะแนนที่ได้จากกลุ่มเด็กพัฒนาการปกติกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคม จานวน 28 คน พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Z = -4.483, p-value < .001) และค่าคะแนนเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากแบบวัดแบ่งตามช่วงอายุ 0-5, 6-9, 10-18, 19-30 และ 31-48 เดือน มีค่าเท่ากับ 20.11(3.09), 48.96(5.96), 84.88(9.90), 103.32(16.61) และ 139.81(18.28) ตามลำดับ ผลสรุป แบบคัดกรองที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติในการวัดที่เหมาะสม มีความเชื่อมั่นดี สามารถใช้ในการแยกแยะเด็กที่มีพัฒนาการปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคมได้ โดยผู้ใช้ควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการอารมณ์สังคมร่วมด้วยPublication Open Access การพัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว(2562) วรรณอนงค์ พิพัฒนอารยกุล; สุเมต ชื่นชู; Wannaanong Pipatthanaarayakul; Sumate Chuenchoo; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. พัฒนาระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าว ประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และ 2. เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจ ของ ระบบบริหารจัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้หลักการของวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Cycle: SDLC) พัฒนาด้วยระบบ MUSIS (Mahidol University Share Information Service System) ซึ่งพัฒนามาจากระบบ Microsoft SharePoint มีกลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานภายในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและ ครอบครัว จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาระบบบริหาร จัดการเอกสารสำนักงานอัตโนมัติ ด้านข่าวประกาศ ข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ในภาพรวมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.11) โดยเมื่อ พิจารณาประสิทธิภาพในแต่ละระบบโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยในระดับมากไปหาน้อย พบว่า ระบบข้อมูลบุคลากร มี ประสิทธิภาพอยู่ในระดับสูงที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17) รองลงมา คือ แบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ และระบบข่าว ประกาศ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และ 4.07) นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังมีความพึงพอใจต่อระบบ ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.09) โดยเมื่อพิจารณาความพึงพอใจในแต่ละระบบโดยเรียงจากค่าเฉลี่ยในระดับมาก ไปหาน้อย พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในระบบข่าวประกาศมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13) รองลงมา คือ ระบบข้อมูลบุคลากร และแบบฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.10 และ 4.03)Publication Open Access การพัฒนารูปแบบรายงานและติดตามผลการดำเนินงาน (PA) ออนไลน์(2561) อารี อยู่ภู่; วรพจน์ สำราญทรัพย ์; สิริวรรณ ดิษทรัพย์; Aree Yupu; Worapoj Samransap; Siriwan Ditsup; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัววัตถุประสงค์ของงานวิจัยครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับการรายงานและติดตามผลการดำเนินงานโครงการ (PA) ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกันได้พร้อมกันบนคลาวด์คอมพิวติ้ง [5] เพื่อลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน สะดวกในการเข้าถึงสามารถติดตามความคืบหน้าและตรวจสอบประวัติการกรอก ข้อมูลได้โดยใช้กูเกิ้ลแอปผ่านแอกเคาน์ของมหาวิทยาลัย (Mahidol.edu) วิธีการพัฒนาระบบใช้หลักการของวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ (SDLC) มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้คือ 1.ศึกษาระบบงานเดิม 2.วิเคราะห์ ระบบงานเดิม 3.ออกแบบระบบงานใหม่ 4.ทดสอบการใช้งาน 5.ปรับปรุงและประเมินประสิทธิภาพของระบบ ผลการวิจัยพบว่าระบบที่พัฒนาขึ้นช่วยให้การรายงานผลการดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่กรอกข้อมูล รายงานผลการดำเนินงาน หัวหน้าโครงการมีความพึงพอใจในประสิทธิภาพของระบบในระดับ “ดี” (X ̅ =4.18 , SD = 0.60)Item Metadata only การพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยเชิงปฏิบัติการในงานสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร(2556) พรธิดา วิเศษศิลปานนท์; อุทัยทิพย์ เจี่ยวิวรรธน์กุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวPublication Open Access การรับรู้ความสามารถของตนเอง และรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 ที่มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่ำและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปกติ(2561) ชนารัตน์ วรรณประเสริฐ; สุพร อภินันทเวช; พัชรินทร์ เสรี; Chanarat Wannaprasert; Suporn Apinuntavech; Patcharin Seree; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวการรับรู้ความสามารถของตนเองและรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูมีความสำคัญต่อการเรียนของนักเรียน งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยดังกล่าว ในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 274 คน จากการสุ่มแบบ แบ่งชั้น และสุ่มอย่างง่ายในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ สุขภาพจิตโรงเรียน จำนวน 3 แห่ง ได้นักเรียน 2 กลุม่ ทีม่ ผี ลการเรยี นปกติ และผลการเรียนต่ำโดยใช้ แบบสำรวจการรับรู้ความสามารถของตนเองด้าน การเรียนและแบบสำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และ Independent Sample T-test ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความสามารถของ ตนเองด้านการเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง มีความสัมพันธ์ ทางลบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู อีก 3 รูปแบบไม่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน การรับรู้ความสามารถของตนเองด้าน การเรียนและรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ของทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 ดังนั้นผู้ที่มีส่วนดูแลเด็กสามารถนำผล การวิจัยไปจัดกิจกรรมในการเพิ่มการรับรู้ความสามารถ ของตนเองนำไปสู่การเรียนรู้ที่ดีและมีประสิทธิภาพ ของเด็กต่อไปPublication Open Access การศึกษาโปรแกรมการพัฒนาทักษะการสร้างแบบประเมิน ผลความพึงพอใจของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล(2561) กนกพร ดอนเจดีย์; สาลินี จันทร์เจริญ; พรรณนิภา หริมเทพาธิป; Khanokporn Donjdee; Salinee Chancharoen; Punnipa Harimtepathip; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวการศึกษาโปรแกรมการพัฒนาทักษะการสร้างแบบประเมินผลความพึงพอใจของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้โปรแกรมการพัฒนาทักษะการสร้างแบบประเมินผลความพึงพอใจ ของบุคลากรสายสนับสนุน ในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรสายสนับสนุนที่ปฏิบัติงานภายในสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว จำนวน 15 คน ซึ่งโปรแกรมการพัฒนาทักษะการสร้างแบบประเมินผลความพึงพอใจ เป็นโปรแกรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นเอง โดยโปรแกรมดังกล่าวจะประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2)กิจกรรมแบบประเมิน สร้างได้ไม่ยาก และ 3) กิจกรรมการวิเคราะห์และแปลผลแบบประเมินความพึงพอใจด้วยการใช้โปรแกรมทางสถิติ ใช้เวลาในการดำเนินโปรแกรมทั้งสิ้น 6 ชั่วโมง 30 นาที เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะการสร้างแบบประเมินก่อนและหลังเข้ารับโปรแกรมฝึกอบรม และแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย และ The wilcoxon matched pairssigned-ranks test ผลการวิจัย พบว่า หลังจากกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมโปรแกรมการพัฒนาทักษะการสร้างแบบประเมินผลความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับทักษะการสร้างแบบประเมินผลความพึงพอใจก่อนและหลัง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)Item Metadata only การส่งเสริมพัฒนาการเด็กในบริบทของความหลากหลายวัฒนธรรม(2551) บัญญัติ ยงย่วน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวPublication Open Access การสำรวจการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของครูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย(2553-09) บัญญัติ ยงย่วน; จิระพันธ์ เดมะ; อินทิรา หิรัญสาย; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. คณะศึกษาศาสตร์; สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 1การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของครูในสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ เพื่อเปรียบเทียบการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของครู ตามตัวแปร เพศ ศาสนา ระดับ การศึกษา สังกัดของโรงเรียน และภูมิลำเนา และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจในวัฒนธรรมกับการ ยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมของครู กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ในสามจังหวัด ชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จำนวน 792 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสำรวจ การยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรม และแบบวัดความเข้าใจในวัฒนธรรม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าที การทดสอบค่าเอฟ และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ครูไทยมุสลิมยอมรับ ความหลากหลายวัฒนธรรมด้านชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ขนบประเพณี วิถีชีวิต และรวมทุกด้าน อยู่ในระดับ ค่อนข้างสูง ขณะที่ครูไทยพุทธยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมด้านชาติพันธุ์ ศาสนา ขนบประเพณี วิถีชีวิต และรวมทุกด้าน อยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่การยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมด้านภาษา อยู่ในระดับ ปานกลาง ครูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความแตกต่างกันด้านเพศ ศาสนา ระดับการศึกษา สังกัดของ โรงเรียน และภูมิลำเนา มีการยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า ความเข้าใจในวัฒนธรรมของครู ด้านชาติพันธุ์ ด้านภาษา ด้านขนบประเพณี ด้านวิถีชีวิต และความเข้าใจใน วัฒนธรรมโดยรวม มีความสัมพันธ์กับ การยอมรับความหลากหลายวัฒนธรรมในทิศทางบวกPublication Open Access การสำรวจความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว(2559) สายสุนีย์ เบ็ญจโภคี; Saisunee Benjapokee; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวการสำรวจความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวมี วัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากร 2. ศึกษาปัจจัยด้านประสบการณ์ในการทำงาน ของบุคลากร 3. ศึกษาเปรียบเทียบความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและ ครอบครัว ที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกัน และ 4. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อองค์การกับปัจจัยด้าน ประสบการณ์ในการทำงานของบุคลากรสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงสำรวจ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 คน การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างทำโดยใช้สูตรของยามาเน่ (Yamane) ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน 5 % สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ส่วนที่ 1 สถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความถี่ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลแบบ อ้างอิงชั้นสูง ได้แก่ การทดสอบที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-Way ANOVA) และ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) โดยกา หนดระดับนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ระดับความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก ระดับ ความคิดเห็นของบุคลากรต่อปัจจัยด้านประสบการณ์ในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนการเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรกับความผูกพันต่อองค์การ พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้าน สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อายุงาน ประเภทของบุคลากร ระดับเงินเดือน ตำแหน่งบริหาร และสังกัดงาน ที่ แตกต่างกันจะมีความผูกพันต่อองค์การแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และจากการศึกษาความ สัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อองค์การกับปัจจัยด้านประสบการณ์ในการทำงานทุกด้าน พบว่ามีความสัมพันธ์เชิง เส้นในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)Item Metadata only กิจกรรมปลูกเพาะทักษะนิสัยแห่งปัญญา (Mega Skills) ในการพัฒนาเด็กไทย(2551) สายฤดี วรกิจโภคาทร; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการ(2551-05-24) อรพินท์ เลิศอวัสดาตระกูล; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only ความสัมพันธ์ในครอบครัว(2554) สาวิตรี ทยานศิลป์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only ความสำคัญของการมองตนเองกับพฤติกรรมเสี่ยง(2551-05-24) สร้อยบุญ ทรายทอง; สายฤดี วรกิจโภคาทร; สาวิตรี ทยานศิลป์; สิริวัลย์ เรืองสุรัตน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวItem Metadata only คุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัย(2559) สุริยเดว ทรีปาตี; วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
