Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 17 of 17
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การบำรุงสุขภาพด้วยแพทย์ด้วยแพทย์ทางเลือก
    (2556) อัมพร กรอบทอง; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การประเมินผลการดูแลผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดในศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    (2557) สมชาย ดุษฎีเวทกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินผลการรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล วิธีการดำเนินงานวิจัย: เป็นการศึกษาเชิงพรรณาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือมีประวัติเคยเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบตันที่เข้ารับการรักษาที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 323 ราย ตั้งแต่ 24 พ.ค. 2555 ถึง 30 พ.ค. 2556 โดยประเมินผลการรักษาโรคเรื้อรังหรือปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วย ผลการวิจัย:ผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 323 ราย โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน แต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป (Primary prevention) จำนวน 265 ราย(82%) และเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบตันแล้ว (Secondary prevention) จำนวน 58 ราย(18%) อายุเฉลี่ย 68.8 + 9.5 ปี พบว่าการควบคุมน้าหนักให้ได้เกณฑ์มาตรฐาน หรือไม่มีภาวะอ้วนลงพุงในเพศหญิง (รอบเอว < 80 cm) เท่ากับ 12.7% เพศชาย (รอบเอว < 90 cm) เท่ากับ 41.9%, ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้รับการควบคุมความดันโลหิตได้ดี (< 140/90 mmHg) เท่ากับ 64.8%, ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลสะสมได้ดี (HbA1c < 7%) เท่ากับ 44.2% ผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงซึ่งในงานวิจัยนี้ต้องเป็นผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ดังนั้นเป้าหมายการควบคุมไขมันให้ดีคือ LDL < 100 mg/dl เท่ากับ 52.2%, ผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบหรือตันแล้ว ควบคุมไขมันได้ดี ( LDL<70 mg/dl) เท่ากับ 15.8%พบภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอหรือ Atrial fibrillation 6.6% ผู้ป่วยเกือบทุกรายได้รับยาป้องกันการเกิดการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (95.2%) โดยได้รับ Aspirin 57.1%, Warfarin 38.1% ข้อสรุป: จากการศึกษานี้พบว่ามีประเด็นที่จะต้องไปพัฒนาการรักษาผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดดังต่อไปนี้ ปัญหาอ้วนลงพุง หรือโรคอ้วนโดยเฉพาะผู้ป่วยหญิงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังควบคุมได้ไม่ดี, การลดไขมันในผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบ (Secondary prevention), เพิ่มการใช้ยา Warfarin เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอหรือ Atrial fibrillation
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การพัฒนาระบบการสื่อสารภายในฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    (2558) เปมิกา เตียววิจิตรสกุล; พัชรินทร์ ดำรงพิพัฒน์กุล; ธนุส อ่อนปุก; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการจากการใช้งานการสื่อสารภายในฝ่ ายเวชศาสตร์ฟื้นฟูระบบเดิม เพื่อพัฒนาระบบการสื่อสารภายในฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟูและประเมินความพึงพอใจหลังการพัฒนาระบบการสื่อสารแบบใหม่เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก กระดาษและปากกาสําหรับจดบันทึกระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์และแบบประเมินความพึง พอใจพัฒนามาจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีวิธีการดําเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือระยะที่ ๑ ศึกษาปัญหาและความต้องการจากการสื่อสารภายในฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่ม พบปัญหาคือกลุ่มตัวอย่างทราบข้อมูลเอกสารล่าช้าไม่มีเวลาอ่านบอร์ดประกาศเอกสารสูญหายและสิ้นเปลืองทรัพยากร จึงได้นําปัญหาดังกล่าวมาพัฒนาระบบการสื่อสารใหม่ระยะที่ ๒ และประเมินความพึงพอใจด้วยการนําระบบจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้และทําการประเมินความพึงพอใจ ซึ่งพบว่ากลุ่มประชากรมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับ มาก – มากที่สุด เว้นประเด็นการส่งจดหมายผิดพลาดเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องต่อผู้รับมีความพึงพอใจในระดับปานกลาง และจากข้อคําถามปลายเปิดพบว่าระบบการสื่อสารใหม่ภายในฝ่ายเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยใช้จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์นี้เป็นระบบที่ดี เนื่องจากปัจจุบันบุคลากรส่วนใหญ่มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยสามารถเปิดดูข้อมูลและจัดเก็บได้เอกสารไม่สูญหาย รวมทั้งยังเป็นการประหยัดทรัพยากรอีกด้วย
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การแพทย์ผสมผสานเพื่อเลิกบุหรี่ งานประจำสู่การวิจัยและวิจัยเพื่อพัฒนางานประจำ
    (2557) อัมพร กรอบทอง; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การรักษาทางทันตกรรมในเด็กเล็กวัยทารกและวัยเตาะแตะ
    (2558) มาลี อรุณากูร; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การวัดความหนาของบ่าผู้ป่วยโดยใช้ภาพเอกซเรย์ปอด
    (2557) อำพลพรต วงค์เปี่ยม; อิษฏ์ สุบินมงคล; สมลักษณ์ จำรูญสาย; สรารัสมิ์ อินทรักษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าความหนาของบ่าผู้ป่วยจากการใช้ภาพเอกซเรย์ปอดที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยได้ใช้ภาพเอกซเรย์ปอดของผู้ป่วยที่ถ่ายไว้แล้วในช่วงระยะเวลาสามเดือนซึ่งมี 709 ภาพมาทาการวิเคราะห์ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยที่อาจสืบทราบมาถึงตัวผู้ป่วยได้ การวัดความหนาของบ่าผู้ป่วยทาโดยใช้ฟังก์ชั่น Ruler ของโปรแกรม Synapse โดยเริ่มวัดจากจุดรอยต่อของคอกับบ่า จนถึงจุดสูงสุดของปอด มีการบันทึกข้อมูลความหนา ที่วัดได้ รวมถึง อายุ และเพศของผู้ป่วยด้วย การวิเคราะห์ผล จะจาแนกข้อมูลที่ได้เป็นกลุ่มๆ ตามเพศและช่วงอายุ โดย แยกเพศ ชาย และ หญิง และใช้ช่วงอายุ 18 ถึง 30 ปี 31 ถึง 40 ปี 40 ถึง 50 ปี และ 50ถึง 60 ปี ค่าความหนาที่ได้ ในแต่ละเพศ และแต่ละช่วงอายุ จะนามาหาค่าเฉลี่ยในแต่ละกลุ่ม จากการศึกษาพบว่าสามารถลดระดับขอบบนของตัวรับภาพต่ากว่าขอบบนของเงาบ่าที่ปรากฏบนตัวรับภาพได้ประมาณ 3.96 เซนติเมตร โดยภาพที่ได้จะครอบคลุมบริเวณปอดทั้งหมด สามารถแก้ปัญหาการถ่ายภาพเอกซเรย์ไม่ครอบคลุมส่วนใดส่วนหนึ่งของปอด ซึ่งเป็นสาเหตุสาคัญของการถ่ายภาพเอกซเรย์ซ้า และยังเป็นการลดปัญหาผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีมากเกินความจาเป็น นอกยังนี้ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพการให้บริการถ่ายภาพเอกซเรย์เนื่องจากประหยัดเวลาและทรัพยากรที่ใช้อีกด้วย
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การวิเคราะห์หาจุดกึ่งกลางของภาพเอกซเรย์ช่องท้อง KUB
    (2558) อิษฏ์ สุบินมงคล; ศศิกาญจน์ ส่งทวีทรัพย์; อําพลพรต วงค์เปี่ยม; สมลักษณ์ จํารูญสาย; สรารัสมิ์ อินทรักษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาจุดกึ่งกลางของภาพถ่ายเอกซเรย์ช่อง ท้อง KUB ผู้ป่วยจากการใช้ภาพเอกซเรย์ที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยได้ใช้ภาพเอกซเรย์ของผู้ป่วยที่ถ่ายไว้แล้วในช่วง ระยะเวลา ๑๔ เดือน(ธันวาคม ๒๕๕๕ ถึง กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗) จำนวน ๑๖๔ ภาพ มาทำการวิเคราะห์ โดยไม่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยที่อาจสืบทราบมาถึงตัวผู้ป่วย ได้ การวัดระยะของสัดส่วนช่องท้อง KUB ผู้ป่วยทำโดยใช้ฟังก์ชั่น Ruler ของ โปรแกรม Synape โดยวัดจากจุดสูงสุดของเงาไตจนถึงขอบล่างของ pubis symphysis นำระยะที่ด้มาหาจุดกึ่งกลาง และทำการลากจากจุดกึ่งกลางที่วัดได้ มาวัดระยะจากขอบบนของ iliac creast อีกครั้ง การวิเคราะห์ผลได้มีการเก็บ ข้อมูลของผู้ป่วยทั้งชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง ๒๐-๖๐ปี จะนำมาหาค่าเฉลี่ย ของระยะจากขอบบนของ iliac creast จนถึง ระยะจุดกึ่งกลาง KUB จาก การศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยระยะดังกล่าวมีค่า ๑๙.๐ มิลลิเมตร เป็นผลทำให้ทราบว่า จุดกึ่งกลางของภาพถ่ายเอกซเรย์ช่องท้อง KUB โดยเฉลี่ยจะอยู่ต่ำากว่าขอบบนของ iliac creast ประมาณ ๑๙.๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งจากเดิมเราจะใช้ iliac creast เป็นจุด กึ่งกลางในการถ่ายเอกซเรย์ช่องท้อง KUB ดังนั้นเราสามารถกำหนดจุดกึ่งกลางที่ใช้ใหม่ได้โดยใช้จุดที่ต่ำกว่า iliac creast ประมาณ ๑๙ มิลลิเมตร โดยภาพที่ได้จะ ครอบคลุมภาพเอกซเรย์ช่องท้อง KUB ทั้งหมดสามารถแก้ปัญหาการถ่ายภาพ เอกซเรย์ไม่ครอบคลุมส่วนใดส่วนหนึ่งของช่องท้อง KUB ซึ่งเป็นสาเหตุของการ ถ่ายภาพเอกซเรย์ซ้ำ และยังเป็นการลดปัญหาผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีมากเกินความ จำเป็น นอกยังนี้ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการถ่ายภาพเอกซเรย์ เนื่องจากประหยัดเวลาและทรัพยากรที่ใช้อีกด้วย
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การศึกษาค่าเคมีคลินิกในพลาสมาที่ได้ปั่นแยกเม็ดเลือดด้วยแรงเหวี่ยงสัมพันธ์ที่แตกต่าง
    (2556) ทัศนียา ชัยสถิตย์; วิไลรัตน์ นุชประมูล; สุวลี อินต๊ะขัน; ตุลยา อุทายะ; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    คุณภาพของผลการวิเคราะห์ขึ้นกับปัจจัยสำคัญทุกขั้นตอนตั้งแต่ pre - analytical, analytical และ postanalytical factor ในการวิจัยนี้ได้ศึกษาถึง pre-analytical factor ที่มีผลต่อการวิเคราะห์ค่าทางเคมีคลินิกในตัวอย่างพลาสมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการเตรียมตัวอย่างพลาสมาเมื่อปั่นแยกเม็ดเลือดด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์เท่ากัน แต่ใช้เวลาปั่นเหวี่ยงนานต่างกันและเมื่อปั่นแยกเม็ดเลือดด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ที่แตกต่างกัน แต่ใช้เวลาในการปั่นเหวี่ยงเท่ากันตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้จากอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-25 ปี จำนวนทั้งหมด 100 ราย ซึ่งได้กรอกใบยินยอมเข้าร่วมโครงการวิจัยทุกคน แบ่งเป็น 2 การทดลองๆ ละ 50 ราย การทดลองที่ 1 เปรียบเทียบเวลาในการปั่นแยกเม็ดเลือดนาน 6 และ 10 นาที ด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ 1,000g เท่ากัน พบว่าค่า Creatinine, Uric acid, Albumin, Cholesterol, HDL-C, AST, LDH, Na+ และ K+ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-values >0.05 การทดลองที่ 2 เปรียบเทียบค่าวิเคราะห์ทางเคมีคลินิกที่ได้จากการแยกเม็ดเลือดด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ 614g, 726g และ 846g ใช้เวลาปั่นเท่ากันคือ 6 นาที พบว่าค่าทางเคมีคลินิกข้างต้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-values <0.05 ผลการศึกษานี้สรุปได้ว่าการเตรียมตัวอย่างซีรั่มโดยการปั่นแยกเม็ดเลือดด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ 1,000g สามารถใช้เวลาปั่น 6 นาทีโดยค่าวิเคราะห์ทางเคมีคลินิกไม่มีความแตกต่างจากตัวอย่างที่ใช้เวลาปั่นนาน 10 นาทีแต่เมื่อปั่นแยกเม็ดเลือดนาน 6 นาทีเท่ากันด้วยแรงเหวี่ยงสัมพัทธ์ที่แตกต่างคือ 614g, 726g และ 846g พบว่าค่าวิเคราะห์ทางเคมีคลินิกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ P-values <0.05 จะ เห็นได้ว่าแรงปั่นเหวี่ยงที่ใช้เพื่อเตรียมตัวอย่างพลาสมามีผลต่อคุณภาพการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ดังนั้นสำหรับห้องปฏิบัติการที่ขอการรับรองความสามารถทางห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล (ISO 15189) มีความจำเป็นต้องสอบเทียบเครื่องปั่นเหวี่ยงที่ใช้ในการแยกเม็ดเลือดเพื่อเตรียมตัวอย่างพลาสมาก่อนการวิเคราะห์
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การศึกษาเบื้องต้น: ระดับน้ำตาลและไนตริกออกไซค์ในเลือดความดันและชีพจรก่อนและหลังการทำกิจกรรมดนตรีบำบัดในผู้สูงอายุ
    (2556) ณัฐพร ทวีโชคติภัทร์; วิไลรัตน์ นุชประมูล; วิราวัลย์ ขุนทรานนท์; รุจิเรศ วงศ์สิทธิการ; วชิรา ดวงแข; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    ดนตรีบำบัดมีประโยชน์ต่อมนุษย์มากทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ดนตรีบำบัดถูกนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความบกพร่องทางพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้ การรักษาโรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บปวด และภาวะอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำดนตรีบำบัดมาใช้ในการปรับเปลี่ยนสภาวะของจิตใจอารมณ์ที่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวลให้ไปในทางบวกมากขึ้น ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับบทบาทของไนตริกออกไซด์ในการขยายหลอดเลือด และจากงานวิจัยที่พบว่าดนตรีบำบัดช่วยลดภาวะเครียดในผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด และลดความดันเลือดของผู้ป่วยได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับไนตริกออกไซด์กับความดันเลือดชีพจรและระดับน้ำตาลในเลือดก่อนและหลังการทำกิจกรรมดนตรีบำบัดในกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุ โดยทำการศึกษาเบื้องต้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่ยินยอมเข้าร่วมโครงการกิจกรรมดนตรีบำบัดจำนวน 9 คน (ชาย 1 คนและหญิง 8 คน) อายุ 68 ± 6 ปี ทำการวิเคราะห์หา ระดับน้ำตาลและไนตริกออกไซด์ในเลือดก่อนและหลังทำกิจกรรมแล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติ คือ wilcoxon test โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS statistics 17.0 ผลการศึกษาพบว่า ระดับน้ำตาล (P=0.326) ไนตริกออกไซด์ในเลือด (P=0.441) และความดันเลือด (P=0.440) ก่อนและหลังการทำกิจกรรมดนตรีบำบัดในผู้สูงอายุมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนชีพจรของผู้สูงอายุมีความแตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังการทำกิจกรรมดนตรีบำบัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P=0.037) จากข้อมูลดังกล่าวสรุปว่าชีพจรของผู้สูงอายุลดลงเมื่อผ่านการทำกิจกรรมดนตรีบำบัด แต่ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลไนตริกออกไซด์ในเลือดและความดันเลือด
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    การสื่อสารและการรักษาทางทันตกรรมในเด็กตาบอด
    (2557) มาลี อรุณากูร; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    ความคาดหวังกับการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลของผู้รับบริการโรงพยาบาลทันตกรรมมหาจักรีสิรินธร
    (2558) จรุงกลิ่น วงศ์จิ๋วบุุตร; ณัฐพร ธีระรังสิกุล; นงค์นุช วงศาลาภ; สมหญิง สว่างสุวรรณ; อาภาพร เสน่ห์ไทย; สุขประเสริฐ จันแก้ว; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    งานวิจัยเรื่องความคาดหวังกับการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลของผู้รับบริการโรงพยาบาลทันตกรรมหาจักรีสิรินธร มี วัตถุประสงค์เพื่อ ๑) ศึกษาระดับความคาดหวังและการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพ รังสีทันตกรรมระบบดิจิตอล ๒)ศึกษาเปรียบเทียบการถ่ายภาพรังสีทันตกรรม ระบบดิจิตอลตามความคาดหวังและการรับรู้จริงของผู้มารับบริการโรงพยาบาล ทันตกรรมมหาจักรสิรินธร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้มารับบริการทางทันตกรรม โรงพยาบาลทันตกรรมมหาจัรกรีสิรินธร ในช่วงระยะเวลา ๓ เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม - ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ กลุ่มตัวอย่างเลือกตัวอย่างตามความสะดวก จากกลุ่มผู้มารับบริการที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จํานวน ๒๗๓ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสอบถามความคาดหวังกับการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพรังสี ทันตกรรมระบบดิจิตอล ซึ่งพัฒนามาจากการทบทวนวรรณกรรมและผ่านการตรวจสอบความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ๒ ท่าน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างหลังจากได้รับการถ่ายภาพรังสีทันตกรรม ตรวจสอบความครบถ้วนของมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า ความคาดหวังต่อการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลของผู้มารับบริการโรงพยาบาลทันตกรรมมหาจักรีสิรินธรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความคาดหวังด้านมนุษยสัมพันธ์และประสิทธิภาพของบุคลากรมากที่สุด รองลงมาคือด้านความปลอดภัยในการถ่ายภาพรังสี ด้านการจัดการข้อมูลภาพถ่ายรังสี และขั้นตอนการถ่ายภาพรังสีตามลําดับ สําหรับการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลของผู้รับบริการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยรับรู้จริงด้านการจัดการข้อมูลภาพถ่ายรังสีและด้านมนุษยสัมพันธ์และประสิทธิภาพของบุคลากรมากที่สุด รองลงมาคือด้านความปลอดภัยในการถ่ายภาพรังสี และขั้นตอนการถ่ายภาพรังสีตามลําดับ ส่วนการถ่ายภาพรังสีทางทันตกรรมระบบดิจิตอลตามความคาดหวังและการรับรู้จริงผู้มารับบริการในภาพรวมมีความแตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบรายด้านพบว่า ทั้ง ๔ ด้านมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติโดยมีการรับรู้จริงต่อการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลทั้ง ๔ ด้านมากกว่าการถ่ายภาพรังสีทันตกรรมระบบดิจิตอลที่ผู้รับบริการคาดหวังไว้ คือ ด้านมนุษยสัมพันธ์และประสิทธิภาพของบุคลากรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการจัดการข้อมูลภาพถ่ายรังสี ด้านความปลอดภัยในการถ่ายภาพรังสี ด้านขั้นตอนการถ่ายภาพรังสีตามลําดับ
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    ความชุกของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด
    (2557) สมชาย ดุษฎีเวทกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral arterial disease) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แผนกผู้ป่วยนอก ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล วิธีการดำเนินงานวิจัย: ตรวจ Ankle-Brachial Index (ABI) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือดที่แผนกผู้ป่วยนอก ณ ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ 24 พ.ค. 2555 ถึง 30 พ.ค. 2556 เพื่อประเมินว่ามีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบหรือไม่มีผู้ป่วยเข้าร่วมงานวิจัยทั้งหมด 323 ราย สามารถตรวจ Ankle-Brachial Index (ABI) ได้ผล 319 ราย ผลการวิจัย: ผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้าร่วมงานวิจัยจำนวน 323 ราย อายุเฉลี่ย 68.8 + 9.5 ปี โดยเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบตัน แต่มีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป (Primary prevention) จำนวน 265 ราย (82%) และเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดแดงตีบตันแล้ว (Secondary prevention) จำนวน 58 ราย (18%) พบว่าผู้ป่วยที่มีค่า Ankle-Brachial Index (ABI) < 0.9 ซึ่งบ่งชี้ว่ามีโรคหลอดเลือดแดงที่ขาตีบมี 38 ราย (11.9%) โดยทั้งหมดยังไม่มีอาการแสดงของโรคผู้ป่วยที่มีค่า Cardio-Ankle Vascular Index (CAVI) >9 ซึ่งบ่งชี้ว่ามีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Arteriosclerosis) จำนวน 152 ราย (47.6%) ข้อสรุป: ความชุกของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral arterial disease) ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 11.9 %
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    ทันตสุขศึกษาสําหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในรูปแบบวิดีทัศน์
    (2556) มาลี อรุณากูร; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    สุขภาพดีได้..ด้วยการป้องกัน
    (2557) วิภาวี ลักษณากร; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    หนังสือรวมบทความการประชุมวิชาการประจำปีศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก ครั้งที่ 3 "กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคที่เราสร้างเอง"
    (2558) พรชัย มูลพฤกษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    หนังสือรวมบทความการประชุมวิชาการประจำปีศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกครั้งที่ 1 เรื่อง "การแพทย์ผสมผสานและงานวิจัยเชิงประยุกต์ในหน่วยงาน"
    (2556) สรนิต ศิลธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    หนังสือรวมบทความการประชุมวิชาการประจำปีศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษกครั้งที่ 2 เรื่องการแพทย์ผสมผสานและการสร้างเสริมสุขภาพ
    (2557) สรนิต ศิลธรรม; มาศโมฬี จิตวิริยธรรม; ศลิษา ธาระสวัสดิ์; วนิดา ธนากรกุล; ทรงพล ทองมูลสง; มหาวิทยาลัยมหิดล. ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก
    การส่งต่อผู้ป่วย เป็นการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยระหว่างสถานบริการสาธารณสุขหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งโดยมีการส่งต่อข้อมูลอาการและเอกสารสำคัญ เพื่อการรับบริการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เน้นความปลอดภัยของผู้ป่วย ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของทุกๆประเทศ อันเกิดจากความไม่พร้อมด้านบุคลากร อุปกรณ์ สถานที่ ระบบขั้นตอนที่ซับซ้อนยุ่งยาก การวิจัยพัฒนาเชิงทดลอง ชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง การทดลอง นี้ เพื่อพัฒนางานส่งต่อผู้ป่วย สิ่งที่ศึกษา คือ รูปแบบงานส่งต่อผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้น นำไปทดลองที่ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก เป็นเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2555 ถึง 31 สิงหาคม 2555 โดยมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ ด้วยหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง คือ งานส่งต่อผู้ป่วยทั้งหมดในช่วง 1 เดือน ก่อนทดลอง 12 ครั้ง และ ในช่วง 1 เดือน หลังทดลอง 12 ครั้ง ในกลุ่มผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้บริหาร 13 คน ผู้ปฏิบัติงาน 72 คน และ ผู้ป่วยหรือญาติ 24 คน เก็บข้อมูลจากแบบบันทึกการส่งต่อผู้ป่วย แบบสอบถาม แบบสังเกตุ แบบบันทึกเหตุการณ์ แบบบันทึกการประชุม เปรียบเทียบผลการดำเนินงานด้วยค่าสถิติพรรณา การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าสถิติChi-Square ค่าสถิติที ค่าสถิติแพร์ที ค่าสถิติวิลค๊อกซัน และค่าสถิติแมนวิทย์นียู ที่ระดับแอฟฟ่า 0.05 พบว่า ลักษณะผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังทดลองไม่แตกต่างกัน หลังการทดลอง อัตราส่วนปริมาณงานเฉลี่ยต่อแรงงานที่ใช้ในการให้บริการเพิ่มขึ้นจาก6.72 เป็น 10.47 ครั้ง/10,000คน-วินาที อัตราส่วนปริมาณงานเฉลี่ยต่อค่าแรงงานที่ใช้ในการให้บริการเพิ่มขึ้นจาก 7.73 เป็น 12.92 ครั้ง/10,000 บาท; ความถูกต้องของการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มงานประจำวันเพิ่มขึ้น จากร้อยละ98.51 เป็น 98.61 ความถูกต้องของการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน เพิ่มขึ้น (p<0.001) ความพึงพอใจ ทั้งของผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และ ผู้ป่วย/ญาติ เพิ่มขึ้น (p<0.001, p<0.001, และ p=0.048 ตามลำดับ); ระยะเวลาเฉลี่ยในการส่งต่อผู้ป่วยลดลงจาก 135 เหลือเพียง 52.5 นาที ต้นทุนในการให้บริการลดลงจาก 3,017.91 เป็น 2,318.33 บาท/ราย รูปแบบงานส่งต่อที่พัฒนาขึ้น ได้นำหลักวิชาการที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์โดยใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ จัดทำเป็นเอกสารที่ชัดเจน ประกอบด้วย 9 ขั้นตอนหลัก และ คู่มือการส่งต่อผู้ป่วย ที่ช่วยให้การปฏิบัติงานส่งต่อชัดเจนเป็นแนวทางเดียวกัน ปัจจัยหลักที่นำสู่ความสำเร็จ คือ การมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้อง; บรรยากาศการทำงานเสมือนทีมครอบครัวเดียวกัน; การพัฒนางานประจำให้เป็นงานวิจัย; และ การสนับสนุนจากผู้บริหาร ได้เสนอแนะให้ดำเนินการพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยควรศึกษาให้ครอบคลุมทั้งแนวไปและกลับ; พัฒนาระบบสารสนเทศให้ครอบคลุมทั้งระบบ; พัฒนาเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยร่วมกับภาคเอกชน; พัฒนาระบบการรับปรึกษาระหว่างโรงพยาบาล; พัฒนาระบบเครือข่ายการส่งต่อแบบไร้สังกัด; จนได้รูปแบบการรับส่งต่อผู้ป่วยที่สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้น เป็นตัวอย่างของการพัฒนางานประจำสู่การวิจัยที่ไม่ยุ่งยากและมีประสิทธิภาพ

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use