Journal Issue:
JPR2R Vol. 7 No.1

4

Journal Volume

Articles

Thumbnail Image
PublicationOpen Access
แนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน: กรณีการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
(2563) จิณณภักดิ์ ศรีศิลารักษ์; Chinnapak Srisilarux; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ฝ่ายทรัพย์สินและพัสดุ
ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง เนื่องจากเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลโดยการละเมิดกฎหมายและจริยธรรม การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวัง ละเอียดรอบคอบ ซื่อสัตย์ โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต และประพฤติมิชอบที่เกิดจากการจัดซื้อจัดจ้าง การมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งอาจเป็นการละเมิดต่อกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ในการใช้ตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงในกระบวนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทำให้ขาดความเป็นกลาง ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์ของหน่วยงาน ปัจจัยที่อาจทำให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมอันถือเป็นการกระทำทุจริตคอร์รัปชั่น แนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล 2) ศึกษาแนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ 3) ให้ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับรู้ มีจิตสำนึกในหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของคณะฯ มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และหลีกเลี่ยงลักษณะของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของหน่วยงาน อันเป็นการป้องกันการทุจริต และดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และองค์กรอย่างแท้จริง สรุปผลสำคัญคือ 1) นาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล มาปฏิบัติให้สอดคล้องกัน 2) หน่วยงานอื่นสามารถนำแนวทางการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในการจัดซื้อจัดจ้างของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลไปประยุกต์ใช้ 3) ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลรับรู้ มีจิตสำนึกในหน้าที่ที่จะปกป้องผลประโยชน์ส่วนรวมของคณะฯ มากกว่าประโยชน์ส่วนตน และหลีกเลี่ยงลักษณะของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของหน่วยงาน อันเป็นการป้องกันการทุจริต และดำเนินการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส สุจริต และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน และองค์กรอย่างแท้จริง
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
ผลการสำรวจงานวิจัยประเภท Routine to Research (R2R) และการนำผลงานวิจัย ไปใช้ประโยชน์ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
(2563) สุวิชชา เทพลาวัลย์; ภวรัญชน์ กัญญาคา; Suwitcha Theplawan; Phawaran Kanyakum; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สานักงานวิจัย วิชาการและนวัตกรรม
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้การสนับสนุนการทำวิจัยในงานประจำมาตลอด ที่ผ่านมายังไม่มีการติดตามการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด การวิจัยนี้มีจึงวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาจำนวนงานวิจัยประเภท Routine to Research (R2R) และ 2) ศึกษาการนำผลงานวิจัย R2R ที่ดาเนินการแล้วเสร็จไปใช้ประโยชน์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาเชิงเอกสาร ทำการศึกษาข้อมูลงานวิจัยประเภทR2R ย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2557-2561 จากข้อมูลทุติยภูมิโดยรวบรวมจากเอกสารและฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลและทุนวิจัย ประกอบด้วย ข้อมูลจำนวนงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนโครงการวิจัยในงานประจำ (R2R) แยกตามปีงบประมาณ นำมาจำแนกข้อมูลโดยแบ่งตามลักษณะของงานวิจัย การนำไปใช้ประโยชน์ และผลการดำเนินงานหลังได้รับทุน R2R ใช้แบบฟอร์มสำรวจข้อมูลวิจัยเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า มีงานวิจัยที่ได้รับทุน R2R จานวน 96 เรื่อง มีงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับชาติ จานวน 17 เรื่อง (ร้อยละ 17.71) และผลงานที่ได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา จำนวน 4 เรื่อง (ร้อยละ 4.17) มีงานวิจัย R2R เพียง 28 เรื่อง (ร้อยละ 34.57) ที่มีการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและเผยแพร่ในวารสารวิชาการได้ ถึงแม้ว่างานวิจัย R2R ในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จะมีการนำไปใช้ประโยชน์จำนวนไม่มาก แต่มีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อยอดงานวิจัยให้ใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและระบบการสนับสนุนต่างๆ ของคณะฯในการที่จะพัฒนางานประจำให้สามารถต่อยอดเป็นงานวิจัยที่นาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริงและต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
การพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทย อายุแรกเกิด- 48 เดือน
(2563) ฒามรา สุมาลย์โรจน์; ประพา หมายสุข; แก้วตา นพมณีจารัสเลิศ; ธนยศ สุมาลย์โรจน์; Tamara Sumalrot; Prapa Maisook; Kaewta Nopmaneejumruslers; Thanayot Sumalrot; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Cross-Sectional Descriptive Studies) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองพัฒนาการอารมณ์-สังคมของเด็กไทยอายุแรกเกิด -48 เดือน และตรวจสอบคุณสมบัติในการวัด โดยพัฒนาตามกรอบแนวคิดของพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม (Functional Emotional Development) แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนาข้อคาถามและการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้น ข้อคำถามที่ร่างขึ้นผ่านการพิจารณาความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 6 คน พบว่าค่า IOC ส่วนใหญ่มีค่า ≥ 0.5 แล้วตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายใน พบว่าในช่วงอายุ 6-9 เดือน มีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ จึงทำการปรับข้อคาถามเพิ่มเติม ระยะที่ 2 การตรวจสอบคุณสมบัติในการวัดของแบบคัดกรองฯ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองของเด็กปกติจำนวน 223 คน ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อมั่นแบบสอดคล้องภายในมีค่า Cronbach’s alpha อยู่ระหว่าง 0.604-0.904 และความสัมพันธ์ของคะแนนรายข้อคำถามกับคะแนนรวม (CITC) ส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 0.2 ขึ้นไป และความเที่ยงตรงเชิงจำแนกระหว่างคะแนนที่ได้จากกลุ่มเด็กพัฒนาการปกติกับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคม จานวน 28 คน พบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (Z = -4.483, p-value < .001) และค่าคะแนนเฉลี่ย (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) จากแบบวัดแบ่งตามช่วงอายุ 0-5, 6-9, 10-18, 19-30 และ 31-48 เดือน มีค่าเท่ากับ 20.11(3.09), 48.96(5.96), 84.88(9.90), 103.32(16.61) และ 139.81(18.28) ตามลำดับ ผลสรุป แบบคัดกรองที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติในการวัดที่เหมาะสม มีความเชื่อมั่นดี สามารถใช้ในการแยกแยะเด็กที่มีพัฒนาการปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอารมณ์สังคมได้ โดยผู้ใช้ควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการอารมณ์สังคมร่วมด้วย
Thumbnail Image
PublicationOpen Access
ผลของกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการต่อการมีส่วนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษาปริญญาเอก คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
(2563) ไพลิน บุนนาค; Pailin Bunnak; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์. งานบริการการศึกษา
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาปริญญาเอกต่อกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการ โดยกลุ่มตัวอย่างวิจัย ได้แก่ นักศึกษาปริญญาเอกที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ถึง พ.ศ. 2561 จำนวนทั้งสิ้น 21 คน แบ่งเป็นนักศึกษาไทย จานวน 12 คน และนักศึกษาต่างชาติ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาปริญญาเอกมีระดับความพึงพอใจมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.50 –4.49) ต่อกิจกรรมส่งเสริมทางวิชาการทั้ง 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 (Workshop and Special Talk) และ กิจกรรมที่ 2 (Academic Proficiency Development Program และ Progress Report Program) ซึ่งประเมินจากระดับความพึงพอใจของกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านประเด็นความพึงพอใจ 3 ข้อ ได้แก่ (1)กิจกรรมที่ทางหลักสูตรจัดขึ้นตรงตามความคาดหวังของนักศึกษา (2)ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมมีความเหมาะสม และ(3)นักศึกษาเต็มใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

Availability

Collections