Publication: Morphological changes and infiltration of immune cells in the endometrium of anoestrus gilt in relation to the ovarian appearance and serum progesterone.
Issued Date
2010
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-6491
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Faculty of Veterinary Science Chulalongkorn University
Bibliographic Citation
Thai Journal of Veterinary Medicine. Vol.40, No.1 (Mar 2010), 31-40
Suggested Citation
Yuttapol Teamsuwan, Kampon Kaeoket, Paisan Tienthai, Padet Tummaruk Morphological changes and infiltration of immune cells in the endometrium of anoestrus gilt in relation to the ovarian appearance and serum progesterone.. Thai Journal of Veterinary Medicine. Vol.40, No.1 (Mar 2010), 31-40. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/1658
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Morphological changes and infiltration of immune cells in the endometrium of anoestrus gilt in relation to the ovarian appearance and serum progesterone.
Alternative Title(s)
การเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยา และการสะสมของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันในเยื่อบุโพรงมดลูกสุกรสาวที่ไม่เป็นสัดสัมพันธ์กับลักษณะของรังไข่ และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในซีรั่ม)
Other Contributor(s)
Abstract
The present study investigates morphological changes and distribution of the leukocyte subpopulation in the endometrium of anoestrus gilts in relation to reproductive cycles and serum progesterone (P4). Selected genital organs from 30 gilts culled due to anoestrus were examined. The genital organs were classified according to the ovarian appearance into 3 groups, i.e. inactive (n = 10); follicular (n = 10); and luteal phase (n = 10). Blood samples were collected prior to slaughter to determine serum P4. Seven tissue samples were randomly collected from the uteri of the gilts and were examined for histological structures, i.e. epithelial types and height, number of blood vessel, secretory vesicle and endometrial glands. Number of leukocyte subsets, i.e. lymphocytes, neutrophils, eosinophils, macrophages and plasma cells were counted. On average, age and body weight at culling of the gilts were 306.4±39.9 d (range 233-407 d) and 150.4±24.8 kg (range 104.0-205.5 kg). Lymphocyte was the most common immune cell in all tissue layers and in all stages of the reproductive cycle. Lymphocytes in glandular layer in the inactive phase was higher than in the follicular (p=0.02) and luteal phases (p=0.05). Neutrophils in both epithelial and subepithelial layers in follicular phases was higher than luteal and inactive phases (p<0.001). Eosinophil in subepithelium in the luteal phase was higher than inactive (p=0.004) and follicular phases (p<0.001). An increase in the serum P4 resulted in an
increase number of uterine glands (p<0.001), a decrease number of lymphocytes in all tissue layers (p<0.05), a decrease number of neutrophils in subepithelial layers (p=0.03) and an increase in the number of eosinophils in subepithelial layers (p<0.001). In conclusion, the infiltration of the leukocyte subpopulation in the endometrium of
anoestrus gilts is largely dependent on the ovarian function. Neutrophils and eosinophils were common immune cells in follicular and luteal phases, respectively.
การศึกษาครั้งนี้ ทำการตรวจการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาและการกระจายตัวของเซลล!เม็ดเลือดขาวในเยื่อบุโพรงมดลูกสุกรสาวที่ไม่แสดงอาการเป็นสัดสัมพันธ์กับวงรอบระบบสืบพันธุ์ และปริมาณฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในซีรั่ม (P4) อวัยวะสืบพันธุ์ถูกคัดเลือกจากสุกรสาวจำนวน 30 ตัว ซึ่งถูกคัดทิ้งเนื่องจากสาเหตุไม่แสดงอาการเป็นสัด ทำการแบ่งอวัยวะสืบพันธุ์ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะที่ปรากฏบนรังไข่ ได้แก่ ระยะรังไข่ไม่ทำงาน (10 ตัว) ระยะฟอลลิเคิล (10 ตัว) และระยะลูเทียล (10 ตัว) เก็บตัวอย่างเลือดจากสุกรสาวทุกตัวก่อนส่งโรงฆ่าสัตว์เพื่อตรวจฮอร์โมน P4 สุ่มเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากมดลูกสุกรสาวตัวละ 7 ตำแหน่งเพื่อตรวจวินิจฉัยลักษณะทางจุลกายวิภาค ได้แก่ ชนิดและความสูงของเยื่อบุโพรงมดลูก จำนวนหลอดเลือด ปริมาณเซลล์ที่มีการสร้างสารคัดหลั่ง และต่อมมดลูก นอกจากนี้ยังทำการตรวจนับจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ลิมโฟไซต์ นิวโทรฟิล อิโอซิโนฟิล แมคโครฟาจ และ พลาสม่าเซลล์ โดยเฉลี่ยสุกรสาวที่ทำการศึกษามีอายุ 306.4±39.9 วัน (พิสัย 233-407 วัน) และน้ำหนักตัว 150.4±24.8 กิโลกรัม (พิสัย 104.0-205.5 กิโลกรัม) ลิมโฟไซต์เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่พบมากที่สุดในเยื่อบุโพรงมดลูกของสุกรสาวทุกระยะ ลิมโฟไซต์ในชั้นแกรนด์ของเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะที่รังไข่ไม่ทำงานมีปริมาณสูงกว่าระยะฟอลลิเคิล (p=0.02) และระยะลูเทียล (p=0.05) นิวโทรฟิลในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกและชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกในระยะฟอลลิเคิลสูงกว่าในระยะลูเทียล และระยะที่รังไข่ไม่ทำงาน (p<0.001) อิโอซิโนฟิลในชั้นใต้เยื่อบุผิวโพรงมดลูกในระยะลูเทียลสูงกว่าระยะรังไข่ไม่ทำงาน (p=0.004) และระยะฟอลลิเคิล (p<0.001) การสูงขึ้นของฮอร์โมน P4 ทำให้มีปริมาณต่อมมดลูกมากขึ้น (p<0.01) จำนวนลิมโฟไซต์ในทุกชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูกลดลง (p<0.05) จำนวนนิวโทรฟิลในชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกลดลง (p=0.03) และจำนวนอิโอซิโนฟิลในชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มขึ้น (p<0.001) โดยสรุป การสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ในเยื่อบุโพรงมดลูกของสุกรสาวที่ไม่แสดงการเป็นสัดขึ้นกับการทำหน้าที่ของรังไข่ นิวโทรฟิลและอิโอซิโนฟิลเป็นเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่พบได้มากในระยะฟอลลิเคิลและระยะลูเทียลตามลำดับ
การศึกษาครั้งนี้ ทำการตรวจการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยาและการกระจายตัวของเซลล!เม็ดเลือดขาวในเยื่อบุโพรงมดลูกสุกรสาวที่ไม่แสดงอาการเป็นสัดสัมพันธ์กับวงรอบระบบสืบพันธุ์ และปริมาณฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนในซีรั่ม (P4) อวัยวะสืบพันธุ์ถูกคัดเลือกจากสุกรสาวจำนวน 30 ตัว ซึ่งถูกคัดทิ้งเนื่องจากสาเหตุไม่แสดงอาการเป็นสัด ทำการแบ่งอวัยวะสืบพันธุ์ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะที่ปรากฏบนรังไข่ ได้แก่ ระยะรังไข่ไม่ทำงาน (10 ตัว) ระยะฟอลลิเคิล (10 ตัว) และระยะลูเทียล (10 ตัว) เก็บตัวอย่างเลือดจากสุกรสาวทุกตัวก่อนส่งโรงฆ่าสัตว์เพื่อตรวจฮอร์โมน P4 สุ่มเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากมดลูกสุกรสาวตัวละ 7 ตำแหน่งเพื่อตรวจวินิจฉัยลักษณะทางจุลกายวิภาค ได้แก่ ชนิดและความสูงของเยื่อบุโพรงมดลูก จำนวนหลอดเลือด ปริมาณเซลล์ที่มีการสร้างสารคัดหลั่ง และต่อมมดลูก นอกจากนี้ยังทำการตรวจนับจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ลิมโฟไซต์ นิวโทรฟิล อิโอซิโนฟิล แมคโครฟาจ และ พลาสม่าเซลล์ โดยเฉลี่ยสุกรสาวที่ทำการศึกษามีอายุ 306.4±39.9 วัน (พิสัย 233-407 วัน) และน้ำหนักตัว 150.4±24.8 กิโลกรัม (พิสัย 104.0-205.5 กิโลกรัม) ลิมโฟไซต์เป็นเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันที่พบมากที่สุดในเยื่อบุโพรงมดลูกของสุกรสาวทุกระยะ ลิมโฟไซต์ในชั้นแกรนด์ของเยื่อบุโพรงมดลูกในระยะที่รังไข่ไม่ทำงานมีปริมาณสูงกว่าระยะฟอลลิเคิล (p=0.02) และระยะลูเทียล (p=0.05) นิวโทรฟิลในชั้นเยื่อบุโพรงมดลูกและชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกในระยะฟอลลิเคิลสูงกว่าในระยะลูเทียล และระยะที่รังไข่ไม่ทำงาน (p<0.001) อิโอซิโนฟิลในชั้นใต้เยื่อบุผิวโพรงมดลูกในระยะลูเทียลสูงกว่าระยะรังไข่ไม่ทำงาน (p=0.004) และระยะฟอลลิเคิล (p<0.001) การสูงขึ้นของฮอร์โมน P4 ทำให้มีปริมาณต่อมมดลูกมากขึ้น (p<0.01) จำนวนลิมโฟไซต์ในทุกชั้นของเยื่อบุโพรงมดลูกลดลง (p<0.05) จำนวนนิวโทรฟิลในชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกลดลง (p=0.03) และจำนวนอิโอซิโนฟิลในชั้นใต้เยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มขึ้น (p<0.001) โดยสรุป การสะสมของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ ในเยื่อบุโพรงมดลูกของสุกรสาวที่ไม่แสดงการเป็นสัดขึ้นกับการทำหน้าที่ของรังไข่ นิวโทรฟิลและอิโอซิโนฟิลเป็นเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่พบได้มากในระยะฟอลลิเคิลและระยะลูเทียลตามลำดับ