Publication: Ethnicity and the Dara-ang (Palaung) in Thailand
Issued Date
2009
Resource Type
Language
eng
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Research Institute for Languages and Cultures of Asia Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Language and Culture. Vol.28, No.1 (Jan. – Jun. 2009), 7-29
Suggested Citation
Sujaritlak Deepadung, สุจริตลักษณ์ ดีผดุง Ethnicity and the Dara-ang (Palaung) in Thailand. Journal of Language and Culture. Vol.28, No.1 (Jan. – Jun. 2009), 7-29. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/55741
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Ethnicity and the Dara-ang (Palaung) in Thailand
Author(s)
Abstract
This study is about an ethnic group called Palaung, who are known as Pale by the Burmese and the Shan people. During 1982-1984, a group of around 200 Palaung people migrated from Doi Lai, Shan State in the southern part of Myanmar to No Lae Village, Fang District, Chiang Mai Province in the northern part of Thailand. The village is located approximately 5-6 kilometers north of the Ang Khang Royal Project on the Thai-Myanmar border. The group that moved to No Lae call themselves “Dara-ang ren” or “Red Dara-ang” and speak the Dara-ang language of the Palaungic branch of the northern Mon-Khmer sub-groups, Austroasiatic language family. This paper provides brief information about Palaung language classification, the migration into Thailand, locations and demography. Based on Barth (1969)’s “ethnic boundary” and Hobsbawm and Ranger (2000)’s “invented tradition”, the Dara-ang at No Lae have established their own ethnic identity both by an adaptation of the old and an invention of the new, namely dissemination of information about HM the King’s permission to stay at No Lae, women’s beautiful dresses and rattan or bamboo waist hoops, the legend of their ancestor “Roi Ngoen” and the dance, the ritual of making offerings to village guardian spirits and naming.
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ที่ชาวพม่าและชาวไทใหญ่เรียกว่า “ปะหล่อง” หรือ“ปะเล” ชาวปะหล่องประมาณ 200 คนได้เดินทางจากดอยลายในรัฐฉานทางตอนใต้ของประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทยระหว่างปีพ.ศ. 2525-2527 และได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยที่บ้านนอแลอําเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่บ้านนอแลตั้งอยู่ห่างจากโครงการหลวงอ่างขางขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 5-6 กิโลเมตรเป็นหมู่บ้านที่อยู่ชายแดนประเทศไทยและประเทศพม่าชาวปะหล่องที่โยกย้ายเข้ามานี้เรียกตนเองว่า “ดาระอางแดง” ภาษาดาระอางอยู่ในสาขาปะหล่อง (Palaungic branch) ของกลุ่มย่อยมอญ-เขมรเหนือในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกบทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดแบ่งภาษาปะหล่องการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยหมู่บ้านและจํานวนประชากรของชาวดาระอางกลุ่มนี้ในประเทศไทยจากแนวคิดเรื่อง “พรมแดนทางชาติพันธุ์” ของเฟรดริก บาร์ท (1969) และแนวคิดเรื่อง “ประเพณีประดิษฐ์” ของเอริค ฮอบสบอว์ม (2000) ผลการศึกษาปรากฏว่าชาวดาระอางที่นอแลสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มทั้งจากการปรับใช้ของเก่าในปริบทใหม่หรือใช้รูปแบบเก่าเพื่อเป้าประสงค์ใหม่รวมทั้งยังมีการประดิษฐ์ประเพณีเพื่อให้เข้ากับสังคมใหม่ด้วยไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องการมีพระบรมราชานุญาตให้อยู่ในประเทศไทยเครื่องแต่งกายของชาวดาระอางและการสวมห่วงหวายหรือไม้ไผ่ที่เอวความเชื่อเรื่องการเป็นลูกหลานของนางหรอยเงินและการฟ้อนรํา “นางหรอยเงิน” หรือพิธีกรรมปิดประตูเมืองเพื่อเซ่นไหว้ศาลประจําหมู่บ้านรวมไปจนกระทั่งการตั้งชื่อให้แก่เด็กชาวดาระอางด้วย
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษากลุ่มชาติพันธุ์ที่ชาวพม่าและชาวไทใหญ่เรียกว่า “ปะหล่อง” หรือ“ปะเล” ชาวปะหล่องประมาณ 200 คนได้เดินทางจากดอยลายในรัฐฉานทางตอนใต้ของประเทศพม่าเข้ามาในประเทศไทยระหว่างปีพ.ศ. 2525-2527 และได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทยที่บ้านนอแลอําเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่บ้านนอแลตั้งอยู่ห่างจากโครงการหลวงอ่างขางขึ้นไปทางทิศเหนือประมาณ 5-6 กิโลเมตรเป็นหมู่บ้านที่อยู่ชายแดนประเทศไทยและประเทศพม่าชาวปะหล่องที่โยกย้ายเข้ามานี้เรียกตนเองว่า “ดาระอางแดง” ภาษาดาระอางอยู่ในสาขาปะหล่อง (Palaungic branch) ของกลุ่มย่อยมอญ-เขมรเหนือในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกบทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดแบ่งภาษาปะหล่องการเคลื่อนย้ายเข้ามาในประเทศไทยหมู่บ้านและจํานวนประชากรของชาวดาระอางกลุ่มนี้ในประเทศไทยจากแนวคิดเรื่อง “พรมแดนทางชาติพันธุ์” ของเฟรดริก บาร์ท (1969) และแนวคิดเรื่อง “ประเพณีประดิษฐ์” ของเอริค ฮอบสบอว์ม (2000) ผลการศึกษาปรากฏว่าชาวดาระอางที่นอแลสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของกลุ่มทั้งจากการปรับใช้ของเก่าในปริบทใหม่หรือใช้รูปแบบเก่าเพื่อเป้าประสงค์ใหม่รวมทั้งยังมีการประดิษฐ์ประเพณีเพื่อให้เข้ากับสังคมใหม่ด้วยไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องการมีพระบรมราชานุญาตให้อยู่ในประเทศไทยเครื่องแต่งกายของชาวดาระอางและการสวมห่วงหวายหรือไม้ไผ่ที่เอวความเชื่อเรื่องการเป็นลูกหลานของนางหรอยเงินและการฟ้อนรํา “นางหรอยเงิน” หรือพิธีกรรมปิดประตูเมืองเพื่อเซ่นไหว้ศาลประจําหมู่บ้านรวมไปจนกระทั่งการตั้งชื่อให้แก่เด็กชาวดาระอางด้วย