Search Results

Now showing 1 - 4 of 4
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    รูปแบบการพัฒนาคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนแห่งหนึ่งสังกัดกรุงเทพมหานคร
    (2564) ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; อาภาวรรณ หนูคง; ลัดดาวัลย์ ทรัพย์เจริญมาก; Yuwadee Pongsaranuntakul; Somsiri Rungamornarat; Apawan Nookong; Laddawan Supchareonmak; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    . The National Standard for Early Childhood Care, Development and Education Thailand was used as the core tool for participatory assessing the quality at three time points: prior to the project participation, at 4th month after starting the project, and at 9th... for change 3) Revision for better results 4) Education and skills for early childhood care 5) Implementation 6) Improvement. The three-times outcomes showed the rise of scores in the following standards: Standard 1 Administration, from 26.9% to 51.3% and 76
  • Publication
    Relationship Among the Knowledge, Attitudes, and Practice of Executive Functions of Teachers in Childcare Centers in Thailand
    (2021-09-01) Somsiri Rungamornrat; Apawan Nookong; Yuwadee Pongsaranuntakul; Arunrat Srichantaranit; Laddawan Subchareonmak; Mahidol University
    The quality of Executive Functions (EF) practicing of teachers supports children to learn and improve EF. EF development in children is a new topic in Thai education that has to be investigated. This study aims to investigate the relationship among
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการจัดการสิ่งแวดล้อมต่อปริมาณไรฝุ่น ความรู้ และพฤติกรรมของผู้ปกครองและบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    (2560) ณฐมน สีธิแก้ว; Nathamon Seethikaew; อาภาวรรณ หนูคง; Apawan Nookong; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; Somsiri Rungamornrat; ณัฐ มาลัยนวล; Nut Malainual; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมของผู้ปกครองและบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และปริมาณไรฝุ่นก่อนและหลังได้รับโปรแกรมการจัดการสิ่งแวดล้อม รูปแบบการวิจัย: การวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง วิธีดำเนินการวิจัย: ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม คือ ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ 21 คน และบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 11 คน โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb (1984) โปรแกรมการจัดการสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย การเรียนรู้จากสถานการณ์จริง โดยการสำรวจสิ่งแวดล้อมและ ปริมาณไรฝุ่นที่บ้านและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การพัฒนาวิธีการจัดการสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติจริงและติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการวิจัย: ผู้ปกครองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และพฤติกรรมในการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) บุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการจัดการสิ่งแวดล้อมไม่แตกต่างกันระหว่างก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > .05) โดยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมในการจัดการสิ่งแวดล้อมหลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) และปริมาณไรฝุ่นภายในบ้านและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหลังได้รับโปรแกรมตํ่ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) สรุปและข้อเสนอแนะ: โปรแกรมการจัดการสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้ผู้ปกครองและบุคลากรในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ มีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ พยาบาลสามารถประยุกต์โปรแกรมนำไปใช้ในการลดปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำ ในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว
    (2563) ชไมพร ประคำนอก; อาภาวรรณ หนูคง; สมสิริ รุ่งอมรรัตน์; Chamaiporn Parkomnok; Apawan Nookong; Somsiri Rungamornrat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ผลกระทบจากความเจ็บป่วย การรับรู้ความสามารถในการควบคุม/รักษา อาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และการสื่อสารระหว่างพยาบาลกับผู้ดูแลผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งกับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงความสัมพันธ์ วิธีดำเนินการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดูแลและผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวอายุระหว่าง 1-15 ปี จำนวน 93 คู่ ที่มารับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ณ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2 แห่ง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการสื่อสารระหว่างพยาบาลกับผู้ดูแล แบบสอบถามการรับรู้เกี่ยวกับความเจ็บป่วยฉบับปรับปรุง แบบบันทึกข้อมูลจากเวชระเบียนใช้รวบรวมอาการไม่พึงประสงค์และระยะเวลาการรักษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติไคร์สแควร์และการทดสอบของฟิชเชอร์ ผลการวิจัย: ความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งคิดเป็นร้อยละ 74.19 และพบว่า อาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และการสื่อสารระหว่างพยาบาลกับผู้ดูแลมีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยเด็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (c2 = 15.559, p < .001 และ c2 = 7.717, p < .01 ตามลำดับ) อาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัดมีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยเด็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) การรับรู้ผลกระทบจากความเจ็บป่วยและการรับรู้ความสามารถในการควบคุม/รักษาไม่มีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยเด็ก (c2 = 1.904, p > .05 และ c2 = .009, p > .05 ตามลำดับ) สรุปและข้อเสนอแนะ: อาการไม่พึงประสงค์จากยาเคมีบำบัด ระยะเวลาการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด และการสื่อสารระหว่างพยาบาลกับผู้ดูแลมีความสัมพันธ์กับความสม่ำเสมอในการได้รับยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยเด็กอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นบุคลากรทีมสุขภาพควรพัฒนาแนวทางการจัดการอาการไม่พึงประสงค์จากการได้รับยาเคมีบำบัด และพัฒนาวิธีการสื่อสารกับผู้ดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งได้รับยาเคมีบำบัดอย่างสม่ำเสมอ