3 results
Search Results
Now showing 1 - 3 of 3
Publication Open Access ความเป็นพิษต่อเซลล์ของกลาสไอโอโนเมอร์ซีเมนต์ที่มีโมโนแคลเซียมซิลิเกตผสมต่อเซลล์เนื้อเยื้อในฟันมนุษย์เมื่อเปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอและคีแทคโมลาร์(2014-05) Parinya chaisinghanuae; ปริญญา ชัยสิงห์เหนือ; Punnama Siriphannon; ปุณณมา ศิริพันโนน; Nathaphon Tungjit; ณัฐพล ตั้งจิตร; Suwit Wimonchit; สุวิทย์ วิมลจิตต์; Jaruma Sakdee; จารุมา ศักดิ์ดี; Parinya chaisinghanuae; ปริญญา ชัยสิงห์เหนือ; Mahidol University. Faculty of Dentistry. Department of Orthodonticsวัตถุประสงค์: วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้จะทำการทดสอบวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ของกลาสอโอโนเมอร์ซีเมนต์ที่มีสารประกอบโมโนแคลเซียมซิลิเกต (จีไอซีซีเอส) ต่อเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์โดยทำการเปรียบเทียบกับไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ และคีแทคโมลาร์ วัสดุอุปกรณ์และวิธีการศึกษา: นำเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์มาทำการกระตุ้นด้วยสารสกัดทดสอบของไวท์โปรรูทเอ็มทีเอ คีแทคโมลาร์อีซี่มิกซ์, โมโนแคลเซียมซิลิเกต,จีไอซีซีเอสชนิดละ 5 ความเข้มข้น (ความเข้มข้นสูงสุด (0.2 กรัมต่อมิลลิลิตร), เจือจาง 1 ต่อ 1, ต่อ 2, เจือจาง 1 ต่อ 4, เจือจาง 1 ต่อ 8) เป็นระยะเวลา 24 ชั่งโมง หลังจากนั้นทำการทดสอบวัดความเป็นพิษต่อเซลล์ด้วยวิธีเอ็มทีที โดยวัดค่าระดับความทึบแสงด้วยเครื่องวัดการดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่น 570 นาโนเมตร และทำการศึกษาถึงลักษณะรูปร่างของเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ดูความเปลี่ยนต่างเฟส ผลการศึกษา: พบว่าทุกระดับความเข้มข้นของสารสกัดจีไอซีซีเอส ไม่เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์ ซึ่งค่าระดับความทึบแสงมีค่าไม่แตกต่างจากไวท์โปรรูทเอ็มทีเอและคีแทคโมลาร์อีซี่มิกซ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) และจากการศึกษารูปร่างของเซลล์พบว่าเซลล์มีลักษณะเรียวแหลม ยึดตัว มีการยื่นสัมผัสกันของซัยโตพลาสมิคโปรเซส และอยู่รวมกันอย่างหนาแน่น บทสรุป: จีไอซีซีเอสไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อเซลล์เนื้อเยื่อในฟันมนุษย์ ซึ่งอาจจะเป็นอีกทางเลือกที่จะนำมาพัฒนาเป็นสารใช้ปิดแผลเนื้อเยื่อในต่อไปPublication Open Access การศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์(2559) พชร รุทระกาญจน์; พีรพงษ์ ตัวงาม; Pachara Rudrakanjana; Peerapong Tua-Ngam; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะทันตแพทยศาสตร์. งานประยุกต์ผลงานวิจัยวัตถุประสงค์ เป็นการศึกษาระยะเวลาการเก็บที่เหมาะสมของสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์ที่ยังสามารถนำมาทำ Calibration Curve ได้จาก Expandable Ion Analyzer EA 940 โดยเตรียมจากสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์ความเข้มข้น 100 ppm โดยปกติการเตรียมสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์สำหรับค่า Calibration Curve จะต้องเตรียมใหม่เสมอ ทุกครั้งที่เตรียม Calibration Curve ทำให้เกิดปัญหาการสิ้นเปลืองทั้งสารเคมีและเวลาในช่วงการเตรียมสารมาตรฐานฟลูออไรด์มี่ความเข้มข้นต่าง ๆ สำหรับทำ Calibration Curve ในกรณีที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว วัสดุอุปกรณ์และวิธีการศึกษา ตัวอย่างความเข้มข้นของปริมาณฟลูออไรด์ 0.1 1.0 และ 10.0 ppm ซึ่งเก็บในตู้เย็น 4 องศาเซลเซียส นำมาวัดปริมาณฟลูออไรด์ในแต่ละสัปดาห์จนครบ 9 สัปดาห์ วิเคราะห์ปริมาณฟลูออไรด์ออกมาทุกตัวอย่างด้วย Expandable Ion Analyzer EA 940 โดยทำการเตรียมสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์ขึ้นใหม่ทุกครั้งที่ทำการ Calibration Curve เครื่อง วัดปริมาณฟลูออไรด์จากตัวอย่างที่เก็บไว้ บันทึกค่าไว้ เพื่อหาค่าเฉลี่ยของปริมาณความเข้มข้นของฟลูออไรด์ จากนั้นทำการวัดปริมาณฟลูออไรด์ซ้ำในทุกสัปดาห์จนครบกำหนด นำข้อมูลมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS Version 16 ผลการศึกษา จากการศึกษาพบว่า ฟลูออไรด์ที่ความเข้มข้น 0.1, 1.0 และ 10.0 ppm ในสภาวะอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน พบว่าเมื่อวัดปริมาณความเข้มข้นของฟลูออไรด์ตั้งแต่ตั้งต้น จนถึงสัปดาห์ที่ 9 ความเข้มข้นของฟลูออไรด์ทั้ง 3 ค่า (0.1, 1.0 และ 10.0 ppm) เมื่อดูจากค่า Mean ± SD พบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 4 และจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในสัปดาห์ที่ 5 และ 9 ของความเข้มข้นฟลูออไรด์ที่ 10.0 ppm โดยมีค่า Mean ± SD เท่ากับ 10.94 ± .055 และ 10.78 ± .045 ตามลำดับ บทสรุป ค่าเฉลี่ยที่ได้จากการทดสอบค่าความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานฟลูออไรด์ 0.1, 1.0 และ 10.0 ppm พบว่าเมื่อพิจารณาจากค่าเฉลี่ย และกราฟพบว่าค่าในช่วงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสัปดาห์ที่ 4 ในสภาวะอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะนำใช้ในการสร้าง Calibration Curve เพื่อการวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นของฟลูออไรด์ ซึ่งการทดสอบดังกล่าวเป็นการทดสอบที่ควรต้องควบคุมปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไปPublication Open Access Decorin modulates collagen matrix assembly and mineralization.(2009) Suchaya Pornprasertsuk-Damrongsri; Yoshiyuki Mochida; Duenpim Parisuthiman; Phimon Atsawasuwan; Marnisa Sricholpech; Adele L. Boskey; Mitsuo Yamauchi; สุชยา ดำรงค์ศรีDecorin (DCN) is one of the major matrix proteoglycans in bone. To investigate the role of DCN in matrix mineralization, the expression of DCN in MC3T3-E1 (MC) cell cultures and the phenotypes of MC-derived clones expressing higher (sense; S-DCN) or lower (antisense; AS-DCN) levels of DCN were characterized. DCN expression was significantly decreased as the mineralized nodules were formed and expanded in vitro. In S-DCN clones, in vitro matrix mineralization was inhibited, whereas in AS-DCN clones, mineralization was accelerated. At the microscopic level, collagen fibers in S-DCN clones were thinner while those of AS-DCN clones were thicker and lacked directionality compared to the controls. At the ultrastructural level, the collagen fibrils in S-DCN clones were markedly thinner, whereas those of AS-DCN clones were larger and irregular in shape. The results from Fourier transform infrared spectroscopy analysis demonstrated that in AS-DCN cultures the mineral content was greater but the crystallinity of mineral was poorer than that of the controls at early stage of mineralization. The in vivo transplantation assay demonstrated that no mineralized matrices were formed in S-DCN transplants, whereas they were readily detected in AS-DCN transplants at 3 weeks of transplantation. The areas of bone-like matrices in AS-DCN transplants were significantly greater than the controls at 3 weeks but became comparable at 5 weeks. The bone-like matrices in AS-DCN transplants exhibited woven bone-like non-lamellar structure while the lamellar bone-like structure was evident in the control transplants. These results suggest that DCN regulates matrix mineralization by modulating collagen assembly.
