6 results
Search Results
Now showing 1 - 6 of 6
Publication Open Access ผลการประยุกต์อุปกรณ์พ่นยาแบบฝอยละอองต่อพฤติกรรมยอมรับการพ่นยา และผลลัพธ์ทางคลินิกในเด็กเล็กที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง(2556) วรฤทัย กำลังหาญ; เสริมศรี สันตติ; เรณู พุกบุญมี; พิศสมัย อรทัย; Woraruetai Kamlangharn; Sermsri Santati; Renu Pukboonmee; Pisamai Orathai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีsound, in young children with bronchospasm. Patients were treated with the aerosolized Salbutamol, with the regular and the modified small volume nebulizers, at outpatient pediatrics department of 2 hospitals in Thailand. Data were collected from JulyPublication Open Access ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระยะเวลาคาท่อช่วยหายใจหลังผ่าตัดหัวใจ(2554) อัจฉรา จงเจริญกำโชค; นฤมล กิจจานนท์; Achara Jongjareonkumchok; Narumol Kijjanon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ฝ่ายการพยาบาลการวิจัยสำรวจเชิงบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับระยะเวลาคาท่อช่วยหายใจ โดยการศึกษาย้อนหลังจากเวชระเบียนประวัติการรักษาของผู้ป่วย ที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ จำนวน 153 ราย ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ระยะเวลา ตั้งแต่เดือน ธนั วาคม พ.ศ. 2549- พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2550 โดยแบบรวบรวมขอ้ มลู ทไี่ ดส้ รา้ งเพอื่ การศกึ ษานี้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย Spearman’s Rho, Mann-Whitney U test, และ Kruskal-Wallis test ข้อมูลการรักษาพยาบาลของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจนำมาศึกษา จำนวน 149 ราย การผ่าตัดหัวใจ ประกอบด้วยการผ่าตัดตบแต่งหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ การผ่าตัดหลอดเลือดหัวใจ และการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 52.42 ± 15.35 ปี (15-91 ปี) มีระยะเวลาคาท่อช่วยหายใจ 1- 143 ชั่วโมง เฉลี่ย 26.19 ± 21.67 ชั่วโมง ค่ามัธยฐาน (Median) 19 ชั่วโมง ความถี่มากที่สุด (mode) คือ 18 ชั่วโมง ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับระยะเวลา คาท่อช่วยหายใจหลังผ่าตัดหัวใจ ได้แก่ จำนวนเลือดที่ใช้ในห้องผ่าตัด การมาผ่าตัดแบบฉุกเฉิน และระยะเวลาคาสายระบายทรวงอก และพบว่าระยะเวลาคาท่อช่วยหายใจมีความสัมพันธ์กับ ระยะเวลาในไอซียู และระยะเวลาในโรงพยาบาลหลังผ่าตัด ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานสำหรับพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในการพัฒนาคุณภาพการรักษาพยาบาลเพื่อ เฝ้าระวังปัจจัยที่สัมพันธ์กับระยะเวลาในการคาท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจPublication Open Access บทบาทของวิสัญญีพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจและรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดระบบประสาท (Interventional Neuroradiology)(2547) จิตติมา เจียรพินิจนันท์; Jittima Jiarpinitnun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริมความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ(2551) ยุพา วงศ์รสไตร; อรสา พันธ์ภักดี; สุปรีดา มั่นคง; Yupha Wongrostrai; Orasa Panpakdee; Supreeda Monkong; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ คือ การสร้างแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อส่งเสริม ความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ แนวปฏิบัติการพยาบาลสร้างขึ้นตามกระบวนการใช้ ผลการวิจัย เพื่อช่วยให้บุคลากรในทีมสุขภาพให้การดูแลผู้ป่วยหย่าเครื่องช่วยหายใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แนวปฏิบัติการพยาบาลยังช่วยส่งเสริมในการติดต่อสื่อสารภายในทีมสุขภาพ และได้รับ ข้อมูลที่จำเป็นในการวางแผนการพยาบาลแก่ผู้ป่วยในการหย่าเครื่องช่วยหายใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์งานวิจัยและผลงานอ้างอิงทางวิชาการจำนวน 42 เรื่อง แนวปฏิบัติการพยาบาลจำแนกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการหย่าเครื่องช่วยหายใจ ระยะหย่า เครื่องช่วยหายใจ และระยะหลังการหย่าเครื่องช่วยหายใจ แนวปฏิบัติได้มุ่งเน้นในเรื่องการ ประเมินความพร้อมในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ การติดตามและเฝ้าระวังผู้ป่วยขณะหย่าเครื่อง ช่วยหายใจ รวมทั้งการประเมินผลลัพธ์ในแต่ละระยะของการหย่าเครื่องช่วยหายใจ และแนว ปฏิบัติการพยาบาลที่สร้างขึ้นผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ ในแง่ของความถูกต้องของเนื้อหา และผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็นว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้ในคลินิก การศึกษาครั้งนี้ มีข้อเสนอ แนะว่าควรนำแนวปฏิบัติการพยาบาลเข้าสู่การปฏิบัติการพยาบาล เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีรูปแบบ ในการดูแลผู้ป่วยที่หย่าเครื่องช่วยหายใจ และควรนำแนวปฏิบัตินี้ไปทดลองปฏิบัติในคลินิก เพื่อ ประเมินแนวปฏิบัติว่าสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เหมาะสมกับหน่วยงาน และติดตามดูผลลัพธ์ ของการใช้แนวปฏิบัติ นอกจากนั้นควรมีการพัฒนา ปรับปรุงแนวปฏิบัติการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยต่อไปPublication Open Access Potential risks and hazards from herbal uses(2014) Yuvadee Wongkrajang; Worawan Kitphati; Boontium Kongsaktrakoon; Rungravi Temsiririrkkul; ยุวดี วงษ์กระจ่าง; วรวรรณ กิจผาติ; บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล; รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล; Yuvadee Wongkrajang; Mahidol University. Faculty of Pharmacy. Department of Physiology; Mahidol University. Faculty of Pharmacy. Department of Pharmaceutical BotanyThere are 7 types of potential risks and hazards from herbs, including allergic reactions, toxic reaction to liver and kidney, adverse effects, possible mutagenic effects, mistaken plants, contamination of heavy metals and adulterants mainly from steroids or non-steroidal antiinflammatory drugs. In addition, herb-drug interactions related to pharmacokinetic and pharmacodynamics are also summarized. This indicates that some plants used for medicinal purposes are associated with serious risks. Therefore we should be aware in using medicinal plants.Publication Open Access การศึกษาเปรียบเทียบอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำของยาเคมีบำบัดแพคลิแท็กเซิลระหว่างยาต้นแบบและยาสามัญ ในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช(2561) รัชดาพันธ์ ชัยโตษะ; วรพรรณ คำอยู่; ณัฐพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา; กฤษดา ไพรวัฒนานุพันธ์; Rachadapan Chaitosa; Worapun Kumyoo; Nathpong Israngura Na Ayudhya; Krissada Paiwattananupant; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาบทนำ: แพคลิแท็กเซิล (Paclitaxel) เป็นยาเคมีบำบัดที่มีการใช้อย่างแพร่หลายสำหรับการรักษามะเร็งนรีเวช และอาจส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ โดยมีรายงานพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากสารคลีโมฟอร์อีแอล (Cremophor EL, CrEL) ซึ่งเป็นตัวทำละลายยาแพคลิแท็กเซิล วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอาการไม่พึงประสงค์จากการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำขณะรับยาแพคลิแท็กเซิลระหว่างกลุ่มที่รับยาต้นแบบและกลุ่มที่ได้รับยาสามัญ ในผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช โรงพยาบาลรามาธิบดี วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยคัดเลือกจากผู้ป่วยที่รับยาแพคลิแท็กเซิลครั้งที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 จำนวน 446 คน แบ่งเป็น กลุ่มที่รับยาต้นแบบ และกลุ่มที่รับยาสามัญ จากนั้นเก็บข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นระหว่างการรักษาและนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ ผลการศึกษา: กลุ่มผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่ได้รับยาต้นแบบ จำนวน 227 คน (51%) และกลุ่มที่รับยาสามัญ จำนวน 219 คน (49%) พบว่า มีอาการไม่พึงประสงค์ขณะให้สารละลายทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยมะเร็ง นรีเวช จำนวน 84 คน (18.83%) เป็นผู้ป่วยที่ได้รับยาต้นแบบ จำนวน 43 คน และผู้ป่วยที่ได้รับยาสามัญ จำนวน 41 คน โดยผู้ป่วยดังกล่าวมีอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่รุนแรง จำนวน 80 คน และอาการรุนแรง จำนวน 4 คน ซึ่งไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการที่ใช้ยาทั้ง 2 กลุ่ม สรุป: อาการไม่พึงประสงค์ขณะให้ยาแพคลิแท็กเซิลโดยการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างยาต้นแบบและยาสามัญ เมื่อใช้เป็นยาอันดับแรกในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช
