Search Results

Now showing 1 - 10 of 10
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    มูลฝอยอันตรายจากชุมชน: ลดได้ถ้าร่วมใจคัดแยก
    (2557) ศิราณี ศรีใส; Siranee Sreesai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    วิกฤตการณ์มลพิษหมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย
    (2555) ชัชวาล สิงหกันต์; Chatchawal Singhakant; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินการออกแบบภายในรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของเครือข่ายโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง
    (2554) พิพัฒน์  ลักษมีจรัลกุล; สิริกุล พิพิธแสงจันทร์,; ดุสิต สุจิรารัตน์; พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์; Pipat Luksamijarulkul; Dusit Sujirarat; Pisit Vatanasomboon; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
    .4 มีความเห็นว่าในส่วนผู้ป่วยควรสามรถรองรับผู้ป่วยและบุคลากรได้อย่างน้อย 3 คน เป็นต้น ข้อมูลจากการสังเกตขณะปฏิบัติงาน พบว่ารถพยาบาลฉุกเฉินเกือบทุกคัน (27/30 คัน) ภาชนะใส่ของมีคมและถังขยะติดเชื้อไม่มีการติดตั้งที่มั่งคง อาจทำให้เกิดอันตรายได้รถทุกคันผู้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การย่อยสลายกากไขมันของไส้เดือนดิน Pheretima peguana และ Eisenia foetida ในกระบวนการหมักมูลไส้เดือนของกากไขมันร่วมกับดินค่ำ
    (2558) ปวีณา เจริญอักษร; สุเทพ ศิลปานันทกุล; วิธิดา พัฒนาอิสรานุกุล; ธวัช เพชรไทย; Suthep Silapanuntakul; Withida Patthanaissaranukool; Tawach Prechthai; ธวัช เพชรไทย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Environmental Health Sciences
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของไส้เดือนดิน Pheretima peguana และ Eisenia foetida ด้วยการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนของกากไขมันจากถังดักไขมันของระบบน้ำาเสียชุมชน โดยทำการเตรียมกากไขมัน ที่ความเข้มข้น 20% 40% และ80% โดยน้ำหนัก ในการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนมีการทำาปุ๋ยหมัก (ชุดควบคุม) ที่ปราศจากไส้เดือนดิน หาค่าประสิทธิภาพและสัมประสิทธิ์การกำาจัดกากไขมันของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนและการทำาปุ๋ยหมัก เป็นเวลา 84 วัน จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการกำาจัดกากไขมันที่ความเข้มข้น 20% 40% และ 80% ของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน Pheretima peguana มีค่า mean(SD) เท่ากับ 84.2(4.5) 68.3(14.1) และ 53.8(10.7)% ตามลำดับ นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการกำาจัดกากไขมันในการทำปุ๋ยหมัก มีค่า mean(SD) เท่ากับ 76.5(4.3) 55.4(21.7) และ 43.8(10.1)% ตามลำาดับ การทดลองพบค่าสัมประสิทธิ์การกำาจัดกากไขมันที่ 20% และ 40%ของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน Pheretima peguana มีค่า mean(SD) เท่ากับ 0.6(0.09) และ 0.7(0.11)% ต่อวัน ซึ่งสูงกว่า Eisenia foetida และการทำาปุ๋ยหมัก ขณะที่ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Eisenia foetida กับการทำาปุ๋ยหมัก นอกจากนี้ความเข้มข้นของกากไขมันที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ส่งผลให้อัตราการย่อยสลายกากไขมันลดลง This study aimed to determine the potential of Pheretima peguana and Eisenia foetida earthworms in a vermicomposting process for Fat, Oil and Grease (FOG) waste collected from grease traps of a municipal wastewater treatment system. Different ratios of FOG and night soil were prepared at 20%, 40% and 80% by weight for the vermicom- posting process. The composting process without adding any earthworms was also done in all conditions. The removal effi ciencies and degradation coeffi cients of FOG were then determined after 84 days of vermicomposting time. The average FOG removal effi ciency at 20, 40 and 80% FOG concentration with Pheretima peguana was 85.9(4.2), 86.5(5.2) and 57.0(6.0)% while that with Eisenia foetida was 84.2(4.5), 68.3(14.1) and 53.8(10.7)%, respectively. Moreover, the average FOG removal effi ciency of the composting process was found to be 76.5(4.3), 55.4(21.7) and 43.8(10.1)%, respectively. The FOG degradation coeffi cient of the vermicomposting process with Pheretima peguana at 20 and 40% FOG was 0.639(0.091) and 0.650(0.106) day-1, which is relatively higher than with Eisenia foetida under the same composting conditions. In fact, there was no difference in degradation between composting with Eisenia foetida and the composting process alone. In addition, the increase of the FOG concentration in the vermicomposting process leads to a decrease in the degradation rate of FOG.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดการกากไขมันจากบ่อดักไขมัน โดยกระบวนการทำปุ๋ยหมักร่วมกับดินค่ำและขี้เลื่อย
    (2558) วิรจิรวัส รวิชญทรัพย์; ธวัช เพชรไทย; ธนาศรี สีหะบุตร; วรพจน์ กนกกันฑพงษ์; Tawach Prechthai; Tanasri Sihabut; ธวัช เพชรไทย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
    กากไขมันเป็นกากของเสียอินทรีย์ที่โดยทั่วไปถูกกำาจัดจากถังดักไขมันที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย ครัวเรือน ดังนั้นจึงควรถูกจัดการและกำจัดอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกากไขมันการทำเป็นปุ๋ยหมักร่วมกับวัสดุอื่นอาจสามารถนำามาใช้ในการจัดการของเสียประเภทนี้เพื่อที่จะนำกากไขมันกลับมาใช้ประโยชน์เป็นสารปรับสภาพดิน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเพื่อศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการทำาปุ๋ยหมักร่วมระหว่างกากไขมันดินค่ำและขี้เลื่อย วัสดุหมักถูกเตรียมโดยการผสมกากไขมัน 19.5 กิโลกรัม ร่วมกับดินค่ำ 12.0 กิโลกรัม และขี้เลื่อย 8.5 กิโลกรัม กระบวนการหมักดำเนินการในถังหมักที่มีการพลิกกลับกองปุ๋ยหมักเป็นระยะ จากนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมและคุณภาพของปุ๋ยหมักถูกประเมินในการทดลองนี้ ผลการทดลองแสดงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในถังหมักที่ 63 องศาเซลเซียสก่อนที่จะลดลงเท่าอุณหภูมิภายนอกที่ภายในระยะเวลา 76 วัน ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติของผลผลิตปุ๋ยหมักพบว่าค่าสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนและค่าพีเอชของปุ๋ยหมักเท่ากับ 17.5:1 และ 5.45 ตามลำาดับขณะที่ความเข้มข้นของกากไขมันและปริมาณอินทรีย์วัตถุเท่ากับ ร้อยละ 2.0 และ 35.0 โดยน้ำหนักนอกจากนี้ความเข้มข้นรวมของไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในปุ๋ยหมักเท่ากับ ร้อยละ 1.2, 6.0 และ 28.8 โดยน้ำหนัก ตามลำาดับ สุดท้ายค่าดัชนีการงอกที่ร้อยละ 132.0 ที่พบในเมล็ดผักบุ้งจีน(Ipomceaaquatica Forsk) แสดงศักยภาพของปุ๋ยหมักจากกากไขมันร่วมกับดินค่ำและขี้เลื่อยในการใช้เป็นสารปรับสภาพดิน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ภัยพิบัติ : มหาอุทกภัยของประเทศ พ.ศ. 2554
    (2554) พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; Pipat Luksamijarulkul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรับรู้นโยบายและการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานจากการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง
    (2558) อุบล ชราศรี; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; ดุสิต สุจิรารัตน์; นารา กุลวรรณาวิจิตร; Pipat Luksamijarulkul; Dusit Sujirarat; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Microbiology; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Epidemiology
    โรงพยาบาลเป็นสถานที่ให้บริการผู้ป่วยทุกประเภท และแหล่งของเชื้อโรคหลายชนิดที่สามารถแพร่ กระจายไปสู่คนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลอาจมีความเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อจากการทำงาน การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้นโยบาย และการ ปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานของบุคลากรที่ให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลประจำจังหวัด แห่งหนึ่ง จำนวน 214 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะประชากรสังคม ประวัติสุขภาพ ส่วนบุคคล การรับรู้นโยบาย และการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา x2 –test และ Pearson’s correlation coefficient ที่ระดับ α = 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 87.9 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.4 เป็นพยาบาล ร้อยละ 27.1 เป็นผู้ช่วยพยาบาลและ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ กว่าร้อยละ 30.4 มีโรคประจำตัว คะแนนเฉลี่ยการรับรู้นโยบายป้องกันการติดเชื้อเท่ากับ 8.7±2.4 (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) จัดอยู่ในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตามหลักหลักการป้องกันการ ติดเชื้อมาตรฐานเท่ากับ 19.7±7.9 (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) จัดอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานระดับสูง พบว่า แผนกที่ปฏิบัติงาน และ ระดับคะแนนการรับรู้นโยบายการป้องกันการติดเชื้อ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการ ติดเชื้อมาตรฐานในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, p<0.001 และ p = 0.001 ตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์ สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการรับรู้นโยบายกับคะแนนการปฏิบัติตามหลักหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานพบว่าความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, r = 0.51, p<0.001 Hospital are places that provide patients a source of several pathogens that can be spread from persons and environments. Personnel working in hospitals are at risk of occupational infections. A cross-sectional study was carried out to assess the infection prevention policy perception and standard precaution practices and to analyze the associations between studied factors and standard precaution practices among hospital personnel. The study of 214 personnel who provided medical services in a provincial hospital was conducted using a structured questionnaire including socio-demographic and occupational variables, personal health histories, infection prevention policy perception and standard precaution practices. Descriptive statistics, χ2-test and Pearson’s correlation coeffi cient were used for data analysis at α = 0.05. Results revealed that 87.9% of studied personnel were female, 51.4% were nurses and 27.1% were nurse aids Approximately 30.4% had a history of under- lying diseases. The mean score of perception on infection prevention policy was 8.7±2.4 (total score = 10), classifi ed as high score level of perception. The mean score of standard precaution practices was 19.7±7.9 (total score = 30), classifi ed in moderate score level of practice score. When we analyzed studied factors associated with the high score level of standard precaution prac- tices, working departments and perception score level on the infection prevention poli- cy were signifi cantly associated, p<0.001 and p = 0.001, respectively. Additionally, scores of perception on the infection prevention policy and scores of standard precaution practices were analyzed using Pearson’s correlation coeffi cient, showing a signifi cantly positive correlation, r = 0.51, p<0.001.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ระบาดวิทยาภูมิศาสตร์ในงานสาธารณสุข
    (2555) มธุรส ทิพยมงคลกุล; Mathuros Tipayamongkholgul; มธุรส ทิพยมงคลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา
    จากแนวคิดที่ว่าการเกิดโรคมีลักษณะเฉพาะ ในแต่ ละพื้ นที่และไม่ ได้ เกิ ดขึ้ นโดยบั งเอิ ญหรื อโดยสุ่ มลักษณะทางกายภาพและชีวภาพในแต่ละพื้นที่เป็น ตัวกำหนดให้การเกิดโรคมีลักษณะเป็นกลุ่มก้อน ระบาดวิทยาภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือในงานสาธารณสุข ที่พัฒนาจากแนวคิดดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ พรรณนาและวิเคราะห์สถานการณ์โรคในแต่ละพื้นที่ ตามปัจจัยประชากร สิ่งแวดล้อม สังคม พฤติกรรม และพันธุกรรม รวมถึงประยุกต์ระบาดวิทยาเชิงนิเวศ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ และสถิติเชิง ภูมิศาสตร์ เพื่อระบุปัจจัยเชิงนิเวศที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์โรคในแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันนี้ระบาดวิทยา ภูมิศาสตร์ได้ถูกประยุกต์ใช้ในการศึกษาของหลายแขนง วิชา เช่น อาชญวิทยา สาธารณสุขศาสตร์สิ่งแวดล้อม สังคมศาสตร์การแพทย์ รวมถึงการประยุกต์ใช้ในการ เฝ้าระวังโรค การศึกษาระบาดวิทยาภูมิศาสตร์ในงาน สาธารณสุขมีส่วนช่วยวางแผนทรัพยากร วางแผน บริการสุขภาพ ดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรค และประเมินผลโครงการป้องกัน ควบคุมโรค
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินความเสี่ยงภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
    (2555-01) ศิวรักษ์ กิจชนะไพบูลย์; สิริประภา กลั่นกลิ่น; Siriprapa Klunklin; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การศึกษาเชิงคุณาภพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือประชาชนที่อยู่อาศัยมนเขตพื้นที่อำเภอเมือง จัวหวัดเชียงราย จำนวน 32 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน พ.ศ.2553 โดยการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆดังนี้ 1.ภาวะฝนแล้ง 2. ความผันผวนของปริมาณน้ำฝน3. ภาวะหมอกควัน 4. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อน และลดลงในฟดูหนาว เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มชาวเกษตรกร ผู้สูงอายุ และยังรวมไปถึงเด็กและผู้พิการเเมื่อประเมินขีดความสามารถในการปรับตัวอขงกลุ่มตัวอย่าง สามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ คือ 1. พึ่งพาตนเองเป็นหลัก ได้แ่ กลุ่มเกษตรกร โดยขวนขวายหาข้อมูล วิธีการในการปรับตัวเกี่ยวกับการเพราะปลูกเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยมักมองข้ามผลเสียของการใช้เทคโนโลยี เช่นการใช้ฮอร์โมนเร่งผลผลิต ซึ่งทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของพืช 2. พึ่งพาหน่วยงานราชการเป็นหลัก ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผู้สูงอายุ ผู้พิการ มีการแจ้งต่อหน่วยงานราชการและเรียกร้องค่าเสียหายทดแทนจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น 3. ไม่พึ่งพาผู้ใด ปล่อยไปตามยถากรรม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ โดยในกลุ่มทั้งสอง ได้มีการตั้งชมรมเฉพาะของตนขึ้นมา แต่ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ความเสี่ยงที่เกิดภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลและส่วนรวม การรับมือและดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เน้นการจัดการความสัมพันธ์มากกว่าใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง การจัดการจึงควรเป็นลักษณะเครือข่ายที่เชื่มโยงโดยมีความร่วมมือกัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    สถานภาพปัจจุบันด้านความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการของสถาบันการศึกษาสาธารณสุขศาสตร์บางแห่งในประเทศไทย
    (2558) เสาวลักษณ์ ลักษมีจรัลกุล; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; ยุวดี รอดจากภัย; Pipat Luksamijarulkul; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Microbiology
    ความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการมีความสำคัญสำหรับบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานภายในห้องปฏิบัติการและผู้ที่เกี่ยวข้อง การศึกษานี้ใช้รูปแบบการวิจัยภาคตัดขวาง ทำการประเมินความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการและความปลอดภัยทางชีวภาพของสถาบันการศึกษาสาธารณสุขศาสตร์ 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันเอ สถาบันบี และสถาบันซี ในบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานภายในห้องปฏิบัติการจำนวน 41 คน (ร้อยละ 73.2 ของจำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง) โดยใช้แบบประเมินที่ดัดแปลงมาจากสภาเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประเทศสหรัฐอเมริกา ใน 4 องค์ประกอบ คือ มิติด้านนโยบาย มิติด้านสถานที่และการจัดการสิ่งแวดล้อมภายใน มิติด้านการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย และมิติด้านการจัดการความเสี่ยง (กรณีความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ) หรือมิติด้านการใช้เครื่องป้องกันตนเอง (กรณีความปลอดภัยทางชีวภาพ) ข้อใดสถาบันไม่เกี่ยวข้องจะไม่นำข้อนั้นมาคิดคะแนน ข้อใดมีการดำเนินการ ได้ 1 คะแนน ข้อใดไม่มีการดำเนินการได้ 0 คะแนน นำคะแนนที่ได้คิดเป็นค่าร้อยละ การแบ่งระดับคะแนน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับสูงได้แก่ คะแนน ≥ ร้อยละ 80 ระดับปานกลาง ได้แก่คะแนนร้อยละ 60-79 และระดับต่ำ ได้แก่ คะแนน < ร้อยละ 60ผลการศึกษาพบว่า ห้องปฏิบัติการที่ศึกษาทั้ง 3 สถาบัน มีระดับคะแนนความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ มิติด้านนโยบายและการจัดการความเสี่ยง อยู่ในระดับต่ำ คือ ร้อยละ 31.7 และ 46.4 มิติด้านการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย อยู่ในระดับต่ำคือ ร้อยละ 52.1 และมิติด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อมภายในอยู่ในระดับปานกลาง คือ ร้อยละ 60.0 สถาบันทั้ง 3 แห่ง มีคะแนนในแต่ละมิติใกล้เคียงกัน โดยสถาบันซี มีคะแนนสูงกว่าสถาบันอื่นเล็กน้อย สำหรับผลการประเมินความปลอดภัยทางชีวภาพพบว่า คะแนนมิติด้านนโยบาย อยู่ในระดับต่ำ คือร้อยละ 45.3 มิติด้านการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยอยู่ในระดับต่ำ คือ ร้อยละ 59.7 มิติการใช้เครื่องป้องกันตนเอง อยู่ในระดับต่ำ คือ ร้อยละ 48.3 และมิติด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในอยู่ในระดับปานกลาง คือ ร้อยละ 65.0 สถาบันทั้ง 3 แห่งมีคะแนนในแต่ละมิติใกล้เคียงกัน สถาบันเอ มีคะแนนสูงกว่าสถาบันอื่นเล็กน้อย