6 results
Search Results
Now showing 1 - 6 of 6
Publication Open Access Effect of irrigation times of sodium ascorbate on bond strengths to bleached enamel using two adhesive systems.(2014-01) Chitvaree Leetrakulwanna; ชิตวรี ลีตระกูลวรรณา; Nataya Vongphan; นาฎยา วงษ์ปาน; Pisol Senawongse; พิศลย์ เสนาวงษ์; Choltacha Harnirattisai; ชลธชา ห้านิรัติศัย; Nataya Vongphan; Mahidol University. Faculty of Dentistry. Department of Operative Dentistry and Endodonticsand followed by irrigation with 10% sodium ascorbate for 30 sec, 1 min and 10 min respectively. Enamel surface of all specimens were bonded with one of the two adhesives and then restored with a resin composite. The microshear bond strength testing... was performed using a universal testing machine at a crosshead speed of 1 mm/min after storage in distilled water at 37°C for 24 hours. The data were analyzed using two-way ANOVA and post-hoc multiple range test (p<0.05). Results: Irrigation with sodiumPublication Open Access The association of buccal keratinized tissue width and periodontal biotype on soft tissue surrounding dental implant.(2014-09) Nattinee Amponpan; Ratchanee Kuphasuk; รัชนี คูผาสุข; Yosvimol Kuphasuk; ยศวิมล คูผาสุข; Varunee Kerdvongbundit; วรุณี เกิดวงศ์บัณฑิต; Yosvimol Kuphasuk; ยศวิมล คูผาสุข; Mahidol University. Faculty of Dentistry. Department of Oral Medicine and PeriodontologyObjectives: To compare clinical outcomes surrounding dental implants between narrow and wide buccal keratinized tissue and between thin and thick periodontal biotype. Materials and methods: Fifty one patients recruited from the patient’s bank of Oral medicine and Periodontology, Faculty of dentistry, Mahidol University. Eighty two functioning dental implants were examined. All implants mucosa were divided into 2categories: 1) keratinized mucosal width was divided into wide (≥ 2 mm) and narrow (< 2 mm), 2) keratinized mucosal thickness was divided into thick and thin. Clinical parameters included gingival index (GI), plaque index (PI), bleeding index (BI), probing depth (PD), buccal mucosal recession and periodontal attachment were determined. Peri-implant crevicular fluid was collected for measurement by periotron. Results: The implant areas that had thick or wide mucosa showed more probing depth than those that had thin or narrow mucosa, significantly (P= 0.001, P=0.008, in order). The periotron value in thin or narrow mucosa had significantly greater than thick or wide mucosal sites (P=0.016, 0.042 orderly). There was no correlation between keratinized tissue thickness or width and GI, BI and PI. Thin mucosa tend to occur buccal recession than thick mucosa, but not significant though. Conclusion: The finding of this study showed that keratinized mucosal thickness and width surrounding implants affected the peri-implant soft tissue status.Publication Open Access ความต้านทานต่อการแตกหักของฟันที่รักษาคลองรากและบูรณะด้วยเรซินคอมโพสิตชนิดบ่มตัวด้วยแสงร่วมกับปฏิกิริยาเคมีในคลองรากที่ระดับความลึกต่างกัน(2014-01) ปิยาภรณ์ คู่ศรีสมทรัพย์; Piyaporn Kusrisomsup; นาฏยา วงษ์ปาน; Nataya Vongphan; อมรา ม่วงมิ่งสุข; Amara Muangmingsuk; พิศลย์ เสนาวงษ์; Pisol Senawongse; นาฏยา วงษ์ปาน; Nataya Vongphan; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะทันตแพทยศาสตร์. ภาควิชาทันตกรรมหัตถการและวิทยาเอ็นโดดอนต์; Mahidol University. Faculty of Dentistry. Thai Board of Endodontics Faculty of Dentistry; Mahidol University. Faculty of Dentistry. Thai Board of Operatve Dentistrywith a dual-cured composite resin. The teeth were subjected to a vertical loading in a universal testing machine until the fracture occurred. Data were analyzed by using one-way ANOVA and multiple comparison Tukey’s test (p 0.05). The fracture patternsPublication Open Access กำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์ของเดือยเส้นใยแก้วที่ปรับสภาพผิวต่อการยึดเนื้อคลองรากฟันที่ปรับสภาพ(2014-01) Wisit Piyawattanatawon; วิศิษฎ์ ปิยะวัฒนาถาวร; Widcha Asawaworarit; วิชชา อัศววรฤทธิ์; Widcha Asawaworarit; วิชชา อัศววรฤทธิ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะทันตแพทยศาสตร์. ภาควิชาทันตกรรมหัตถการและวิทยาเอ็นโดดอนต์วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินกำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์ของเรซินคอมโพสิตที่ยึดเดือยเส้นใยแก้วที่ปรับสภาพผิวด้วยกรดไฮโดรฟลูออริกและเนื้อคลองรากฟันที่ล้างด้วยน้ำยาต่างชนิดกัน วัสดุอุปกรณ์และวิธีการ: ฟันกรามน้อยล่างรากเดียวของมนุษย์ จำนวน 24 ซี่ ตัดส่วนตัวฟันเหนือระดับรอยต่อระหว่างเคลือบรากฟันและเคลือบฟัน 2 มิลลิเมตร ขยายคลองรากฟันถึงขนาด 40/06 ด้วยนิกเกิลไททาเนียมเอ็มทู และอุดคลองรากฟันด้วยกัตตาเปอร์ชาร่วมกับซีลเลอร์เอเอซพลัส เตรียมคลองรากฟันสำหรับใส่เดือยด้วยหัวกรอสำหรับเดือยฟันเอฟอาร์ซี ขนาด 3 ให้ลึก 8 มิลลิเมตร แล้วแบ่งฟันออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 6 ซี่ โดย กลุ่มที่ 1 ล้างคลองรากสำหรับใส่เดือยด้วยน้ำกลั่น กลุ่มที่ 2 ล้างด้วย อีดีทีเอ ตามด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ กลุ่มที่ 3 ล้างด้วย อีดีทีเอ ตามด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ และ น้ำกลั่น และ กลุ่มที่ 4 ล้างด้วย อีดีทีเอ สารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ และสารละลายโซเดียมแอสคอร์เบต ตามลำดับ นำเดือยเส้นใยแก้วมาปรับสภาพผิวโดยการทาด้วยกรดไฮโดรฟลูออริก ความเข้มข้นร้อยละ 4 ในเวลา 15 วินาที ล้างกรดออกแล้วทาสารไซเลนปล่อยไว้ 1 นาที ยึดเดือยฟันด้วยไซทดีเอสซีและเรซินคอมโพสิต มัลติคอร์ โฟล ในคลองรากแล้วนำฟันไปเก็บที่มีความชื้นร้อยละ 100 ระยะเวลา 24 ชั่วโมง จึงนำฟันจำนวน 24 ซี่ มาตัดเป็นแท่งจำนวน 5 แท่งต่อซี่รวมชิ้นตัวอย่าง 120 แท่ง สำหรับทดสอบกำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์ ค่ากำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบเชิงซ้อน ระหว่างกลุ่มด้วย Dunnett T3 สำหรับรูปแบบการแตกหักตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราดและเปรียบเทียบการแตกหักโดยใช้ Kruskal-Wallis ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการทดลอง: กำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์ของกลุ่มที่ 1 ถึง 4 มีค่า 4.52 ± 1.31, 7.13 ± 2.55, 9.53 ± 3.18 และ 14.56 ± 4.47 MPa ตามลำดับ มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มการทดลอง (p<0.05) รูปแบบการแตกหักในกลุ่มทดลองที่ 1 และ 2 เป็นแบบไม่ยึดติดระหว่างเนื้อคลองรากฟันกับเรซินคอมโพสิตเป็นส่วนใหญ่ ส่วนในกลุ่มทดลองที่ 3 และ 4 การแตกหักป็นแบบเชื่อมแน่นล้มเหลวในเดือยเส้นใยแก้วร่วมกับการแตกหักแบบไม่ยึดติดระหว่างเนื้อฟันกับเรซินคอมโพสิต สรุป: การปรับผิวคลองรากฟันโดยล้างด้วย อีดีทีเอ ความเข้มข้นร้อยละ 17 จำนวน 2 มิลลิลิตร 1 นาที ตามด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ ความเข้มข้นร้อยละ 5.25 จำนวน 2 มิลลิลิตร 1 นาที และสารละลายโซเดียมแอสคอร์เบต ความเข้มข้นร้อยละ 10 จำนวน 10 มิลลิลิตร 10 นาที จะให้ค่ากำลังแรงยึดไมโครเทนไซล์ของเรซินคอมโพสิตที่ยึดเดือยเส้นใยแก้วกับคลองรากฟันได้สูงกว่าการล้างคลองรากด้วยน้ำยาอื่นPublication Open Access ความชุกและปัจจัยที่เชื่อมโยงกับการเกิดอุบัติเหตุต่อฟันแท้ในเด็กที่รับการรักษาที่คลินิกทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล: การศึกษาย้อนหลัง 6 ปี(2012-01) เข็มทอง มิตรกูล; Kemthong Mitrakul; มาลี อรุณากูร; Malee Arunakul; อัฐพงศ์ ฮวกนิล; Atthaphong Huagnil; เจษฎา ธุวไมตรี; Jessada Tuwamaitee; วีรวัฒน์ สุขชม; Weerawat Sukchom; พิชญะ พิมลวงษาภรณ์; Phichaya Phimonwongsaphorn; เข็มทอง มิตรกูล; Kemthong Mitrakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะทันตแพทยศาสตร์. ภาควิชาทันตกรรมเด็กfor analyzes the factors associated with TDI and treatment received. Data were analyzed using descriptive analysis for mean and average number. Chi square or Fisherûs exact tests were used to evaluate the associations between those factorsPublication Open Access อิทธิพลของความวิตกกังวลของผู้ปกครองต่อระดับความกลัว/ความวิตกกังวลในการทำฟันในเด็กไทยกลุ่มหนึ่ง(2011-05) มาลี อรุณากูร; Malee Arunakul; ชลาธิป ชมพูนุท ณ อยุธยา; Chalatip Chompunud Na Ayudthaya; ณัฐกานต์ ไตรตานนท์; Nattakan Traitanon; ลีรวรรณ บูรณจรรยากุล; Leerawan Buranajanyakul; ยุวดี อัศวนันท์; Yuwadee Asvanund; เข็มทอง มิตรกูล; Kemthong Mitrakul; มาลี อรุณากูร; Malee Arunakul; คณะทันตแพทยศาสตร์. มหาวิทยาลัยมหิดล. ภาควิชาทันตกรรมเด็กวัตถุประสงค์: เพื่อหาระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ปกครองและของเด็กต่อการเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม รวมทั้งบัจจัยของผู้ปกครองที่มีอิทธิพลต่อความกลัวของเด็ก วัสดุอุปกรณ์และวิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยแบบตัดขวางโดยใช้แบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้ปกครองและเด็กอายุระหว่าง 7 ถึง 12 ปี โดยตรง ที่คลินิกทันตกรรมเด็ก คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แบบสอบถามมี 2 ชุด สำหรับใช้กับผู้ปกครองและสำหรับเด็ก เก็บข้อมูลของผู้ปกครอง เพศความสัมพันธ์กับผู้ป่วยเด็ก ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และประวัติการรักษาทางทันตกรรม ได้แก่ ความถี่ ประสบการณ์ด้านลบที่ได้รับจากการทางทันตกรรม เก็บข้อมูลของเด็ก อายุ เพศ จำนวนพี่น้อง ลำดับบุตร และประวัติการรักษาทางทันตกรรมได้แก่ จำนวนครั้งที่เข้ารับการรักษาทางทันตกรรมประเภทของการรักษาที่เคยได้รับ ประสบการณ์ด้านลบจากการรับการรักษาทางทันตกรรม โดยทั้งผู้ปกครองและเด็กใช้โมดิฟายหว่องเบเกอร์เฟสเพนสเกลวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติไคร์สแควร์และอโนว่า ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างมีทั้งหมดจำนวน 93 คู่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่เลี้ยงดูเด็กเอง ร้อยละ 48.4 เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการรักษาทางทันตกรรมสำหรับเด็กนั้นร้อยละ 69.9 ไม่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีในการเข้ารับการรักษาทางทันตกรรม ค่าเฉลี่ยระดับความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ปกครองและของเด็กไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งระดับความกลัวและความวิตกกังวลของผู้ปกครองมีความสัมพันธ์กับระดับความกลัวและความวิตกกังวลของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ (ค่าสหสัมพันธ์ = 0 ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01) นอกจากนี้ ยังพบว่าประสบการณ์ไม่ดีที่เด็กเคยได้รับนำไปสู่ความกลัวและวิตกกังวลในการเข้ารับการรักษาครั้งต่อไป การอบรม เลี้ยงดู และการเล่าประสบการณ์ที่ไม่ดีให้ฟังไม่ส่งผลต่อระดับความกลัวและความวิตกกังวลของเด็กในช่วงอายุนี้ บทสรุป: ระดับความวิตกกังวลและความกลัวของผู้ปกครองสัมพันธ์กับระดับความวิตกวังวลและความกลัวของเด็ก
