Search Results

Now showing 1 - 10 of 20
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    มูลฝอยอันตรายจากชุมชน: ลดได้ถ้าร่วมใจคัดแยก
    (2557) ศิราณี ศรีใส; Siranee Sreesai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Lime and Lignite Fly Ash as cement replacement in hazardous waste solidification process: Case study of spent fluorescent lamp
    (2009-12) Petcharat Jekjuntuk; Chumporn Yuwaree; Gritsanaruk Theeraraj; Rungjarat Hutacharoen; Jirapun Chotiratanarak; Mahidol University. Faculty of Environment and Natural Resource Studies
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อในนำเถ้าลอยลิกไนต์และปูนขาวมาใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ ในกระบวนการหล่อแข็ง ขยะอันตราย (หลอดฟลูออเรสเซนต์) ผลการศึกษาพบว่า เมื่ออัตราส่วนของขยะอันตรายเพิ่มขึ้นค่าความ หนาแน่นและการชะละลายของปรอทจากก้อนหล่อแข็งฯ มีแนวโน้มเพิ่ม... ปูนซีเมนต์ต่อปูนขาวและเถ้าลอยเท่ากับ 0:30:70 จะมีเหมาะสมในการหล่อแข็ง ที่สัดส่วนของขยะหลอดฟลูออเรสเซนต์ต่อวัตถุประสานในอัตราส่วน 2:1 ที่ระยะเวลาบ่มอย่างน้อย 7 วันจึงอาจสรุปว่าปูนขาวและเถ้าลอยลิกไนต์เป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อใช้ทดแทนปูนซีเมนต์ในการหล่อแข็งหลอดฟลู
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การผลิตปุ๋ยหมักร่วมจากเศษอาหารและกากของเสียของโรงงานผลิตสารให้ความหวาน
    (2009-06) วิษณุพงค์ เกลี้ยงช่วย; ไกรชาติ ตันตระการอาภา; ธนาศรี สีหะบุตร; สุเทพ ศิลปานันทกุล; พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
    การศึกษาวิจัยในครั้งนี้เป็นการผลิตปุ๋ยหมักร่วมจากเศษอาหารและกากของเสียจากโรงงานผลิตสารให้ความหวาน เศษอาหารจากโรงอาหารของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลและกากของเสียจากกระบวนการผลิต สารให้ความหวานจากโรงงานอุตสาหกรรม โดยการศึกษาอัตราส่วนผสมระหว่างกากของเสียต่อเศษอาหารใน อัตราส่วนดังต่อไปนี้ 0:100, 10:90, 20:80, 30:70, และ 40:60 ทำการหมักเป็นระยะเวลา 9 สัปดาห์ จากนั้นนำปุ๋ย หมักที่ผลิตได้มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนักที่ปนเปื้ อนหลังจากการหมักสมบูรณ์ ในแต่ละชุดของการ ทดลองมีการเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของประเทศไทยและประเทศต่างๆผลการศึกษาพบว่าปุ๋ยหมักร่วมพบ ปริมาณของโลหะหนักที่พบมีทั้งสิ้น 4 ธาตุ คือ สารหนู ตะกั่ว โครเมียม และทองแดง มีปริมาณอยู่ในช่วง 0.02 - 0.31, 0.79 - 3.03, 1.60 - 4.78 และ 3.26 - 7.81 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และปริมาณความเข้มข้นของโลหะ หนัก 3 ธาตุ คือ สารหนู ตะกั่ว โครเมียม ในแต่ละอัตราส่วน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) ยกเว้นธาตุทองแดง และปริมาณโลหะหนักยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมให้มีได้ตามข้อกำหนดของปุ๋ยหมักจาก มูลฝอยของประเทศไทย ทวีปอเมริกาและทวีปยุโรป สำหรับธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัส ที่เป็นประโยชน์ และโปแทสเซียมทั้งหมด ในปุ๋ยหมักร่วมทั้ง 5 อัตราส่วน มีปริมาณอยู่ในช่วง 1.53 - 8.05, 0.18 - 0.48 และ 0.0538 - 0.1026 % ตามลำดับ ส่วนความชื้น พีเอชและอัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน มี ปริมาณอยู่ในช่วง 0.39 - 0.64% , 6.21-6.97 และ 4.98 - 18.03 ตามลำดับ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    วิกฤตการณ์มลพิษหมอกควันในภาคเหนือของประเทศไทย
    (2555) ชัชวาล สิงหกันต์; Chatchawal Singhakant; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินการออกแบบภายในรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของเครือข่ายโรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง
    (2554) พิพัฒน์  ลักษมีจรัลกุล; สิริกุล พิพิธแสงจันทร์,; ดุสิต สุจิรารัตน์; พิศิษฐ์ วัฒนสมบูรณ์; Pipat Luksamijarulkul; Dusit Sujirarat; Pisit Vatanasomboon; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
    .4 มีความเห็นว่าในส่วนผู้ป่วยควรสามรถรองรับผู้ป่วยและบุคลากรได้อย่างน้อย 3 คน เป็นต้น ข้อมูลจากการสังเกตขณะปฏิบัติงาน พบว่ารถพยาบาลฉุกเฉินเกือบทุกคัน (27/30 คัน) ภาชนะใส่ของมีคมและถังขยะติดเชื้อไม่มีการติดตั้งที่มั่งคง อาจทำให้เกิดอันตรายได้รถทุกคันผู้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การย่อยสลายกากไขมันของไส้เดือนดิน Pheretima peguana และ Eisenia foetida ในกระบวนการหมักมูลไส้เดือนของกากไขมันร่วมกับดินค่ำ
    (2558) ปวีณา เจริญอักษร; สุเทพ ศิลปานันทกุล; วิธิดา พัฒนาอิสรานุกุล; ธวัช เพชรไทย; Suthep Silapanuntakul; Withida Patthanaissaranukool; Tawach Prechthai; ธวัช เพชรไทย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Environmental Health Sciences
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของไส้เดือนดิน Pheretima peguana และ Eisenia foetida ด้วยการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนของกากไขมันจากถังดักไขมันของระบบน้ำาเสียชุมชน โดยทำการเตรียมกากไขมัน ที่ความเข้มข้น 20% 40% และ80% โดยน้ำหนัก ในการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนมีการทำาปุ๋ยหมัก (ชุดควบคุม) ที่ปราศจากไส้เดือนดิน หาค่าประสิทธิภาพและสัมประสิทธิ์การกำาจัดกากไขมันของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนและการทำาปุ๋ยหมัก เป็นเวลา 84 วัน จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการกำาจัดกากไขมันที่ความเข้มข้น 20% 40% และ 80% ของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน Pheretima peguana มีค่า mean(SD) เท่ากับ 84.2(4.5) 68.3(14.1) และ 53.8(10.7)% ตามลำดับ นอกจากนี้ ประสิทธิภาพการกำาจัดกากไขมันในการทำปุ๋ยหมัก มีค่า mean(SD) เท่ากับ 76.5(4.3) 55.4(21.7) และ 43.8(10.1)% ตามลำาดับ การทดลองพบค่าสัมประสิทธิ์การกำาจัดกากไขมันที่ 20% และ 40%ของการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน Pheretima peguana มีค่า mean(SD) เท่ากับ 0.6(0.09) และ 0.7(0.11)% ต่อวัน ซึ่งสูงกว่า Eisenia foetida และการทำาปุ๋ยหมัก ขณะที่ไม่มีความแตกต่างระหว่าง Eisenia foetida กับการทำาปุ๋ยหมัก นอกจากนี้ความเข้มข้นของกากไขมันที่เพิ่มขึ้นในกระบวนการทำาปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน ส่งผลให้อัตราการย่อยสลายกากไขมันลดลง This study aimed to determine the potential of Pheretima peguana and Eisenia foetida earthworms in a vermicomposting process for Fat, Oil and Grease (FOG) waste collected from grease traps of a municipal wastewater treatment system. Different ratios of FOG and night soil were prepared at 20%, 40% and 80% by weight for the vermicom- posting process. The composting process without adding any earthworms was also done in all conditions. The removal effi ciencies and degradation coeffi cients of FOG were then determined after 84 days of vermicomposting time. The average FOG removal effi ciency at 20, 40 and 80% FOG concentration with Pheretima peguana was 85.9(4.2), 86.5(5.2) and 57.0(6.0)% while that with Eisenia foetida was 84.2(4.5), 68.3(14.1) and 53.8(10.7)%, respectively. Moreover, the average FOG removal effi ciency of the composting process was found to be 76.5(4.3), 55.4(21.7) and 43.8(10.1)%, respectively. The FOG degradation coeffi cient of the vermicomposting process with Pheretima peguana at 20 and 40% FOG was 0.639(0.091) and 0.650(0.106) day-1, which is relatively higher than with Eisenia foetida under the same composting conditions. In fact, there was no difference in degradation between composting with Eisenia foetida and the composting process alone. In addition, the increase of the FOG concentration in the vermicomposting process leads to a decrease in the degradation rate of FOG.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดการกากไขมันจากบ่อดักไขมัน โดยกระบวนการทำปุ๋ยหมักร่วมกับดินค่ำและขี้เลื่อย
    (2558) วิรจิรวัส รวิชญทรัพย์; ธวัช เพชรไทย; ธนาศรี สีหะบุตร; วรพจน์ กนกกันฑพงษ์; Tawach Prechthai; Tanasri Sihabut; ธวัช เพชรไทย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม
    กากไขมันเป็นกากของเสียอินทรีย์ที่โดยทั่วไปถูกกำาจัดจากถังดักไขมันที่ใช้ในระบบบำบัดน้ำเสีย ครัวเรือน ดังนั้นจึงควรถูกจัดการและกำจัดอย่างเหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกากไขมันการทำเป็นปุ๋ยหมักร่วมกับวัสดุอื่นอาจสามารถนำามาใช้ในการจัดการของเสียประเภทนี้เพื่อที่จะนำกากไขมันกลับมาใช้ประโยชน์เป็นสารปรับสภาพดิน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงเพื่อศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการทำาปุ๋ยหมักร่วมระหว่างกากไขมันดินค่ำและขี้เลื่อย วัสดุหมักถูกเตรียมโดยการผสมกากไขมัน 19.5 กิโลกรัม ร่วมกับดินค่ำ 12.0 กิโลกรัม และขี้เลื่อย 8.5 กิโลกรัม กระบวนการหมักดำเนินการในถังหมักที่มีการพลิกกลับกองปุ๋ยหมักเป็นระยะ จากนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมและคุณภาพของปุ๋ยหมักถูกประเมินในการทดลองนี้ ผลการทดลองแสดงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในถังหมักที่ 63 องศาเซลเซียสก่อนที่จะลดลงเท่าอุณหภูมิภายนอกที่ภายในระยะเวลา 76 วัน ผลการวิเคราะห์คุณสมบัติของผลผลิตปุ๋ยหมักพบว่าค่าสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนและค่าพีเอชของปุ๋ยหมักเท่ากับ 17.5:1 และ 5.45 ตามลำาดับขณะที่ความเข้มข้นของกากไขมันและปริมาณอินทรีย์วัตถุเท่ากับ ร้อยละ 2.0 และ 35.0 โดยน้ำหนักนอกจากนี้ความเข้มข้นรวมของไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมในปุ๋ยหมักเท่ากับ ร้อยละ 1.2, 6.0 และ 28.8 โดยน้ำหนัก ตามลำาดับ สุดท้ายค่าดัชนีการงอกที่ร้อยละ 132.0 ที่พบในเมล็ดผักบุ้งจีน(Ipomceaaquatica Forsk) แสดงศักยภาพของปุ๋ยหมักจากกากไขมันร่วมกับดินค่ำและขี้เลื่อยในการใช้เป็นสารปรับสภาพดิน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความคิดเห็นของผู้ชายต่อพฤติกรรมอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงที่ติดเชิ้อ เอช ไอ วี
    (2546-07) ธีระพงศ์ สันติภพ; Thirapong Santiphop; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    สุขอนามัยของมือกับการป้องกันโรค: บทบาทพยาบาล
    (2560) ธิราวรรณ เชื้อตาเล็ง; Thirawan Chaeutalang; ผ่องศรี ศรีมรกต; Pongsri Srimoragot; วิทวัส สืบชัยลังกา; Wittawat Suebchailangka; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะพยาบาลศาสตร์. ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์
    สุขภาพเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และปัจจัยสำคัญ ของการมีภาวะสุขภาพที่ดี คือ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงการล้างมือเป็นพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นขั้นตอนที่ง่ายและประหยัดสำหรับการป้องกันโรคที่เกิดจากการสัมผัสเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตมีการเรียนรู้ และมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย สติปัญญาและพฤติกรรมก่อนที่จะพัฒนาสู่วัยผู้ใหญ่ที่แข็งแรงและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ วัยผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมสุขอนามัยไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อไปให้เกิดปัญหาสุขภาพ มีความเสี่ยงเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ควรเกิดหลายโรค โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่จะผ่านเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งทางผิวหนัง ทางปาก ทางตา หรือทางเดินหายใจ การส่งเสริมการดูแลสุขอนามัยของมือควรมีการปลูกฝังให้เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ทุกคนควรปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรับรู้นโยบายและการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานจากการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง
    (2558) อุบล ชราศรี; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; ดุสิต สุจิรารัตน์; นารา กุลวรรณาวิจิตร; Pipat Luksamijarulkul; Dusit Sujirarat; พิพัฒน์ ลักษมีจรัลกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาจุลชีววิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Microbiology; Mahidol university. Faculty of Public Health. Department of Epidemiology
    โรงพยาบาลเป็นสถานที่ให้บริการผู้ป่วยทุกประเภท และแหล่งของเชื้อโรคหลายชนิดที่สามารถแพร่ กระจายไปสู่คนและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลอาจมีความเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อจากการทำงาน การศึกษาภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้นโยบาย และการ ปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานของบุคลากรที่ให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลประจำจังหวัด แห่งหนึ่ง จำนวน 214 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะประชากรสังคม ประวัติสุขภาพ ส่วนบุคคล การรับรู้นโยบาย และการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา x2 –test และ Pearson’s correlation coefficient ที่ระดับ α = 0.05 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 87.9 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.4 เป็นพยาบาล ร้อยละ 27.1 เป็นผู้ช่วยพยาบาลและ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ กว่าร้อยละ 30.4 มีโรคประจำตัว คะแนนเฉลี่ยการรับรู้นโยบายป้องกันการติดเชื้อเท่ากับ 8.7±2.4 (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) จัดอยู่ในระดับสูง คะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตามหลักหลักการป้องกันการ ติดเชื้อมาตรฐานเท่ากับ 19.7±7.9 (คะแนนเต็ม 30 คะแนน) จัดอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานระดับสูง พบว่า แผนกที่ปฏิบัติงาน และ ระดับคะแนนการรับรู้นโยบายการป้องกันการติดเชื้อ มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติตามหลักการป้องกันการ ติดเชื้อมาตรฐานในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, p<0.001 และ p = 0.001 ตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์ สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการรับรู้นโยบายกับคะแนนการปฏิบัติตามหลักหลักการป้องกันการติดเชื้อมาตรฐานพบว่าความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ, r = 0.51, p<0.001 Hospital are places that provide patients a source of several pathogens that can be spread from persons and environments. Personnel working in hospitals are at risk of occupational infections. A cross-sectional study was carried out to assess the infection prevention policy perception and standard precaution practices and to analyze the associations between studied factors and standard precaution practices among hospital personnel. The study of 214 personnel who provided medical services in a provincial hospital was conducted using a structured questionnaire including socio-demographic and occupational variables, personal health histories, infection prevention policy perception and standard precaution practices. Descriptive statistics, χ2-test and Pearson’s correlation coeffi cient were used for data analysis at α = 0.05. Results revealed that 87.9% of studied personnel were female, 51.4% were nurses and 27.1% were nurse aids Approximately 30.4% had a history of under- lying diseases. The mean score of perception on infection prevention policy was 8.7±2.4 (total score = 10), classifi ed as high score level of perception. The mean score of standard precaution practices was 19.7±7.9 (total score = 30), classifi ed in moderate score level of practice score. When we analyzed studied factors associated with the high score level of standard precaution prac- tices, working departments and perception score level on the infection prevention poli- cy were signifi cantly associated, p<0.001 and p = 0.001, respectively. Additionally, scores of perception on the infection prevention policy and scores of standard precaution practices were analyzed using Pearson’s correlation coeffi cient, showing a signifi cantly positive correlation, r = 0.51, p<0.001.