Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์."
Now showing 1 - 20 of 28
- Results Per Page
- Sort Options
Item Metadata only กลวิธีทางสุขภาพ(2543) สุรีย์ จันทรโมลี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การประเมินสภาวะการณ์ด้านสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับโรคเอดส์(2536) ประภาเพ็ญ สุวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสร้างเสริมสุขภาพในหน่วยบริการปฐมภูมิ(2544) ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การพัฒนาหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์บนพื้นฐานการสร้างเสริมสุขภาพ(2550) ประสิทธิ์ ลีระพันธ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การวัดสถานะทางสุขภาพ: การสร้างมาตราส่วนประมาณค่าและแบบสอบถาม(2537) ประภาเพ็ญ สุวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การวางแผนงานโครงการสุขศึกษาและส่งเสริมสุขภาพ(2556) มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์; นิรัตน์ อิมามี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Open Access การวิเคราะห์หลักสูตรประถมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเรื่อง น้ำ ส้วม และสุขวิทยาส่วนบุคคล(2536) นิรัตน์ อิมามี; บุญเยี่ยม ตระกูลวงษ์; มุทธิกา ตระกูลวงษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การศึกษาสถานการณ์ด้านการส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทยและต่างประเทศ(2538) ประภาเพ็ญ สุวรรณ; วสันต์ ศิลปสุวรรณ; บุญยง เกี่ยวการค้า; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การศึกษาสภาวะสุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และทักษะการปรับตัวของเยาวชนไทย(2535) ประภาเพ็ญ สุวรรณ; สมบูรณ์ ขอสกุล; อลิศรา ชูชาติ; วาสนา จันทร์สว่าง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only การส่งเสริมการสร้างส้วมในชนบท : ศึกษาเฉพาะองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชน(2534) ชนิณัฐ วโรทัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณการสร้างส้วมของประเทศไทยให้มากขึ้น กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้กลวิธีสนับสนุนหลัก 5 ประการคือ กองทุนสุขาภิบาล ช่างสุขภัณฑ์ประจำหมู่บ้าน การมีส่วนร่วมของชุมชน การตระหนักของประชาชน และปรัชญาด้านสาธารณสุขมูลฐาน แม้ว่าอัตราการสร้างส้วมจะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เป็นที่ประจักษ์แน่นอนว่า การเพิ่มด้วยอัตรานี้จะไม่สามารถทำให้ปริมาณการสร้างส้วมทั่วประเทศถึงระดับที่ประเทศตั้งเป้าไว้ในปี ค.ศ.2000 หรือพ.ศ.2543 การศึกษานี้กล่าวถึงความเข้าใจถึงพลวัตของกระบวนการจัดสินใจด้านพฤติกรรมและสังคม ที่สามารถส่งเสริมการวางแผนและการดำเนินการที่เกี่ยวกับการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ความเชื่อส่วนบุคคลและค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับกลวิธีทั้ง 5 ปรากรที่มีอิทธิพลต่อการสร้างส้วม ซึ่งการศึกษาดังกล่าวนี้ยังไม่มีใครศึกษาอย่างมีระบบมาก่อนในประเทศไทย นอกจากนี้ในระดับหมู่บ้านที่มีระดับการสร้างส้วมต่ำและสูงได้ ศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้กลวิธีด้านกองทุนสุขาภิบาล และช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้านกับการสร้างส้วมของชาวบ้าน การศึกษานี้ใช้วิธาการสำรวจในการเก็บข้อมูลใช้การสัมภาษณ์ ประกอบกับข้อมูลทุติยภูมิจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ ผลการศึกษาพบว่า มีความสุมพันธ์ระหว่างกลวิธีด้านกองทุนสุขาภิบาลและช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้านที่มีระดับการสร้างส้วมต่ำและสูง และในระดับครัวเรือนพบว่าการรับรู้ค่านิยมของหัวหน้าครัวเรือนในหมู่บ้านที่มีระดับการสร้างส้วมต่ำลสูงต่อกลวิธีด้านกองทุนสุขาภิบาล ช่างสุขภัณฑ์หมู่บ้าน การมีส่วนร่วมชองชุมชน และการรับรู้ของประชาชนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติการวิเคราะห์เชิงสถิติโดย Stepwise Discriminant พบว่า การรับรู้ค่านิยมของกลวิธีด้านกองทุนสุขาภิบาล และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการสร้างส้วมของชาวบ้าน การสร้างส้วมนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์ตลอดจนการวางแผนสุขศึกษา ซึ่งช่วยส่งเสริมกลวิธีทั้ง 5 ประการ ที่ใช้ในโครงสร้างสนับสนุนการสร้างส้วมให้ประสบผลสำเร็จมากขึ้นItem Metadata only โครงการวางแผนครอบครัวและพัฒนาชุมชนแออัด ภาควิชาสุขศึกษา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(2528) สมจิตต์ สุพรรณทัสน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only จิตวิทยากับการปรับพฤติกรรมสุขภาพ(2549) สุปรียา ตันสกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only ตัวชี้วัดเพื่อตรวจสอบติดตามการเปลี่ยนแปลงและประเมินผลการดำเนินงานสาธารณสุขระดับจังหวัด: การศึกษาโดยประยุกต์วิธีการแบบเดลฟาย(2539) ประภาเพ็ญ สุวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only เทคนิคการวางแผนงานโครงการสุขศึกษาและสาธารณสุข(2543) นิรัตน์ อิมามี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only บริการอนามัยโรงเรียน(2520) นิภา มนุญปิจุ; วสันต์ ศิลปสุวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only ประชากรกับคุณภาพชีวิต(2525) สมจิตต์ สุพรรณทัสน์; นิภา มนุญปิจุ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.Item Metadata only ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษา ในการป้องกันโรคพยาธิปากขอในโรงเรียนชั้นประถมศึกษาตอน ปลาย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา(2534) มาลินี ภูวนันท์; นิภา มนุญปิจุ; วสันต์ ศิลปสุวรรณ; ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.การศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการป้องกันโรคพยาธิปากขอ ในนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลุ่มทดลองได้แก่ โรงเรียนวัดศรีษะคีรี ตำบลคูเต่า จำนวน 97 คนการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experimenttal Research) โดยให้กลุ่มทดลองทดลองเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมสุขศึกษาที่กำหนดให้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired Sample t-test, Student’s t-test, Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient, Chi-Square test, Proportion test (z-test), One-way Analysis of Variance. ภายหลังการทดลอง พบว่า นักเรียนมีการรับรู้ต่อโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรค การรับรู้ต่อความรุนแรงของโรค การรับรู้ต่อผลดีของการปฏิบัติตามคำแนะนำ การรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติตนและการปฏิบัติในการป้องกันโรคพยาธิปากขอถูกต้องมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าการปฏิบัติในการป้องกันโรคพยาธิปากขอ มีความสัมพันธ์กับการรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติตนและแรงสนับสนุนทางสังคม (จากผู้ปกครอง และครูประจำชั้น) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่า อัตราการติดเชื้อพยาธิปากขอในกลุ่มทดลอง ร้อยละ 9 แต่กลุ่มเปรียบเทียบมีอัตราการติดเชื้อพยาธิปากขอซ้ำถึงร้อยละ 19 จากผลการวิจัยข้างต้น การดำเนินการแก้ปัญหาโรคพยาธิปากขอในนักเรียนประถมศึกษานั้นจะต้องมีการสร้างการรับรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องให้แก่นักเรียน พร้อมทั้งใช้ตัวแบบ (Modeling) และแรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้ปกครองและครูประจำชั้นเป็นแรงจูงใจ ให้นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการป้องกันโรคพยาธิปากขอ ทั้งที่บ้านและโรงเรียนอย่างต่อเนื่องและถาวรต่อไปItem Metadata only ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษา ร่วมกับการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้นำชุมชนในการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีน ของหญิงวัยเจริญพันธุ์ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง(2534) สรงค์กฏณ์ ดวงคำสวัสดิ์; ร่มไทร สุวรรณิก; วสันต์ ศิลปสุวรรณ; รุ่งโรจน์ พุ่มริ้ว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.หญิงวัยเจริญพันธ์ อาจถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการตกอยู่ในความเสี่ยงอันตรายต่อการขาดสารไปโอดีน เพราะความต้องการไอโอดีนของหญิงวัยเจริญพันธุ์นั้นมีสูง อันเนื่องมาจากการเสียเลือดประจำเดือน ปละการคลอดบุตร ผลของการขาดสารไอโอดีนของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ทำให้เกิดพยาธิสภาพสำคัญหลายประการ เช่น เป็นคอพอก อวัยวะสืบพันธุ์ไม่เจริญ แท้งลูกง่าย เป็นหมัน ความคิดช้า และทำให้เด็กที่คลอดออกมามีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะการขาดสารไปโอดีนด้วย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาร่วมกับการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมจากผู้นำชุมชน ในการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนของหญิงวัยเจริญพันธ์ อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง โดยประยุกต์แนวคิด Precede Framework รูปแบบการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ตามลำดับของกรวยแห่งประสบการณ์ ทฤษฎีทางจิตวิทยาสังคมที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคม มาเป็นแนวทางในการจัดโปรแกรมสุขศึกษาการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงวัยเจริญพันธุ์ที่แต่งงานแล้ว มีอายุระหว่าง 15-45 ปี จำนวน 116 คน แยกเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 60 คน จากบ้านสบแม่ทำ หมู่ 2 ตำบลเสริมซ้าย และกลุ่มควบคุมจำนวน 56 คน จากบ้านทุ่งต่ำ หมู่ 8 ตำบลเสริมกลาง อำเภอเสริมงาม การศึกษาวิจัย ได้ดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2533 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2534 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกสังเกตุพฤติกรรมและขวดคู่สำหรับตรวจสอบหาสารไอโอดีน ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมสุขศึกษาสามารถทำให้หญิงวัยเจริญพันธุ์มีความรู้ในเรื่องโอกาสเสี่ยง ความรุนแรงของความผิดปกติของสมองและร่างกายที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนมีความเชื่อในเรื่องโอกาสเสี่ยง ความรุนแรงของความผิดปกติของสมองและร่างกายที่เป็นผลจากการขาดสารไอโอดีน และผลดีของการปฏิบัติตามคำแนะนำมีทัศนคติต่อการดื่มน้ำเสริมสารไอโอดีนและมีการปฏิบัติในการป้องกันโรคขาดสารไอโอดีนถูกต้องมากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษาอย่างมีวินัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า การปฏิบัติมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับความรู้และทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในระยะติดตามผล (สัปดาห์ที่ 5) ของการวิจัย พบว่า หญิงวัยเจริญพันธุ์ มีการเติมไอโอดีนลงในน้ำดื่ม การใช้เกลืออนามัย การใช้ไอโอดีนพ่นลงในเกลือเม็ดและการใช้น้ำปลาเสริมไอโอดีนมากกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จาการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่า ปริมาณไปโอดีนในปัสสาวะขงอหญิงวัยเจริญพันธุ์ในกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนากรทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลการวิจัยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับอำเภอและตำบล ควรจะได้มีการพิจารณาจัดโปรแกรมบริการด้านสุขศึกษาแก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ในชุมชนและหมู่บ้าน ร่วมกับการนำบทบาทของผู้นำชุมชนมาเป็นผู้ให้แรงสนับสนุนทางสังคมแก่หญิงวัยเจริญพันธุ์ ด้านอารมณ์ข้อมูลข่าวสารการให้หารประเมิน และการสนับสนุนเครื่องมือในการปฏิบัติ เพื่อให้หญิงวัยเจริญพันธุ์ได้รับไอโอดีนในปริมารณที่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย และเป็นการแก้ปัญหาการเป็นโรคขาดสารไอโอดีนของชุมชนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการเฝ้าระวังตรวจตราในเรื่องความครอบคลุม ความต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ และวัดผลกระทบของการจัดโปรแกรมสุขศึกษาItem Metadata only ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในการเปลี่ยนแปลง ความรู้ เจตคติ ความเชื่อ และการป้องกันโรคเอดส์ของหญิงอาชีพเพศพาณิชย์ในจังหวัดชุมพร(2534) วาสนา จันทร์สว่าง; มุฑธิกา ตระกูลวงษ์; พินัย รุโจปการ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.การป้องกันโรคเอดส์ เป็นวิธีการเดียวเท่านั้นที่จะควบคุมการแพร่กระจายของโรคเอดส์เพราะโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนใดที่จะป้องกัน ไม่มียาใดที่จะรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยง คือ หญิงอาชีพเพศพาณิชย์ ซึ่งอาจเป็นต้นตอของการแพร่กระจายไปยังทุกคนในสังคม การศึกษาวิจัยประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาในเรเปลี่ยนแปลง ความรู้ เจตคติ ความเชื่อและการป้องกันโรคเอดส์ในรูปแบบของการวิจัยปฏิบัติการ ลักษณะการวิจัยกึ่งทดลองเพื่อการแก้ปัญหา โดยใช้โปรแกรมสุขศึกษา ซึ่งประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพและการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ประกอบด้วยกิจกรรมนันทนาการ วีดีทัศน์ เรื่องความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเอดส์ เอกสารคู่มือโรคเอดส์ การสาธิตการใช้ถุงยางอนามัย แผ่นพับการใช้ถุงยางอนามัย การสนทนากลุ่มย่อย และการกระตุ้นด้วยการให้คำแนะนำปรึกษารายกลุ่มการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ครั้ง คือ ก่อนและหลังการทดลองด้วยการสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ หญิงอาชีพเพศพาณิชย์ซึ่งประกอบการค้าประเวณีในสถานประกอบการประเภทสำนัก จังหวัด ชุมพร จำนวน 66 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กำหนดให้กลุ่มตัวอย่าง ปากน้ำหลังสวน อำเภอหลังสวน เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 36 คน ปากน้ำชุมพร อำเภอเมือง เป็นกลุ่มเปรียบเทียบจำนวน 30 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละค่าเฉลี่ย Studen’s t-test, Paired Sample t-test และ Pearson’s Product Moment Correlation Coefficients ผลการวิจัย พบว่า หลังจากจัดโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มทดลองมีความรู้ เจตคติ ความเชื่อแลการปฏิบัติในการป้องกันโรคเอดส์ถูกต้องกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) นอกจากนี้ยังพบว่า การปฏิบัติในการป้องกันโรคก่อนและหลังการทดลองในกลุ่มทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การจัดโปรแกรมสุขศึกษาร่วมกับการใช้แรงสนับสนุนทางสังคมนั้นเป็นโปรแกรมสุขศึกษาที่สามารถนำไปใช้เปลี่ยนแปลงด้านความรู้ เจตคติความเชื่อและการป้องกันโรคเอดส์ของหญิงอาชีพเพศพาณิชย์ในกลุ่มอื่นๆ ให้ถูกต้องไปได้Item Metadata only ประสิทธิผลโปรแกรมการเลิกสูบบุหรี่ของสามีหญิงที่มีครรภ์ในคลินิกฝากครรภ์(2538) ชนิณัฐ วโรทัย; Hamann, Stephen L.; สุภกร บัวสาย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์.; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์.วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพผลโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อการเลิกสูบบุหรี่ของสามีที่สูบบุหรี่ของหญิงมีครรภ์ 2 รูปแบบ คือการให้คำปรึกษารายบุคคล ร่วมกับแจกคู่มือ “คุณทำได้” อย่างเดียว ผู้วิจัยได้ประยุกต์แนวคิดและทฤษฎีด้านแรงจูงใจ ความเชื่อด้านสุขภาพ ความคาดหวังในความสามารถของตนเอง การให้คำปรึกษา การสื่อสารระหว่างบุคคล โปรแกรมเลิกสูบบุหรี่ 21 วันของ American Cancer Society ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นแนวในการจัดโปรแกรมสุขศึกษา วิธีการ การวิจัยนี้เป็นลักษณะแบบกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือสามีที่สูบบุหรี่ของหญิงที่มาฝากครรภ์ ณ คลินิกฝากครรภ์ โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 180 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการให้คำปรึกษารายละ 20 นาทีและได้รับแจกคู่มือ “คุณทำได้” จำนวน 60 คน กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับเฉพาะคู่มือ “คุณทำได้” จำนวน 60 คน ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบไม่ได้รับโปรแกรมจำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือแบบสอบถามความรู้ ความเชื่อ การปฏับติตัวในการเลิกสูบบุหรี่ กลุ่มทดลองที่ 1 เก็บข้อมูล 3 ครั้งคือ ก่อนการทดลอง เมื่อสิ้นสุดการทดลอง และ 1 เดือนหลังจากสิ้นสุดการทดลอง สำหรับกลุ่มทดลองที่ 2 เก็บก่อนการทดลองและเก็บภายหลังการทดลอง 1เดือน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน student’ t-test และ paried sample t-test ผลการวิจัย ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองที่ 1 มีการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบุหรี่ ความรู้และความเชื่อด้านผลของการสูบบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพภรรยาและบุตรดีขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มทดลองที่ 2 พบว่ามีการเปลี่ยนแปนงด้านความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับบุหรี่ ความเชื่อด้านผลของการสูบบุหรี่ที่มีผลต่อสุขภาพภรรยาและบุตรดีขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในด้านความรู้ด้านผลของการสูบบุหรี่ที่มีต่อสุขภาพภรรยาแลบุตรพบว่า กลุ่มทดลอง ที่ 2 มีความรู้ด้านนี้สูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติและเมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองที่ 1 มีความตั้งใจเลิกสูบบุหรี่และกำหนดวันเลิกสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 88 กลุ่มทดลองที่ 1 เลิกสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 53 กลุ่มทดลองที่ 2 เลิกสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 8 และกลุ่มเปรียบเทียบ เลิกสูบบุหรี่ได้ร้อยละ 1 ภายหลังการทดลอง 1 เดือน ผลการวิจัยแสดงว่า การจัดโปรแกรมสุขศึกษา ด้วยการให้คำแนะนำปรึกษาเฉพาะราย ร่วมกับการแจกคู่มือ “คุณทำได้” มีผลทำให้สามีสูบบุหรี่ของหญิงที่มาฝากครรภ์ เลิกสูบบุหรี่ได้มากว่ากลุ่มที่ได้รับคู่มืออย่างเดียว ข้อเสนอแนะ โรงพยาบาลควรมีนโยบายให้สามีที่สูบบุหรี่ของหญิงที่มาฝากครรภ์ทุกคนเข้าร่วมโปรแกรมสุขศึกษา และจัดวางแผนงาน กำลังคน งบประมาณ สถานที่ให้คำปรึกษาเพื่อช่วยให้สามีสูบบุหรี่ของหญิงที่ฝากครรภ์เลิกสูบบุหรี่
