Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 20 of 51
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดการและการตัดสินใจด้านการเงินของครอบครัว ใน 4 จังหวัด
    (2547) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; สุธรรม นันทมงคลชัย; ดวงพร แก้วศิริ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    เศรษฐกิจในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของครอบครัว และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนการจัดการเรื่องการเงินในครอบครัวและการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือครอบครัวที่ สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน จำนวน 427 ครอบครัว ใน 4 จังหวัด เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่ง ในระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2545 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ปจั จัย ลักษณะประชากรกับวิธีการจัดการ และการตัดสินใจด้านการเงินของครอบครัวโดยสถิติ ไคว์แสควร์ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเงินในครอบครัวโดยรายได้ของสามีและภรรยารวมกันแล้ว ให้ภรรยาถือเงินพบมากที่สุดคือ ร้อยละ 59.5 และพบว่าเรื่องกิจวัตรประจำวันของครอบครัว ภรรยาหรือแม่บ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ คือร้อยละ 70 ขึ้นไปส่วนการซื้อสิ่งของที่มีราคาแพงและการลงทุนเรื่องอาชีพ ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดสินใจร่วมกัน คือร้อยละ 50-70 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน แบบแผน การจัดการการเงิน คือระดับการศึกษาของสามีและภรรยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินความเสี่ยงภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
    (2555-01) ศิวรักษ์ กิจชนะไพบูลย์; สิริประภา กลั่นกลิ่น; Siriprapa Klunklin; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การศึกษาเชิงคุณาภพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเสี่ยงภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงคือประชาชนที่อยู่อาศัยมนเขตพื้นที่อำเภอเมือง จัวหวัดเชียงราย จำนวน 32 คน เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน พ.ศ.2553 โดยการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก ประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลแบบวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก่อให้เกิดความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆดังนี้ 1.ภาวะฝนแล้ง 2. ความผันผวนของปริมาณน้ำฝน3. ภาวะหมอกควัน 4. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สูงขึ้นในฤดูร้อน และลดลงในฟดูหนาว เกิดผลกระทบต่อประชาชนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ ได้แก่ กลุ่มชาวเกษตรกร ผู้สูงอายุ และยังรวมไปถึงเด็กและผู้พิการเเมื่อประเมินขีดความสามารถในการปรับตัวอขงกลุ่มตัวอย่าง สามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ คือ 1. พึ่งพาตนเองเป็นหลัก ได้แ่ กลุ่มเกษตรกร โดยขวนขวายหาข้อมูล วิธีการในการปรับตัวเกี่ยวกับการเพราะปลูกเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยมักมองข้ามผลเสียของการใช้เทคโนโลยี เช่นการใช้ฮอร์โมนเร่งผลผลิต ซึ่งทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของพืช 2. พึ่งพาหน่วยงานราชการเป็นหลัก ได้แก่ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงผู้สูงอายุ ผู้พิการ มีการแจ้งต่อหน่วยงานราชการและเรียกร้องค่าเสียหายทดแทนจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้น 3. ไม่พึ่งพาผู้ใด ปล่อยไปตามยถากรรม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้พิการ โดยในกลุ่มทั้งสอง ได้มีการตั้งชมรมเฉพาะของตนขึ้นมา แต่ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ความเสี่ยงที่เกิดภายใต้บริบทความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลและส่วนรวม การรับมือและดำเนินการแก้ไขปัญหาจึงต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เน้นการจัดการความสัมพันธ์มากกว่าใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง การจัดการจึงควรเป็นลักษณะเครือข่ายที่เชื่มโยงโดยมีความร่วมมือกัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินประสิทธิภาพ และการใช้งานภาคสนามชุดทดสอบ อ 36 ในการตรวจวัดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภค
    (2554) สุภัทร์ ไชยกุล; กานดาวสี มาลีวงษ์; Supat Chaiyakul; สุภัทร์ ไชยกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    ชุดทดสอบเกลือไอโอดีนอนามัย 36 (อ36) ได้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ตรวจปริมาณสารไอโอดีนในเกลือบริโภคในการตรวจสอบภาคสนาม เพื่อการเฝ้าระวังปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภค และการควบคุมคุณภาพการผลิตเกลือเสริมไอโอดีน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพ และการใช้งานภาคสนามของชุดทดสอบ อ36 ที่พัฒนาขึ้น โดยเปรียบเทียบผลการตรวจสอบปริมาณไอโอดีนในเกลือ ระหว่างชุดทดสอบ อ36 กับชุดทดสอบเกลือเสริมไอโอดีน I-KIT และวิธี Colorimetric ผลการศึกษาพบว่าชุดทดสอบ อ36 ให้ผลแตกต่างจากชุดทดสอบ I-KIT อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) ในการตรวจวัดปริมาณไอโอดีนในเกลือบริโภค โดยชุดทดสอบอนามัย 36 มีความแม่นยำ ความไว ความจำเพาะ ค่าผลบวกเท็จ และค่าผลลบเท็จ เป็นร้อยละ 86.9, 95.1, 85.4, 14.6 และ 4.9 ตามลำดับ ค่าสถิติ Kappa coefficient (k) เท่ากับ 0.61 การเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์ระหว่างชุดทดสอบ อ36 กับวิธี Colorimetric พบว่าชุดทดสอบ อ36 มีความแม่นยำ ความไว ความจำเพาะ ค่าผลบวกเท็จ และค่าผลลบเท็จ เป็นร้อยละ 87.5, 80, 89.5, 10.5, 20 ตามลำดับ ค่า k เท่ากับ 0.65 การใช้งานภาคสนามของชุดทดสอบ อ36 ควรมีการปรับปรุงคู่มือการใช้งานให้ชัดเจน เข้าใจง่าย พัฒนาชุดทดสอบให้ไม่มีกลิ่นสารเคมีระหว่างการทดสอบ ปรับขนาด และน้ำหนักของผลิตภัณฑ์ให้สะดวกในการใช้งานภาคสนาม
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาแบบประเมินอาหารบริโภคด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยผ่าตัดระบบทางเดินอาหารก่อนหรือหลังการผ่าตัด
    (2558) จันทร์จิรา โพธิ์สัตย์; ศุภาณัฐ สุนทรนนท์; วัลภา ส่วนแสวง; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; มธุรส ทิพยมงคลกุล; ธีราพร ชมภูแสง; Chanchira Phosat; Supanat Soontornnon; Wanlapa Suansawangn; Warapone Satheannoppakao; Mathuros Tipayamongkholgul; Teeraporn Chompooseanglgul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา; โรงพยาบาลราชวิถี. แผนกศัลยกรรม
    ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการผ่าตัด เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการทั้งก่อนหรือหลังการผ่าตัด แบบประเมินการรับประทานอาหารเดิมอาจไม่สามารถใช้ตรวจพบปัญหาทางโภชนาการเบื้องต้น วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อพัฒนาแบบประเมินอาหารบริโภคด้วยตนเอง รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการโดยมีขั้นตอนดังนี้ ประเมินแบบประเมินอาหารที่ใช้ฉบับเดิม ทบทวนวรรณกรรม พัฒนาแบบการประเมินอาหารบริโภคด้วยตนเองจำนวน 2 แบบ จัดสนทนากลุ่ม เพื่ออภิปรายและให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแบบประเมินที่พัฒนาขึ้น ปรับเพื่อให้ได้เพียง 1 ต้นแบบ และประเมินโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 15 คน ประกอบด้วย ผู้ป่วย 3 คน พยาบาล 8 คน และนักโภชนาการ 4 คนเข้าร่วมการสนทนากลุ่ม ประเด็นที่แนะนำให้ปรับปรุงคือ เพิ่มการใช้ภาพสื่อความหมาย ลดการใช้คำศัพท์เฉพาะและลดรายละเอียดที่ไม่จำเป็น ทำเครื่องหมายที่รูปเพื่อบอกปริมาณอาหารที่รับประทาน ชุดเครื่องมือประกอบด้วยแบบประเมินอาหารบริโภคด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยและคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ และให้คงสัญลักษณ์ไฟจราจรเพื่อประเมินความเพียงพอในการบริโภค คณะผู้วิจัยได้ปรับปรุงเพื่อทำเป็นต้นแบบเดียว และได้ทำการประเมิน พบว่า มากกว่าร้อยละ 60 ของกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยกับแบบประเมินอาหารบริโภคด้วยตนเองฉบับปรับปรุงทั้ง 6 ด้าน อย่างไรก็ตาม ควรนำแบบประเมินนี้ไปทดสอบความตรงในผู้ป่วยในก่อนนำไปใช้จริง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรณรงค์สุขาภิบาลอาหารปลอดภัยของผู้ขายอาหารริมบาทวิถี เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
    (2551) วาสนา จันทร์สว่าง; กทลี ปัจจัยเจริญ; เพียงจันทร์ โรจนวิภาต; ชุติมา ศิริกุลชยานนท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาชีวสถิติ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการรณรงค์สุขาภิบาลอาหาร ปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วยการจัดชุดกิจกรรมและการใช้สื่ออย่างมีส่วนร่วมในการโน้มน้าว ชักจูงใจ ผู้ขายอาหารริมบาทวิถีให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์พื้นฐานทางด้านกายภาพ 10 ประการ ได้อย่างถูกต้อง ตามข้อกำหนดของกองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ ผู้ขายอาหารริมบาทวิถี บริเวณตลาดโต้รุ่ง โชคชัย 4 เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานครทั้งหมด จำนวน 80 ราย ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 12 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกต รวมทั้งศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคหลังการทดลอง จำนวน 100 ราย ผลการวิจยั พบว่า ผู้ขายอาหารริมบาทวิถสี ่วนใหญ่เป็นหญิง ร้อยละ 74 อายุเฉลี่ย 44.55 ปี ขายอาหารมานาน 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ61.25 การรณรงค์สุขาภิบาลอาหารปลอดภัยทำให้มีความรู้ การรับรู้ และการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านการสุขาภิบาลถูกต้อง มากขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.0001) สำหรับความพึงพอใจของผู้บริโภคหลังจากการรณรงค์ เมื่อปรับปรุงการสุขาภิบาล อาหารปลอดภัย พบว่า มีความพึงพอใจต่อสภาวะการสุขาภิบาลอาหารริมบาทวิถีภายหลังการทดลอง ในระดับมากถึงร้อยละ 85 ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20 – 50 ปี เป็นเพศชายร้อยละ 41 เพศหญิงร้อยละ 59 สมรสแล้วร้อยละ 69 มีความถี่ในการซื้ออาหาร 2-3 วันต่อครั้ง คิดเป็นร้อยละ 43 เพื่อให้การรณรงค์สุขาภิบาลอาหารปลอดภัย มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควรจัดกิจกรรมรณรงค์ ในรูปแบบการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม การให้แรงสนับสนุนทางสังคมฉันท์มิตรอย่าง ไม่เป็นทางการ การมอบประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานอาหารปลอดภัยและการใช้มาตรการ ทางกฎหมาย
  • No Thumbnail Available
    PublicationMetadata only
    การรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการส่งเสริมพฤติกรรมออกกำลังกายของผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง ชมรมผู้สูงอายุไร่ขิงเมตตาประชารักษ์ จังหวัดนครปฐม
    (2553) ราตรี ผลสาลี่; ธราดล เก่งการพานิช; สุปรียา ตันสกุล; ชุติมา ศิริกุลชยานนท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความ สามารถตนเองร่วมกับแรงสนับสนุนทางสังคมในการส่งเสริมพฤติกรรมออกกำลังกายของผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูง ชมรมผู้สูงอายุไร่ขิงเมตตาประชารักษ์ จังหวัดนครปฐม จำนวน 40 คน ที่เข้าร่วม กิจกรรมตามโปรแกรม รวมระยะเวลา 8 สัปดาห์ การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ ทดสอบ สมรรถภาพทางกาย และประเมินสุขภาพทั่วไปก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ Paired Sample t-test ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรม ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีความรู้เรื่อง การออกกำลังกาย รับรู้ความสามารถตนเองในการออกกำลังกาย ความคาดหวังผลลัพธ์ของการ ออกกำลังกายเพื่อควบคุมโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการออกกำลังกาย และสมรรถภาพทางกาย ด้านความจุปอด ดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่า ค่าเฉลี่ยความดันโลหิตตัว บนลดลงจาก 143.13 มิลลิเมตรปรอท เป็น 131.58 มิลลิเมตรปรอท (p<0.001) และความดันโลหิตตัว ล่างลดลงจาก 80.75 มิลลิเมตรปรอท เป็น 75.30 มิลลิเมตรปรอท (p=0.001) รวมทั้งน้ำหนักตัวลดลงจาก 59.71 กิโลกรัม เป็น 58.93 กิโลกรัม (p<0.001) แสดงให้เห็นว่า โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมออกกำลังกาย ในผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีประสิทธิผล ทำให้ผู้สูงอายุโรคความดันโลหิตสูงมีการออกกำลังกาย เพิ่มขึ้นและสามารถลดระดับความดันโลหิตลงได้ ดังนั้น สถานบริการสุขภาพสามารถนำโปรแกรม สุขศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของชมรมผู้สูงอายุต่อไป สำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรดำเนินการศึกษาโดยประยุกต์ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเองร่วมกับแนวคิดการมีส่วนร่วม เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความผูกพัน อันจะนำไปสู่พฤติกรรมที่ยั่งยืน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรับรู้ความสามารถตนเองและการสนับสนุนทางสังคมกับการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจังหวัดสระแก้ว
    (2554) พรพิมล ว่องไว; นิรัตน์ อิมามี; มณีรัตน์ ธีระวิวัฒน์; มันทนา ประทีปะเสน; Pornpimon Wongwai; Nirat Imamee; Manirat Therawiwat; Mandhana Pradipasa; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และปัจจัยที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดสระแก้ว กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วยความดันโลหิตสูง สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนได้กลุ่มตัวอย่าง 291 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้ แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ไค-สแควร์ และ สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับปานกลางร้อยละ 76.0 ผลการทดสอบความสัมพันธ์ พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติดังนี้ ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส และระยะเวลาที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแล ตนเองด้านการรับประทานอาหาร (p=0.008, 0.005 และ 0.023 ตามลำดับ) ระดับการศึกษา และค่าดัชนี มวลกายมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการผ่อนคลายความเครียด (p = 0.024 และ 0.010) อายุมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแล ตนเองด้านการรับประทานยา (p = 0.032) ความรู้ เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองด้านการรับประทานอาหาร การผ่อนคลายความเครียด และการรับประทานยา (p = 0.024 r = 0.132, p < 0.001 r = 0.203 และ p = 0.008 r = 0.154 ตามลำดับ) การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเองมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแล ตนเองด้านการรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย (p < 0.001 r = 0.226 และ p < 0.001 r = 0.222) แรงสนับสนุนทางสังคมจากบุคคลในครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองด้าน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการผ่อนคลายความเครียด (p = 0.023 r = 0.134, p = 0.035 r = 0.124 และ p < 0.001 r = 0.289 ตามลำดับ) และแรงสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อนหรือเพื่อนบ้าน เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขในพื้นที่ พยาบาล แพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการที่โรงพยาบาลมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรม การดูแลตนเองด้านการผ่อนคลายความเครียด (p < 0.001 r = 0.255, p < 0.001 r = 0.204 และ p < 0.001 r = 0.209 ตามลำดับ)
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การรับรู้เครื่องหมายบนฉลากอาหารและการใช้ข้อมูลบนฉลากอาหารในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารของผู้ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2555) ณัฐพิมณฑ์ ภิรมย์เมือง; เรวดี จงสุวัฒน์; ดวงใจ มาลัย; Nuttapimon Bhirommuang; Rawadee Chongsuwat; Duangjai Malai; โรงพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    เครื่องหมายและข้อมูลบนฉลากอาหารเป็น เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ อาหารของผู้บริโภค วัตถุประสงค์ของการศึกษาคือ เพื่อสำรวจการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องหมาย และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนฉลากอาหารและ ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารของผู้บริโภคอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 166 คน ใช้สถิติเพียร์สันไคสแควร์ (Pearson’s Chi-square) และฟิชเชอร์ (Fisher’s Exact Test) ในการทดสอบ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ผลการวิเคราะห์พบว่า อาชีพและการศึกษามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (p = 0.025 และ 0.036 ตามลำดับ) กับ พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนั้นยังพบว่า การใช้ข้อมูลบนฉลากอาหาร ข้อมูลการกล่าวอ้างทางโภชนาการ การรับรู้และ ความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องหมายบนฉลากอาหารมี ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับพฤติกรรม การตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร (p = 0.000 0.001 และ 0.000 ตามลำดับ) ความเข้าใจและการ รับรู้ในเครื่องหมายและข้อมูลบนฉลากอาหารของ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษายังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประชาสัมพันธ์ เครื่องหมายและข้อมูลบนฉลากอาหารเพื่อให้มีความ เข้าใจและนำไปใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร ต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การลดความเค็มในอาหาร
    (2557) ดวงใจ มาลัย; Duangjai Malai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้โดยประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก
    (2556) วราภรณ์ ยังเอี่ยม; พัชราณี ภวัตกุล; มันทนา ประทีปะเสน; นิรัตน์ อิมามี; Patcharanee Pavadhgul; Mandhana Pradipasen; Nirat Imamee; พัชราณี ภวัตกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์
    ผักและผลไม้เป็นอาหารที่เป็นปัจจัยปกป้องและชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง แต่ยังพบว่า มีการบริโภคผักและผลไม้ต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำในเกือบทุกกลุ่มอายุโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้ โดยประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 64 คน จาก 2 โรงเรียน ในอำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยการสุ่มอย่างง่ายได้ 1 โรงเรียนเป็นกลุ่มทดลอง มีนักเรียนจำนวน 34 คน และอีก 1 โรงเรียนเป็นกลุ่มเปรียบเทียบมีนักเรียนจำนวน 30 คน ระยะเวลาศึกษา 12 สัปดาห์ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2555 ประกอบด้วย ระยะทดลอง 8 สัปดาห์ และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง และแบบบันทึกการบริโภคผักและผลไม้ วิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวัดซ้ำ ผลการวิจัย พบว่า หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในผลดี และมีปริมาณเฉลี่ยการบริโภคผักและผลไม้สูงขึ้นกว่าก่อนการทดลอง และมากกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการส่งเสริมการบริโภคผักและผลไม้โดยประยุกต์ทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม มีส่วนช่วยเพิ่มความรู้การรับรู้ความสามารถของตนเอง ความคาดหวังในผลดีและทำให้นักเรียนบริโภคผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ดังนั้นโรงเรียนควรนำกิจกรรมไปประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นการสร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและยั่งยืน Eating fruits and vegetables is one of the protective factors for prevention of chronic diseases. However, there is low consumption of fruits and vegetables in all age groups in Thailand, especially among school age children. The purpose of this quasi-experimental study was to evaluate the effectiveness of promoting fruit and vegetable intake through the application of social cognitive theory. The sample consisted of 64 students in 4th grade in 2 schools in Phrompiram District, Phitsanulok Province. Participanting schools were assigned at random to an experiment group (n=34) or a comparison group (n=30). A 12-week study period, during August to November 2012 included an 8-week experimental and a 4-week follow-up period. Data were collected by self-administered questionnaires and a fruit and vegetable record. Statistical analysis was performed using mean, standard deviation and repeated measures. Results indicated that after the intervention the experimental group had signifi cantly higher mean scores of knowledge, self-effi cacy, and outcome expectation, and consumed fruit and vegetables more than before the intervention in contrast to the comparison group (p<0.05). Activities promoting fruit and vegetable intake through the application of social cognitive theory increased knowledge, self-effi cacy, outcome expectation and increased consumption of fruits and vegetables. Therefore, schools should adopt these activities to promote healthy, sustainable eating behaviors .
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การส่งเสริมการบริโภคอาหารเช้าโดยการประยุกต์ทฤษฎีความสามารถตนเองในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดสมุทรสงคราม
    (2553) มนัสนันท์ หยกสกุล; ภารดี เต็มเจริญ; วงเดือน ปั้นดี; สิริประภา กลั่นกลิ่น; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาปรสิตวิทยาและกีฎวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การสำรวจสารปนเปื้อนทางเคมีในอาหารของงานกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 33
    (2551) ดวงใจ มาลัย; สุวัฒน์ ศรีสรฉัตร์; Duangjai Malai; Suwat Srisorrachatr; ดวงใจ มาลัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    ความปลอดภัยด้านอาหารในงานกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 33 (ศาลายาเกมส์) ซึ่งจัดขึ้นที่วิทยาเขตศาลายา มหาวิทยาลัยมหิดล ระหว่างวันที่ 23-30 ธันวาคม 2548 มีความสำคัญต่อสุขภาพของนักกีฬา จึงมีการตรวจสารปนเปื้อนทางเคมีในอาหารที่จำหน่ายในระหว่างการแข่งขัน การตรวจสอบสารปนเปื้อนใช้ชุดทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กลุ่มเป้าหมายคืออาหารที่จำหน่ายในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย ร้านอาหารรอบ ๆ วิทยาเขตศาลายา และซุ้มอาหารที่หอการค้าจังหวัดนครปฐมคัดเลือกมาจำหน่ายในงาน โดยสุ่มตัวอย่างอาหารมาไม่น้อย กว่าร้อยละ 10 ของส่วนประกอบอาหารจากรายการอาหารทั้งหมดซึ่งต้องสงสัยว่าอาจมีการปนเปื้อนทาง เคมี สารเคมีปนเปื้อนในตัวอย่างอาหารที่ตรวจพบคือ บอแรกซ์ พบร้อยละ 9.5 ( 18 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 190 ตัวอย่าง) กรดซาลิซิลิก พบร้อยละ 1.7 (1 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 60 ตัวอย่าง) สารฟอกขาว (โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์) พบร้อยละ 0.7 (1 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 141 ตัวอย่าง) สารฟอกขาว (ซัลไฟต์) พบร้อยละ 45.4 (64 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 141 ตัวอย่าง) ฟอร์มาลิน พบร้อยละ 2.4 (2 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 82 ตัวอย่าง) และยาฆ่าแมลง พบร้อยละ 14.7 (38 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 258 ตัวอย่าง) ผลของการตรวจพบ การปนเปื้อนทางเคมีของอาหารเฉพาะอย่าง เช่น บอแรกซ์พบในกุนเชียง มะม่วงดอง และมะม่วงหยี กรด ซาลิซิลิกพบในหน่อไม้ดองเพียงตัวอย่างเดียว สารฟอกขาวพบในถั่วงอก กุ้ง ปลาหมึก มะม่วงสดและมะม่วงดอง แผ่นเกี๊ยว และลูกชิ้นปลา ฟอร์มาลินพบในเห็ดฟางและไส้กรอก ยาฆ่าแมลงพบในหัวหอม ผักบุ้ง ฝรั่ง ปลาสลิดทอด อัตราการปนเปื้อนทางเคมีในอาหารที่พบในครั้งนี้สูงกว่าข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการความ ปลอดภัยด้านอาหารเมื่อพฤษภาคม พ.ศ. 2548 ดังนั้นคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยควรตระหนักถึงการบริหารจัดการในด้านความปลอดภัยของอาหารที่จัดเตรียมให้กับบุคลากรผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดในการจัดแข่งขันคราวต่อไป Food safety during the Salaya Games (Thailand University Games) that were held at Mahidol University (Salaya campus) during December, 23rd - 30th 2005 was important for the health of sportsmen. Test kits, prepared by department of Medical Science, Ministry of Public Health, were used for this inspection. Food served in Salaya Games came from the Cafeteria in Salaya campus, shops around the campus and temporary cafeteria for vendors that were selected by the Nakorn Pratom chamber of commerce. The food samples were drawn from not less than 10% of total food ingredient in food items. Ingredients of sample food packs were separately tested for suspicious contaminants. The chemical contaminants observed in these food samples were 9.5% (18/190), 1.7% (1/60), 0.7% (1/141), 45.4% (64/141), 2.4% (2/82), and 14.7% (38/258) of borax, salicylic acid, sodium hydrosulfite, sulfite, formalin, and pesticide, respectively. As the result of this inspection, borax contaminated food were Chinese sausage, fermented mango, and seasoned preserved mango. Salicylic acid was found in a fermented bamboo shoot sample. Bleaching agent were found in bean sprout, shrimp, squid, raw mango, and fermented mango, wonton sheets and fish balls. Formalin was found in straw mushrooms and sausage. Pesticide were found in onion, swamp cabbage, guava, fried dried-snake skin gourami. These incidents are higher than the rates that report by the Food Safety Center in 2005. Therefore, the Thailand University Games committee should consider about food safety management in all food provided for related personnel.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การอบรมเลี้ยงดูเด็กอายุ 1-12 ปี ของครอบครัวไทย
    (2546) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; สุธรรม นันทมงคล; ดวงพร แก้วศิริ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม โดยการตอบสนองความต้องการของเด็กตามวัย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ เด็กมีพัฒนาการรอบด้าน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก อายุ 1-12 ปี ของครอบครัวไทย จากการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงดูหลักของเด็กโดยศึกษาใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร บุรีรัมย์ แพร่ และสระบุรี จังหวัดละ 2 ตำบลหรือชุมชน ประชากรที่ศึกษาคือผู้เลี้ยงดูหลัก ของเด็ก อายุ 1-<3 ปี 3-<6 ปี และ 6-12 ปี กลุ่มอายุละประมาณ 3 คนต่อพื้นที่ ในระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน 2543 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แนวคำถามเกี่ยวกับหลักในการเลี้ยงดูเด็ก ตามวิถีของชุมชน ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กในด้านจริยธรรม การดูแลสุขภาพและการดูแล เรื่องอื่นๆ ของเล่นพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน และนิทานพื้นบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอนเด็ก และเป้าหมาย อนาคตของเด็ก ผลการศึกษาพบว่า ผู้เลี้ยงดูหลักทั้ง 4 จังหวัด ต้องการอบรมเด็กในทุกกลุ่มอายุ ให้เป็นคนดี รายละเอียดของการเป็นคนดีแตกต่างกันบ้างในแต่ละพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเน้นการเคารพผู้ใหญ่ ขยัน ไม่ลักขโมย ผู้เลี้ยงดูทุกคนให้การดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารและการดูแลสุขภาพเด็ก เมื่อเด็กเจ็บป่วยไม่ว่ามากหรือ น้อยจะพาเด็กไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยกเว้นชุมชนแออัดในอำเภอเมืองสระบุรี ที่จะซื้อยาให้กินก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น จึงจะพาไปหาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหลักส่วนใหญ่ไม่เคยทราบเกี่ยวกับของเล่น นิทาน เพลงพื้นบ้าน มีเพียงบางรายซึ่งเป็นย่าหรือยายเด็กที่กล่าวว่ามีบ้าง แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก มีผู้เลี้ยงดูหลักบางคนที่ทำของเล่นให้เด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก ส่วนใหญ่จะซื้อให้ ส่วนเป้าหมายอนาคตเด็ก พบว่าทุกพื้นที่ให้ความสำคัญของการศึกษาในระดับสูง เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงตัวเองได้และ เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ และการเตรียมการที่สำคัญคือการเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความก้าวหน้าของขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคเพื่อชะลอการสูญเสียของมวลกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
    (2554) สกาวรัตน์ ภู่ศรี; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; สุขไชย สาทถาพร; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; ปรารถนา สถิตย์วิภาวี; Warapone Satheannoppakao; Paranee Vatanasomboon; Pratana Satitvipave; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาชีวสถิติ
    ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนจากผลข้างเคียงของการรักษา การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเพื่อชะลอการสูญเสียมวลกระดูกเป็นสิ่งจำเป็น วัตถุประสงค์ของการศึกษาแบบกึ่งทดลองเพื่อศึกษา ความก้าวหน้าของระดับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคเพื่อชะลอการสูญเสียของมวลกระดูกในผู้ป่วย มะเร็งเต้านมที่เข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้เข้าร่วมการศึกษาประกอบด้วย กลุ่มศึกษา 33 คน และ กลุ่มเปรียบเทียบ 31 คน ระยะเวลาศึกษา 16 สัปดาห์ กลุ่มศึกษาได้รับโปรแกรมรายกลุ่มและรายบุคคลที่ออกแบบ กิจกรรมตามระดับความพร้อมของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กลุ่มเปรียบเทียบได้รับคู่มือศึกษาด้วยตนเอง เก็บข้อมูล โดยใช้แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน และแบบวัดขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ทดสอบความแตกต่างของขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคภายในกลุ่มใช้ Wilcoxon signed-ranks test ผลการศึกษา คุณลักษณะทั่วไปและปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน หลังการศึกษา ระดับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์ ปลาเล็กปลาน้อย และเนื้อสัตว์ ไข่ และถั่วต่างๆ ของกลุ่มศึกษาเปลี่ยนแปลงแบบก้าวหน้ามากกว่าก่อนการศึกษาและกลุ่มเปรียบเทียบ สรุป โปรแกรม ที่ประยุกต์แบบจำลองการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมช่วยเพิ่มระดับขั้นของพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ชะลอการสูญเสีย ของมวลกระดูกในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม Patients with breast cancer are risky to osteoporosis because of the side effect of the treatment. Therefore, modifying eating behavior is essential to delay bone mass loss. The objective of this quasi-experimental study was to examine a progress in stages of changing eating behavior in breast cancer patients, who participated the eating behavioral modification program to delay bone mass loss. Participants consisting of a study group (n = 33) and a comparison group (n = 31) were studied. The study period was covered for 16 weeks. A study group received both group program and individual program, which were designed based on the stage of readiness for a change. A comparison group received a self-study guide. Data were collected by using interview questionnaire of general information, an evaluation form of osteoporosis risk factors, and a form for measuring the stages of change. The difference in stages of changing eating behavior within the group was analyzed by Wilcoxon signed-ranks test. The result illustrated that there was no difference of general characteristics and osteoporosis risk factors within both groups. After the study, the stages of change of study group in consuming milk and milk products, anchovy, meat, eggs and beans went change into a better way than those before the study and those of a comparison group. In conclusion, Trantheoretical model applied program can increase the stage level of eating behavior in breast cancer patients to delay bone mass loss.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วนลงพุงในพนักงานชายบริษัทผลิตรถยนต์ที่ทำงานรอบกลางคืน
    (2557) ณัฐภัสสร แก้วรัตนะอัมพร; พัชราณี ภวัตกุล; สุวัฒน์ ศรีสรฉัตร; เรวดี จงสุวัฒน์; Nathpaszorn Kaewrattanaamporn; Patcharanee Pavadhul; Suwat Srisorrachat; Rewadee Chongsuwat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional study) มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกและปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงของพนักงานชายบริษัทผลิตรถยนต์ที่ทำงานรอบกลางคืน อายุระหว่าง 25-55 ปี จานวน 65 คน เก็บข้อมูลช่วงเดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2555 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ ความรู้เรื่องการบริโภคอาหาร กิจกรรมทางกาย ความเครียด และพฤติกรรมการบริโภคอาหารใช้แบบสัมภาษณ์อาหารบริโภคย้อนหลัง 24 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ independent samples t-test และ chi-square test ผลการศึกษาพบความชุกภาวะอ้วนลงพุงของพนักงานชายบริษัทผลิตรถยนต์ที่ทำงานรอบ กลางคืน ร้อยละ 67.69 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง ได้แก่ความรู้เกี่ยวกับการ บริโภคอาหาร หวาน, มัน, เค็ม (p=0.032)พลังงานที่จากการรับประทานอาหาร(p=0.004), การ ได้รับโซเดียม (p=0.004) และวิตามินบี1 (p=0.049) ส่วนกิจกรรมทางกาย, การดื่มแอลกอฮอล์, การสูบบุหรี่, ความเครียด ไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะอ้วนลงพุง (p>0.05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พนักงานที่ทำงานรอบกลางคืนมีอัตราการเกิดภาวะอ้วนลงพุงสูง และมีความรู้เกี่ยวกับการบริโภค อาหารระดับต่ำส่งผลถึงการเลือกรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงและโซเดียมสูง จึงควรมีการให้ความรู้ด้านโภชนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย ลักษณะการทำงาน และวิถีชีวิตของพนักงานที่ทำงานรอบกลางคืน เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังในอนาคต
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความรอบรู้ทางโภชนาการในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
    (2563) พรวิภา ศิริพิชญ์ตระกูล; ภรณี วัฒนสมบูรณ์; วราภรณ์ เสถียรนพเก้า; ดุสิต สุจิรารัตน์; Pornwipa Siripitchtrakul; Paranee Vatanasomboon; Warapone Satheannoppakao; Dusit Sujirarat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาสุขศึกษาและพฤติกรรมศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาระบาดวิทยา
    ความรอบรู้ทางโภชนาการเป็นประเด็นเฉพาะ ภายใต้แนวคิดความรอบรู้ทางโภชนาการที่กำลัง เป็นที่สนใจสำหรับการป้องกันโรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับ การบริโภคอาหาร การวิจัยเชิงสำรวจแบบตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรอบรู้ทางโภชนาการ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เก็บรวบรวม ข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง จากกลุ่มตัวอย่าง 535 คน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรที่ศึกษาด้วยสถิติทดสอบไคสแควร์ และสถิติวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์แบบทวิ ผลการศึกษาพบ ร้อยละ 38.9 ของกลุ่มตัวอย่าง เท่านั้นที่มีความรอบรู้ทางโภชนาการในระดับเพียงพอ นอกนั้นอยู่ในระดับพอใช้ (ร้อยละ 38.3) และไม่ เพียงพอ (ร้อยละ 22.8) การวิเคราะห์การถดถอย โลจิสติกส์แบบทวิพบว่า ความรอบรู้ทางโภชนาการ ที่เพียงพอสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับเกรดเฉลี่ย สะสมมากกว่าสามขึ้นไป (OR = 2.26, 95% CI = 1.28 – 4.00) เพศหญิง (OR = 1.86, 95% CI = 1.23 – 2.82) และการใช้แหล่งข้อมูลจากสื่อออนไลน์ ทางเว็บไซต์ (OR = 1.59, 95% CI = 1.62 – 2.47) และสื่อสังคมออนไลน์ (OR = 2.48, 95% CI = 1.45 – 4.24) ในการค้นหาข้อมูลด้านโภชนาการ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความจำเป็นในการพัฒนา ความรอบรู้ทางโภชนาการของนักเรียน โดยเฉพาะ ในนักเรียนชายและนักเรียนที่มีผลการเรียนต่ำ การสื่อสารข้อมูลโภชนาการที่เชื่อถือได้ผ่านสื่อออนไลน์ ในรูปแบบต่างๆ สามารถเป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้ ในการยกระดับความรอบรู้ทางโภชนาการ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความสัมพันธ์ของปริมาณวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี และซิลิเนียม ที่ได้รับจากอาหารบริโภคกับความรุนแรงของโรคหืดในวัยผู้ใหญ่
    (2553) อรุณวดี ทองบุญ; สุวัฒน์ ศรีสรฉัตร์; ประพาฬ ยงใจยุทธ; จีรนันท์ แกล้วกล้า; ภารดี เต็มเจริญ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    เด็กไทยดูดี ตอน ไขความลับแห่งยานปริศนา
    ชุติมา ศิริกุลชยานนท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    นมแม่ ดีอย่างไร
    (2554) พัชราณี ภวัตกุล; Patcharanee Pavadhgul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    น้ำมันรำข้าว : ทางเลือกเพื่อสุขภาพของคนไทย
    (2545) นัยนา บุญทวียุวัฒน์; เรวดี จงสุวัฒน์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • 3
  • »

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use