Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์"
Now showing 1 - 3 of 3
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access การมีส่วนร่วมของชุมชนในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว : กรณีศึกษา 3 ชุมชนในจังหวัดสระบุรี(2553) รักยิ้ม ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา; รณชัย คงสกนธ์; นิศากร ตัณฑการ; สุนิสา จองวัฒนา; อุมาพร อุดมทรัพยากุล; Rakyim Patamasingh Na Ayudhya; Ronnachai Kongsakon; Nisakorn Tantakarn; Sunisa Chongwatana; Umaporn Udomsubpayakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สำนักงานวิจัยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครั้วและการมีส่วนร่วมกคงหุมพนในแนวทางการแก้ไทญหาความรุนแรงในครดทครัว ฟระหากรที่ศึกหาคืก ผู้ที่พำนักคยู่ใน 3 ชุมพนทคงจังหวัดสระบุรี เลือกตัวย่างแต่ละชุมชนได้ชุมชนละ 200 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายได้ตัวอย่างทั้งสิ้น 600 คนรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างวันที่ 20 มกราคม ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า ร้อยละ 67 ของกลุ่มตัวอย่างเป็นเพศหญิงมีอายุระหว่าง 41-50 ปี มากที่สุดคือร้อยละ 23.5 ร้อยละ 60.3 มีสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.2) มีอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 46.6 ของกลุ่มตัวอย่งรายได้ไม่เกินเดือนละ 5.000 บาทและอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยวร้อยละ 59.7 สาเหตุที่ทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวมากที่สุดร้อยละ 85.3 คือ ความใจร้อน เจ้าอารมณ์ของคนใดคนหนึ่ง รองลงมาคืกความรู้จี้ ขึ้นร้อยละ 81.0 และความขัดแย้งเรื่องการเงินร้อยละ 774 ความรุนแรงที่พบเห็นในชุมชนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 52.7) คือทางด้านจิตใจ โดยเฉพาะการถูกคว่พบเห็นได้มากที่สุดร้อยละ 86.2 รองลงมา (ร้อยละ 44.2) คือความรุนแรงทางด้านกายได้แก่ การตบ ตี เตะ ต่อย ร้อยละ 72.8 ส่วนความรุนแรงทางเพศ (ร้อยละ 3.1) คือการบังคับขืนใจทางเพศมีร้อยละ 9.9 การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นด้วยในระดับมากว่า องค์กรหมชนควรมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหา (ร้อยละ 56) มีการสร้างเครือข่ยเพื่อทำงานร่วมกัน (ร้อยละ 56.4) การจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องแก่องค์กรขุมขนและฝึกปฏิบัติจริงด้วย (ร้อยละ 56.7) การจัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสมานฉันที่ให้แก่คนในชุมชนและครอบครัว (ร้อยละ 60) และคณะกรรมการของชุมชนไม่ควรมีกรอบกำหนดระยะเวลาในการดำเนินงานบริหาร (ร้อยละ 60.3) และที่สำคัญจะต้องได้รับความร่วมมือจากองค์กร มูลนิธิและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ร้อยละ 61.7)Publication Open Access วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เด็กที่ถูฏทารุณทางเพศมีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็ก(2557) สายทิพย์ เจ็งที; มนฤดี โชคประจักษ์ชัด; โยธิน คำแสง; พลิศรา อังศุสิงห์; Saythip Jengtee; Monrudee Chokprajakchad; Yothin Kumsang; Palisara Angsusingha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณทางเพศกับความปลอดภัยของเด็ก วิธีวิจัย: เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศที่ถูกแยกจากครอบครัวให้ได้รับการคุ้มครองโดยบ้านพักเด็กและครอบครัว กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อความปลอดภัย และเข้ารับตรวจรักษาที่คลินิกส่งเสริมการเลี้ยงดู ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อายุระหว่าง 5-18 ปี จำนวน 50 ราย การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของพ่อแม่และเด็ก ส่วนที่ 2 วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนที่ 3 ความปลอดภัยของเด็ก ผลการศึกษา: วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่แบบให้ความรัก ความอบอุ่นและใส่ใจ มีความสัมพันธ์กับการดูแล ให้ปัจจัยสี่แก่การดำรงชีวิต การดูแลป้องกันอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ ระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อนไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงและให้เด็กได้ับการศึกษาตามสมควรแก่อายุและสติปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 การเลี้ยงของพ่อแม่อย่างไม่ใส่ใจมีความสัมพันธ์กับการปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็ก การใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 สรุป: วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็กPublication Open Access สถานการณ์ผู้ป่วยครองเตียงนานในโรงพยาบาลที่ไม่สามารถจำหน่ายได้(2561) ศรีสุภา แก้วประพาฬ; ศรินทิพย์ แสงสาตรา; ขนิษฐา บูรณพันศักดิ์; กมลเศรษฐ์ เก่งการเรือ; นภารัตน์ เอนกบุณย์; สมศิริ บุญศิริ; Srisupha Kaewprapran; Sarintip Saengsartra; Khanittha Booranaphansak; Kamolset Kanggerrure; Naparat Anekboon; Somsiri Boonsiri; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์; สำนักบริหารการสาธารณสุข. โรงพยาบาลสระบุรี. งานสังคมสงเคราะห์; มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ. งานสังคมสงเคราะห์; สภากาชาดไทย. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. งานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. งานสังคมสงเคราะห์; สำนักการแพทย์. โรงพยาบาลกลาง. งานสังคมสงเคราะห์บทนำ: ปัญหาสถานการณ์ผู้ป่วยครองเตียงนานในโรงพยาบาลที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ทั่วประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและระดับตติยภูมิ การศึกษานี้จะทำให้ทราบถึงปัญหาและเป็นแนวทางพัฒนาสร้างระบบการจัดการเพื่อให้เกิดมาตรฐานในระบบบริการสุขภาพในระดับนโยบายต่อไป วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาข้อมูลทางสังคมถึงปัญหาสถานการณ์ผู้ป่วยครองเตียงนาน ซึ่งนำไปสู่แนวทางการวางแผนช่วยเหลือผู้ป่วยครองเตียงที่มีโรคซ้ำซ้อน และส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านใช้ศักยภาพในการดูแลรักษาอย่างคุ้มค่า รวมทั้งศึกษาแนวทางพัฒนาทรัพยากรเครือข่ายและระบบการจัดการจำหน่ายอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงสำรวจโดยใช้แบบสอบถามจากบันทึกรายงานผู้ป่วยของนักสังคมสงเคราะห์ที่ดูแลผู้ป่วยและไม่สามารถจำหน่ายได้ จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษา: สถานการณ์ผู้ป่วยครองเตียงนานในโรงพยาบาลที่มีระยะเวลา 1 ปี คิดเป็นร้อยละ 86.8 และผู้ป่วยครองเตียงนานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 1.6 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและระบบประสาท (ร้อยละ 39.5) ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ (ร้อยละ 36.4) และอยู่ในภาวะพึ่งพิงขาดผู้ดูแล (ร้อยละ 65.9) ซึ่งเป็นปัจจัยให้จำหน่ายได้ยาก เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ได้ปฏิบัติงานตามกระบวนการช่วยเหลือแล้วยังคงมีผู้ป่วยส่วนหนึ่งค้างอยู่ในหอผู้ป่วย ซึ่งจำเป็นต้องหาทรัพยากรเครือข่ายเพื่อส่งต่อผู้ป่วย แต่ยังคงมีปัญหาด้วยข้อจำกัดหลายประการ สรุป: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ทำให้ญาติหรือผู้ดูแลปฏิเสธที่จะรับผู้ป่วยไปดูแล และคิดว่าไม่มีความสามารถในการดูแลผู้ป่วย วิธีการจำหน่ายผู้ป่วยครองเตียงนานที่ไม่มีญาติหรือผู้ดูแล คือ การส่งต่อสถานสงเคราะห์ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายประการทำให้ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้
