Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา"
Now showing 1 - 20 of 22
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access Rama Co-RADS: เกณฑ์คัดแยกระดับความผิดปกติจากภาพรังสีทรวงอกสำหรับการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยยืนยันโควิด-19(2564) ฐิติพร สุวัฒนะพงศ์เชฏ; ชญานิน นิติวรางกูร; วราวุฒิ สุขเกษม; สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ; Thitiporn Suwatanapongched; Chayanin Nitiwarangkul; Warawut Sukkasem; Sith Phongkitkarun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศไทยที่กระจายเป็นวงกว้างและมีจำนวนผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศที่เตรียมไว้สำหรับภาวะปกติไม่เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ได้ มาตรการสำคัญอันหนึ่งของรัฐบาลคือ การจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจและโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยในการจัดการดูแลควบคุมและลดการแพร่กระจายเชื้อ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย โดยกระบวนการคัดกรองผู้ป่วยอาศัยการประเมินอาการทางคลินิกและภาพรังสีทรวงอก คณะผู้เขียนจึงเสนอเกณฑ์คัดแยกระดับความผิดปกติจากภาพรังสีทรวงอกหรือ Rama Co-RADS เพื่อให้รังสีแพทย์พิจารณาใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยและรายงานผลภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 จากภาพรังสีทรวงอกอย่างเป็นระบบ กระชับ เข้าใจง่าย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ การนำร่องใช้ Rama Co-RADS ณ หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่รังสีแพทย์ใช้รายงานผลลดลงร้อยละ 24 และผลอ่านภาพรังสีทรวงอกที่อิงตาม Rama Co-RADS ยังทำให้การสื่อสารระหว่างกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมีความชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้การบริหารจัดการ กระบวนการคัดแยก การส่งปรึกษา และการดูแลรักษาผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพPublication Open Access Retinoblastoma: Role of Imaging(2556) ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนานุกูล; Chewarat Wirojtananugoon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาRetinoblastoma เป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ที่บริเวณจอประสาทตา (Retina) และเป็นมะเร็งของลูกตาเด็กที่พบบ่อยที่สุด เนื้องอกชนิดนี้อาจเกิดแบบ Sporadic หรือ เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Hereditary form) พบว่า ผู้ป่วยโรคนี้ที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธูกรรม มี Retinoblastoma ที่ลูกตาทั้งสองข้างได้ถึง 85% และยังมีความเสี่ยงต่อการพบเนื้องอกชนิดนี้ในสมองร่วมด้วย (Trilateral retinoblastoma) ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในการรักษามะเร็งชนิดนี้จนสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ รวมถึงความสามารถในการรักษาลูกตาและสายตาไว้ได้ หากตรวจพบและรักษาเนื้องอกชนิดนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจวินิจฉัยทางอาการแสดงทางคลินิกและทางกายภาพวินิจฉัยมีความสำคัญมาก เนื่องจาก Retinoblastoma เป็นมะเร็งหนึ่งในไม่กี่มะเร็งที่อาศัยเพียงข้อมูลจากการตรวจร่างกายและภาพวินิจฉัยในการตัดสินใจรักษาโรค โดยที่ยังไม่ได้ผลการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาก่อนรักษา ในที่นี้เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ retinoblastoma โดยเน้นที่ภาพวินิจฉัยPublication Open Access การตอบสนองของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรับรังสีรักษา และการรับรู้ต่อการให้ความรู้ และสนับสนุนเป็นรายบุคคลจากพยาบาล(2543) กรณิกา ตริชอบ; ปราณี ชวลิตสกุลชัย ลุนเบิร์ก; ปรียา ไพรัชเวทย์; Kornnika Trichorb; Pranee Chavalitsakulchai Lundberg; Preeya Pairatchvet; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาPublication Open Access การประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยเด็กได้รับจากการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง(2559) สุภาพร ทั้งสุข; ประภา สดโคกกรวด; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; สุเทพ ทั้งสุข; โยธิน คำแสง; จันทร์จิรา ชัชวาลา; นิชนันท์ เรืองวัฒนไพศาล; สมจิต ปานแดง; Supaporn Thungsuk; Prapa Sodkokkrud; Supaneewan Jaovisidha; Suthep Thungsuk; Yothin Kumsang; Janjira Jatchavala; Nichanun Ruangwattanapaisarn; Somchit Pandang; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี. กลุ่มงานรังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยเด็กได้รับจากการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง และนำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาอื่นๆ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพารามิเตอร์ที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสี วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลผู้ป่วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ที่มารับการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง ในระยะเวลา 1 เดือน โดยปริมาณรังสีที่ผิวจะถูกคำนวณจาก X-ray beam output และค่าพารามิเตอร์ที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีผู้ป่วยเด็กแต่ละราย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงของหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี 2 แห่ง คือ National Radiological Protection Board (NRPB) ของประเทศอังกฤษ และ European Commission (EC) ผลการศึกษา: จำนวนผู้ป่วยเด็กทั้งหมด 100 ราย แบ่งตามช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี, อายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี, อายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี พบว่า ปริมาณรังสีที่ผิวเฉลี่ย คือ 70.53 microgray (uGy), 73.25 uGy, 67.62 uGy และ 70.15 uGy ตามลำดับ โดยกลุ่มเด็กแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี และอายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี มีปริมาณรังสีที่ผิวเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ NRPB และ EC แล้วพบว่าเด็กแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี และอายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี ได้รับปริมาณรังสีที่ผิวสูงกว่าค่าอ้างอิงของ NRPB แต่น้อยกว่าค่าอ้างอิงของ EC ส่วนในเด็กอายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี มีค่าปริมาณรังสีที่ผิวอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าอ้างอิงของทั้งสองแห่ง สรุป: ปริมาณรังสีที่ผิวของผู้ป่วยเด็กในช่วงอายุแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี มากกว่าค่าอ้างอิงของบางหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี จึงควรมีการปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์ให้เหมาะสม และการถ่ายภาพทางรังสีในผู้ป่วยเด็กควรจะเปิดลำรังสีให้ครอบคลุมเฉพาะส่วนที่ต้องการ และมีการป้องกันอันตรายจากรังสีด้วยการใช้แผ่นตะกั่วปิดบังในส่วนของอวัยวะตั้งแต่ช่องท้องลงมาPublication Open Access การวิจารณ์ผลงานวิจัยเรื่องปัจจัยปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดี(2556) สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; Suphaneewan Jaovisidha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยานักรังสีการแพทย์พบปัญหาในการถ่ายภาพรังสีทรวงอกมากที่สุดในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปถึง 4 ปี โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง ส่วนผู้ปกครองหรือญาติเด็ก ทำให้เกิดปัญหาในระดับปานกลางถึงมาก โดยปัญหาเกิดจากความกังวลของผู้ปกครองเอง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริการนั้นคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการบริการผู้ป่วยรายต่อไป และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานนั้น พบว่า อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง และเป็นความรู้สึกที่ว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กเป็นงานที่ยุ่งยากItem Metadata only การวินิจฉัยโรคจากฟิล์มเอกซเรย์(2550) สุวัธนา นนทะสุต; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาItem Metadata only คลื่นเสียงความถี่สูงในผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน(2561) จันทร์จิรา ชัชวาลา; ฐิติพร สุวัฒนะพงศ์เชฏ; สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาPublication Open Access ความผูกพันต่อองค์กร: กรณีศึกษา บุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล(2556) วารี อัศวเสนา; ดรุณี สุขวัฒนาชัยกูล; พิมพิลา ขาวขำ; ปกรณ์ เจียระคงมั่น; Waree Atsawasena; Darunee Sukwathanachaikul; Pimpila Khawkham; Pakorn Jiarakongmun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อให้ทราบถึงระดับความผูกพันต่อองค์กร และทราบถึงระดับการรับรู้ในการสื่อสารข้อมูลขององค์กรของบุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยารามาธิบดี วิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) โดยให้บุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 262 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กร ความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร การรับรู้บรรยากาศและการรับรู้ข่าวสารขององค์กร รวมทั้งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยแบ่งระดับการตอบแบบสอบถามเป็นระดับ 1-5 แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการจัดระดับความผูกพัน การแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS Version 18 ผลการวิจัย: ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 66) มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี (ร้อยละ 43.9) สถานภาพโสด (ร้อยละ 59.5) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 62.6) ปฏิบัติงานในกลุ่มตำแหน่ง นักรังสีการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานรังสีเทคนิค นักฟิสิกส์การแพทย์ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 33.2) ปฏิบัติงานในองค์กรน้อยกว่า 5 ปี (ร้อยละ 47.3) และมีรายได้รวมต่อเดือนที่ได้รับจากองค์กร 10,000-15,000 บาท (ร้อยละ 37.8) จากการวิเคราะห์ด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน 3 อันดับแรก คือ ปัจจัยด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพ (ค่าเฉลี่ย 3.61) ปัจจัยด้านการบังคับบัญชาและปัจจัยด้านความปลอดภัย (ค่าเฉลี่ย 3.58 และ 3.55 ตามลำดับ) และมีระดับความผูกพันต่อองค์กรภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 3.71) จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่ามีความผูกพันต่อองค์กร 3 อันดับแรก คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ไขปัญหาขององค์กร (ค่าเฉลี่ย 4.27) ด้านการมีความสุขที่ได้ทำงานในองค์กร และด้านความภาคภูมิใจที่จะบอกกับผู้อื่นว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี (ค่าเฉลี่ย 4.23 และ 4.19 ตามลำดับ) ในส่วนของการรับรู้บรรยากาศในการทำงานและการรับรู้ข่าวสารขององค์กรอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.32 และ 3.42 ตามลำดับ) สรุป: บุคลากรภาควิชารังสีวิทยามีความผูกพันกับองค์กรในระดับสูงถึงปานกลาง ส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ไขปัญหาขององค์กร มีความสุขที่ได้ทำงานในองค์กร และมีความภูมิใจที่จะบอกให้ผู้อื่นรู้ว่าปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในด้านการรับรู้บรรยากาศในการทำงานและการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับปานกลางPublication Open Access ความพึงพอใจของแพทย์ผู้แปลผลต่อคุณภาพของภาพรังสีทรวงอกของเด็ก(2556) อรุณ เจ็งที; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; นิชนันท์ เรืองวัฒนไพศาล; รัตนพร พรกุล; จันทร์จิรา ชัชวาลา; Aroon Jengtee; Yothin Kumsang; Suphaneewan Jaovisidha; Nichanan Ruangwattanapaisarn; Ratanaporn Pornkul; Janjira Jatchavala; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อใช้งานการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กมีคุณภาพและได้มาตรฐาน เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงานรังสีเทคนิค ส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมสหวิชาชีพ และเพื่อให้ผู้ป่วยเด็กได้รับประโยชน์สูงสุด วิธีวิจัย: แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด และอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก ภาควิชารังสีวิทยา ปีการศึกษา พ.ศ. 2555-2556 จำนวน 28 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาความพึงพอใจต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ และการศึกษาปัญหาในการแปลผลภาพรังสีนั้น โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1-5 แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ และหาค่าเฉลี่ยรวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11.0 ผลการวิจัย: พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 71.43 เป็นแพทย์ประจำบ้าน ร้อยละ 17.86 เป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอด และร้อยละ 10.71 เป็นอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก จากคำถามความพึงพอใจต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ พบว่า ค่าเฉลี่ยของแต่ละตัวแปรอยู่ระหว่าง 3.51-4.29 และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมเท่ากับ 3.81 จาก 5.00 อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยความพึงพอใจสูงสุด (4.29) คือ การที่ภาพรังสีนั้นครอบคลุมกายวิภาค (Anatomy) ได้ครบ รองลงมา (3.76) คือ ถ่ายภาพได้คมชัด (Sharpness definition) จากคำถามเกี่ยวกับปัญหาในการแปลผลภาพรังสีทรวงอกของเด็ก พบว่า ว่าเฉลี่ยของแต่ละตัวแปรอยู่ระหว่าง 2.29-1.66 และมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 1.98 จาก 5.00 อยู่ในระดับน้อย โดยปัญหาที่พบมากที่สุดในการแปลผล (2.29) คือ การจัดท่า (Positioning) รองลงมา (2.14) คือ การที่ผู้ป่วยเด็กหายใจเข้าไม่เต็มที่ขณะถ่ายภาพรังสี (Inspiration) ข้อสรุป: แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด และอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก ภาครังสีวิทยา มีความพึงพอใจโดยรวมต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก และปัญหาในการแปลผลภาพรังสีทรวงอกของเด็กโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ เรื่องการจัดท่าและการที่ผู้ป่วยเด็กหายใจเข้าไม่เต็มที่ขณะถ่ายภาพทางรังสีItem Open Access งานวิเคราะห์การเอกซเรย์ต่อมอะดีนอยด์ในเด็ก(2557) อรุณ เจ็งที; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาPublication Open Access บริหารหน่วยงานอย่างไรให้สนุกและมีความสุข(2552) ลักษณา โพชนุกูล; วารี อัศวเสนา; Lucksana Pochanugool; Waree Atsawasena; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยางานบริหารเป็นงานที่บางคนอยากทำ เพราะเข้าใจว่าเมื่อได้ทำงานบริหาร หมายถึง "การมีอำนาจ" ในขณะเดียวกันบางคนเกลียดกลัวงานบริหารอย่างมาก คิดว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องปวดหัว ทั้งที่มีความจำเป็นในด้านอาวุโสที่จะต้องมาช่วยหน่วยงานของตนแล้ว การทำงานบริหารกับการมีอำนาจนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่จะเป็นเรื่องเดี่ยวกันถ้าผู้บริหารนั้นมีบารมี ก่อนที่บารมีจะเกิดผู้บริหารควรรู้คุณสมบัติที่จะต้องมีเพื่อให้บารมีเกิด ดังนี้ 1. มีจรรยาบรรณ 2. มีจิตวิทยาในการบริหาร 3.สามารถบริหารจัดการได้ 4. สร้างงานเป็นทีมได้ 5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สิ่งที่ผู้บริหารควรหลีกเลี่ยง คือ ไม่ควรตำหนิ ติเตียน ผู้ใต้บังคับบัญชาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และไม่ควรพูดมาก พูดซ้ำซากมากเกินไป การเป็นผู้บริหารนั้น หมายถึงความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หากมีใจรักที่จะรู้จักคนมากๆ โดยไม่คิดว่าการก้าวมาสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้บริหารนั้นก็จะบริหารงานได้สนุกและมีความสุขPublication Open Access ประสบการณ์ของคณาจารย์ผู้สอนและความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4(2553) วารี อัศวเสนา; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; พิมพิลา ขาวขำ; โลจนา ตันติยาทร; Waree Atsawasena; Yothin Kamsang; Suphaneewan Chowvisit; Pimpila Khaokham; Lojana Tuntiyathorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาว่าความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของคณาจารย์ผู้สอนหรือไม่ วิธีการวิจัย: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิตล ประจำปีการศึกษา 2552 จำนวน 133 คน แบ่งออกเป็น 16 กลุ่มๆ ละ 8-10 คนในการเรียนชั่วโมง Teaching Film ตอบแบบสอบถามหลังจากจบการเรียนการสอนของแต่ละกลุ่ม โดยมีคณาจารย์ของภาควิชารังสี่วิทยา รวม 20 คน ซึ่งมีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 1-10 ปี ทำการสอนกลุ่มละ 1 คน นำผลการตอบแบบสอบถาม และตัวเลขมาคำนวณหาค่าทางสถิติ ผลการวิจัย: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ในทุกหัวข้อการประเมิน (ค่าเฉลี่ย 45-5.0) คณาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอน 16-20 ปี ได้ค่าเฉลี่ยความพึงพคใจเต็ม (5.0) ในหัวข้อการให้โอกาสนักศึกษาแสดงความคิดเห็น และวาจาสุภาพ ค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ 4.5 (ซึ่งยังคงอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด) จากหัวข้อการบอกแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเดิม ความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ไม่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การสอนของคณาจารย์ (P = 0.36-0.79) ข้อสรุป: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ความพึงพอใจดังกล่าวไม่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การสอนของคณาจารย์ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาการจัตระบบการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ของภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้มีความเหมาะสมและไต้ผลตียิ่งขึ้นPublication Open Access ประสิทธิภาพของเบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์ ในการป้องกันผลของรังสีต่อผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและคอ(2540) พรรณวดี พุธวัฒนะ; พวงทอง ไกรพิบูลย์; ทองดี ศรีจงใจ; Panwadee Putwatana; Puangtong Kraiphibul; Tongdee Srichongchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาPublication Open Access ปัจจัยที่มีผลต่อการทำวิจัยของแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล(2555) โยธิน คำแสง; วารี อัศวเสนา; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; พิมพิลา ขาวขำ; สุภาภรณ์ โต๊ะสำลี; อรทัย เกียรติจิรดา; ดรุณี สุขวัฒนาชัยกูล; พิมใจ ศิริวงศ์ไพรัช; Yothin Kumsang; Waree Atsawasena; Suphaneewan Jaovisidha; Pimpila Khowkham; Supaporn Tohsumlee; Orathai Keatjidaro; Darunee Sukwathanachaikul; Pimjai Siriwongpirat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อให้ทราบถึงทัศนคติต่อการทำวิจัย รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำวิจัยของแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิธีการวิจัย: แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา ปีการศึกษา 2553 จำนวน 38 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาทัศนคติต่อการทำวิจัยและศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคของการทำวิจัยซึ่งอยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1 – 4 และ 1 – 5 ตามลำดับ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย รวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11 ผลการวิจัย: ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.31) มีอายุอยู่ในช่วง 25 – 30 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 71.05 จากคำถามในด้านทัศนคติ 12 ข้อ ข้อที่ได้รับค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4 ลำดับคือ เห็นว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นบุคคลที่น่าทำงานด้วย (ค่าเฉลี่ย 3.39 จากคะแนนเต็ม 4), อาจารย์ที่ปรึกษามีความเอาใจใส่ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้ง่าย (3.34), เห็นว่างานวิจัยที่ทำมีประโยชน์ต่อภาควิชาฯ (3.05) และต่อตนเอง (3.00) และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา (ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 1.71) ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคในการทำงานวิจัยนั้น ข้อที่ได้ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 6 ลำดับคือ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่า ภาควิชาควรจัดสรรช่วงเวลาเฉพาะสำหรับกรทำวิจัย (ค่าเฉลี่ย 4.39 จากคะแนนเต็ม 5), ภาระงานประจำที่ต้องรับผิดชอบมีผลมากต่อการทำวิจัย (4.28), ผู้ตอบแบบสอบถามยังขาดความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้สถิติที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย (3.92), เห็นด้วยที่กำหนดให้นำเสนอ proposal ตั้งแต่ฝึกอบรมในชั้นปีที่ 2 (3.92), มีความยากลำบากในการตามแฟ้มประวัติคนไข้ (3.81) และในการนัดพบกับนักสถิติของคณะฯ (3.78) ข้อสรุป: แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา มีทัศนคติที่ดีมากต่ออาจารย์ที่ปรึกษา และไม่ประสงค์จะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาระหว่างการทำวิจัย พบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการทำวิจัยคือ ภาระงานประจำที่มาก ทำให้เวลาในการทำวิจัยมีไม่เพียงพอ จึงเห็นควรให้ภาควิชาฯ จัดสรรช่วงเวลาเฉพาะในการทำวิจัยให้Publication Open Access ปัจจัยปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดี(2556) อรุณ เจ็งที; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; รัตนพร พรกุล; จันทร์จิรา ชัชวาลา; Aroon Jengtee; Yothin Kumsang; Suphaneewan Jaovisidha; Ratanaporn Pornkul; Janjira Jatchavala; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาวัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนางานถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วยเด็กที่มาใช้บริการ รวมถึงการแปลผลของรังสีแพทย์และการประสานงานเป็นทีมสหวิชาชีพ วิธีการศึกษา: นักรังสีการแพทย์ ภาควิชารังสีวิทยา จำนวน 46 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม ศึกษาปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็ก ศึกษาช่วงอายุเด็กที่มีปัญหาต่อการถ่ายภาพรังสี และศึกษาปัญหาอื่นๆ ที่พบเห็นในการปฏิบัติงาน โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1-5 (เป็นปัญหาน้อยที่สุดจนถึงมากที่สุด) แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยแจกจงความถี่ หาค่าร้อยละ และหาค่าเฉลี่ยรวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11.0 ผลการศึกษา: นักรังสีการแพทย์ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 73.9 เป็นหญิง และร้อยละ 26.1 เป็นชาย เป็นผู้มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 60.9 ประสบการณ์ทำงาน 6 - 10 ปี ร้อยละ 6.5 และประสบการณ์มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.6 พบว่า ช่วงอายุเด็กที่มีปัญหาต่อการถ่ายภาพรังสีมากที่สุดคือ 2 ปีขึ้นไปถึง 4 ปี รองลงมาคือ ช่วงอายุแรกเกิด 2 ปี ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวเด็กเป็นปัญหาในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง (ค่าเฉลี่ย 4.78 จาก 5) รองลงมาคือ เด็กไปทำหัตถการอื่นมาก่อนทำให้เจ็บปวด (4.28) ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้ปกครองหรือญาติเป็นปัญหาในระดับปานกลางถึงมากคือ ผู้ปกครองมีความกังวลสูง (3.60) รองลงมาคือ ผู้ปกครองกลัวเด็กจะได้รับอันตรายจากรังสี (3.50) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบริการเป็นปัญหาในระดับปานกลางถึงมากคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการผู้ป่วยรายต่อไป (3.50) รองลงมาคือ การที่ต้องถ่ายภาพรังสีซ้ำให้ได้มาตรฐาน (3.36) ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงานนั้นเป็นปัญหาในระดับน้อยถึงปานกลางคือ นักรังสีการแพทย์รู้สึกว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กเป็นงานที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน (2.76) รองลงมาคือ พนักงานผู้ช่วยไม่ช่วยจับยึดตัวเด็ก (2.69) สรุป: ในการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็ก นักรังสีการแพทย์พบปัญหามากที่สุดกับผู้ป่วยเด็กช่วงอายุ 2 ขึ้นไปถึง 4 ปี ปัจจัยเกี่ยวกับตัวเด็กที่พบมากที่สุดคือ การที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ปกครองที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองมีความกังวลสูงและกลัวว่าเด็กจะได้รับอันตรายจากรังสี ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบริการที่พบมากคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการผู้ป่วยรายต่อไปPublication Open Access ผลของการสนับสนุนการดูแลตนเองและการเผชิญกับโรคต่อคุณภาพชีวิต ภาวะอารมณ์ทุกข์โศก และความพร่องในการดูแลตนเอง ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่รับรังสีรักษา(2538) สมจิต หนุเจริญกุล; สุนิสา วัฒนกิตติศักดิ์; แสงเดือน เทพรักษ์; พวงทอง ไกรพิบูลย์; Somchit Hanucharurnkul; Sunisa Wattanakittisak; Saengduan Teparux; Puangtong Kraiphibul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาPublication Open Access ผลลัพธ์ในการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนของโรงพยาบาลรามาธิบดี(2560) วิบูลย์ สุริยจักรยุทธนา; ชัชชาญ คงพานิช; ปภาวี สุวรรณพันธ์; กลนิษฐ์ สายเสมา; Wiboon Suriyajakryuththana; Chutcharn Kongphanich; Paphavee Suwannaphan; Kolanit Saisema; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. กองรังสีกรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์บทนำ: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กำหนดนโยบายแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนให้แพทย์และทีมแพทย์ผู้ส่งตรวจทราบในปลายปี พ.ศ. 2557 โดยแจ้งทันทีที่เห็นความผิดปกติไม่เกิน 60 นาที และได้ติดตามกำกับดูแลนโยบายนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อหาอัตราการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ติดตามการรักษาผู้ป่วย และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิก วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาผู้ป่วยที่มีผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติในปี พ.ศ. 2558 เพื่อหาอัตราการแจ้งผลทางรังสีวินิจฉัยจากระบบรายงานการแปลผลภาพทางรังสีวิทยา (Envision) ติดตามการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการแจ้งผล และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิกจากระบบ Envision ICD9 และ ICD10 จากหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 419 ราย เป็นหญิง 194 ราย (46.3%) และชาย 225 ราย (53.7%) อายุเฉลี่ย 55.45 ปี (ระหว่าง 0 - 93 ปี) มีการแจ้งผลภายในเวลา 60 นาที คิดเป็นร้อยละ 70.17 ผู้ป่วยร้อยละ 40 ได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายร้อยละ 23.15% ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องอย่างมากกับทางคลินิกคิดเป็นร้อยละ 90.76 สรุป: การแจ้งผลทำได้ร้อยละ 70.17 น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (80%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเกิดจากหลายปัจจัย ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องกับทางคลินิกสูงPublication Open Access รังสีวินิจฉัยแยกโรคระหว่างกระดูกสันหลังยุบเฉียบพลันจากภาวะกระดูกพรุน กับการยุบของกระดูกสันหลังจากมะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง(2558) วิบูลย์ สุริยจักรยุทธนา; Wiboon Susiyajakryuththana; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยาการวินิจแยกโรคระหว่างกระดูกสันหลังยุบเฉียบพลันจากภาวะกระดูกพรุน กับการยุบของกระดูกสันหลังจากมะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง ต้องเริ่มต้นจากการได้ประวัติที่จัดเจน และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนแล้วจึงเลือกส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย โดยทั่วไปการตรวจทางรังสีวินิจฉัยเริ่มต้นจากเอกซเรย์ เพราะสามารถตรวจได้ง่าย ไม่แพง ไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผลการตรวจอาจไม่สามารถแยกวินิจฉัยโรคได้ แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีกระดูกยุบจริงหรือไม่ การส่งตรวจวินิจฉัยต่อไปต้องพิจารณาตามบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งโดยทั่วไปนิยมส่งตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าItem Metadata only รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการ "ประสิทธิภาพของการเพิ่มการออกกำลังกายต่ออัตราการเพิ่มมวลกระดูกของเด็กหญิง" (ผลการศึกษาระยะที่ 1)(2546) อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ; กัลยา กิจบุญชู; สมศรี เจริญเกียรติกุล; สุพิตร สมาหิโต; รจนา ศิริศรีโร; วีระชาติ ศรีจันทร์; วิยะดา ทัศนสุวรรณ; พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา; อุมาพร อุดมทรัพยากุล; สุธิดา ชาติวุฒินันท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สำนักงานวิจัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันวิจัยโภชนาการ; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ภาควิชาศึกษาศาสตร์Publication Open Access วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เด็กที่ถูฏทารุณทางเพศมีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็ก(2557) สายทิพย์ เจ็งที; มนฤดี โชคประจักษ์ชัด; โยธิน คำแสง; พลิศรา อังศุสิงห์; Saythip Jengtee; Monrudee Chokprajakchad; Yothin Kumsang; Palisara Angsusingha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณทางเพศกับความปลอดภัยของเด็ก วิธีวิจัย: เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศที่ถูกแยกจากครอบครัวให้ได้รับการคุ้มครองโดยบ้านพักเด็กและครอบครัว กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อความปลอดภัย และเข้ารับตรวจรักษาที่คลินิกส่งเสริมการเลี้ยงดู ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อายุระหว่าง 5-18 ปี จำนวน 50 ราย การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของพ่อแม่และเด็ก ส่วนที่ 2 วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนที่ 3 ความปลอดภัยของเด็ก ผลการศึกษา: วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่แบบให้ความรัก ความอบอุ่นและใส่ใจ มีความสัมพันธ์กับการดูแล ให้ปัจจัยสี่แก่การดำรงชีวิต การดูแลป้องกันอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ ระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อนไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงและให้เด็กได้ับการศึกษาตามสมควรแก่อายุและสติปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 การเลี้ยงของพ่อแม่อย่างไม่ใส่ใจมีความสัมพันธ์กับการปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็ก การใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 สรุป: วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็ก
