Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 20 of 22
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Rama Co-RADS: เกณฑ์คัดแยกระดับความผิดปกติจากภาพรังสีทรวงอกสำหรับการวินิจฉัยภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยยืนยันโควิด-19
    (2564) ฐิติพร สุวัฒนะพงศ์เชฏ; ชญานิน นิติวรางกูร; วราวุฒิ สุขเกษม; สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ; Thitiporn Suwatanapongched; Chayanin Nitiwarangkul; Warawut Sukkasem; Sith Phongkitkarun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศไทยที่กระจายเป็นวงกว้างและมีจำนวนผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศที่เตรียมไว้สำหรับภาวะปกติไม่เพียงพอที่จะรองรับสถานการณ์ได้ มาตรการสำคัญอันหนึ่งของรัฐบาลคือ การจัดตั้งหอผู้ป่วยเฉพาะกิจและโรงพยาบาลสนาม เพื่อช่วยในการจัดการดูแลควบคุมและลดการแพร่กระจายเชื้อ สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย โดยกระบวนการคัดกรองผู้ป่วยอาศัยการประเมินอาการทางคลินิกและภาพรังสีทรวงอก คณะผู้เขียนจึงเสนอเกณฑ์คัดแยกระดับความผิดปกติจากภาพรังสีทรวงอกหรือ Rama Co-RADS เพื่อให้รังสีแพทย์พิจารณาใช้เป็นแนวทางในการวินิจฉัยและรายงานผลภาวะปอดอักเสบในผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 จากภาพรังสีทรวงอกอย่างเป็นระบบ กระชับ เข้าใจง่าย และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ การนำร่องใช้ Rama Co-RADS ณ หอผู้ป่วยเฉพาะกิจ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ค่ามัธยฐานของระยะเวลาที่รังสีแพทย์ใช้รายงานผลลดลงร้อยละ 24 และผลอ่านภาพรังสีทรวงอกที่อิงตาม Rama Co-RADS ยังทำให้การสื่อสารระหว่างกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยมีความชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้การบริหารจัดการ กระบวนการคัดแยก การส่งปรึกษา และการดูแลรักษาผู้ป่วยยืนยันโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    Retinoblastoma: Role of Imaging
    (2556) ชีวรัตน์ วิโรจน์ธนานุกูล; Chewarat Wirojtananugoon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    Retinoblastoma เป็นมะเร็งที่มีต้นกำเนิดจากเซลล์ที่บริเวณจอประสาทตา (Retina) และเป็นมะเร็งของลูกตาเด็กที่พบบ่อยที่สุด เนื้องอกชนิดนี้อาจเกิดแบบ Sporadic หรือ เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Hereditary form) พบว่า ผู้ป่วยโรคนี้ที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธูกรรม มี Retinoblastoma ที่ลูกตาทั้งสองข้างได้ถึง 85% และยังมีความเสี่ยงต่อการพบเนื้องอกชนิดนี้ในสมองร่วมด้วย (Trilateral retinoblastoma) ปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าในการรักษามะเร็งชนิดนี้จนสามารถรักษาโรคให้หายขาดได้ รวมถึงความสามารถในการรักษาลูกตาและสายตาไว้ได้ หากตรวจพบและรักษาเนื้องอกชนิดนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจวินิจฉัยทางอาการแสดงทางคลินิกและทางกายภาพวินิจฉัยมีความสำคัญมาก เนื่องจาก Retinoblastoma เป็นมะเร็งหนึ่งในไม่กี่มะเร็งที่อาศัยเพียงข้อมูลจากการตรวจร่างกายและภาพวินิจฉัยในการตัดสินใจรักษาโรค โดยที่ยังไม่ได้ผลการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาก่อนรักษา ในที่นี้เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ retinoblastoma โดยเน้นที่ภาพวินิจฉัย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การตอบสนองของผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรับรังสีรักษา และการรับรู้ต่อการให้ความรู้ และสนับสนุนเป็นรายบุคคลจากพยาบาล
    (2543) กรณิกา ตริชอบ; ปราณี ชวลิตสกุลชัย ลุนเบิร์ก; ปรียา ไพรัชเวทย์; Kornnika Trichorb; Pranee Chavalitsakulchai Lundberg; Preeya Pairatchvet; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยเด็กได้รับจากการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง
    (2559) สุภาพร ทั้งสุข; ประภา สดโคกกรวด; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; สุเทพ ทั้งสุข; โยธิน คำแสง; จันทร์จิรา ชัชวาลา; นิชนันท์ เรืองวัฒนไพศาล; สมจิต ปานแดง; Supaporn Thungsuk; Prapa Sodkokkrud; Supaneewan Jaovisidha; Suthep Thungsuk; Yothin Kumsang; Janjira Jatchavala; Nichanun Ruangwattanapaisarn; Somchit Pandang; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี. กลุ่มงานรังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อประเมินปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยเด็กได้รับจากการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง และนำมาเปรียบเทียบกับการศึกษาอื่นๆ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของพารามิเตอร์ที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสี วิธีการศึกษา: เก็บข้อมูลผู้ป่วยเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 15 ปี ที่มารับการถ่ายภาพรังสีทรวงอกในท่าตรง ในระยะเวลา 1 เดือน โดยปริมาณรังสีที่ผิวจะถูกคำนวณจาก X-ray beam output และค่าพารามิเตอร์ที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีผู้ป่วยเด็กแต่ละราย แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงของหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี 2 แห่ง คือ National Radiological Protection Board (NRPB) ของประเทศอังกฤษ และ European Commission (EC) ผลการศึกษา: จำนวนผู้ป่วยเด็กทั้งหมด 100 ราย แบ่งตามช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี, อายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี, อายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี พบว่า ปริมาณรังสีที่ผิวเฉลี่ย คือ 70.53 microgray (uGy), 73.25 uGy, 67.62 uGy และ 70.15 uGy ตามลำดับ โดยกลุ่มเด็กแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี และอายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี มีปริมาณรังสีที่ผิวเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ NRPB และ EC แล้วพบว่าเด็กแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี และอายุ 1 ถึงน้อยกว่า 5 ปี ได้รับปริมาณรังสีที่ผิวสูงกว่าค่าอ้างอิงของ NRPB แต่น้อยกว่าค่าอ้างอิงของ EC ส่วนในเด็กอายุ 5 ถึงน้อยกว่า 10 ปี และอายุ 10 ถึงน้อยกว่า 15 ปี มีค่าปริมาณรังสีที่ผิวอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าอ้างอิงของทั้งสองแห่ง สรุป: ปริมาณรังสีที่ผิวของผู้ป่วยเด็กในช่วงอายุแรกเกิดถึงน้อยกว่า 1 ปี มากกว่าค่าอ้างอิงของบางหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางรังสี จึงควรมีการปรับเปลี่ยนพารามิเตอร์ให้เหมาะสม และการถ่ายภาพทางรังสีในผู้ป่วยเด็กควรจะเปิดลำรังสีให้ครอบคลุมเฉพาะส่วนที่ต้องการ และมีการป้องกันอันตรายจากรังสีด้วยการใช้แผ่นตะกั่วปิดบังในส่วนของอวัยวะตั้งแต่ช่องท้องลงมา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การวิจารณ์ผลงานวิจัยเรื่องปัจจัยปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2556) สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; Suphaneewan Jaovisidha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    นักรังสีการแพทย์พบปัญหาในการถ่ายภาพรังสีทรวงอกมากที่สุดในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไปถึง 4 ปี โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือการที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง ส่วนผู้ปกครองหรือญาติเด็ก ทำให้เกิดปัญหาในระดับปานกลางถึงมาก โดยปัญหาเกิดจากความกังวลของผู้ปกครองเอง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการบริการนั้นคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการบริการผู้ป่วยรายต่อไป และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ปฏิบัติงานนั้น พบว่า อยู่ในระดับน้อยถึงปานกลาง และเป็นความรู้สึกที่ว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กเป็นงานที่ยุ่งยาก
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การวินิจฉัยโรคจากฟิล์มเอกซเรย์
    (2550) สุวัธนา นนทะสุต; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    คลื่นเสียงความถี่สูงในผู้ป่วยวิกฤตและฉุกเฉิน
    (2561) จันทร์จิรา ชัชวาลา; ฐิติพร สุวัฒนะพงศ์เชฏ; สิทธิ์ พงษ์กิจการุณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความผูกพันต่อองค์กร: กรณีศึกษา บุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2556) วารี อัศวเสนา; ดรุณี สุขวัฒนาชัยกูล; พิมพิลา ขาวขำ; ปกรณ์ เจียระคงมั่น; Waree Atsawasena; Darunee Sukwathanachaikul; Pimpila Khawkham; Pakorn Jiarakongmun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อให้ทราบถึงระดับความผูกพันต่อองค์กร และทราบถึงระดับการรับรู้ในการสื่อสารข้อมูลขององค์กรของบุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยารามาธิบดี วิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) โดยให้บุคลากรภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 262 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานและความผูกพันต่อองค์กร ความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร การรับรู้บรรยากาศและการรับรู้ข่าวสารขององค์กร รวมทั้งความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยแบ่งระดับการตอบแบบสอบถามเป็นระดับ 1-5 แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการจัดระดับความผูกพัน การแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS Version 18 ผลการวิจัย: ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 66) มีอายุอยู่ในช่วง 20-30 ปี (ร้อยละ 43.9) สถานภาพโสด (ร้อยละ 59.5) การศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 62.6) ปฏิบัติงานในกลุ่มตำแหน่ง นักรังสีการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานรังสีเทคนิค นักฟิสิกส์การแพทย์ วิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ (ร้อยละ 33.2) ปฏิบัติงานในองค์กรน้อยกว่า 5 ปี (ร้อยละ 47.3) และมีรายได้รวมต่อเดือนที่ได้รับจากองค์กร 10,000-15,000 บาท (ร้อยละ 37.8) จากการวิเคราะห์ด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงาน 3 อันดับแรก คือ ปัจจัยด้านความก้าวหน้าในสายอาชีพ (ค่าเฉลี่ย 3.61) ปัจจัยด้านการบังคับบัญชาและปัจจัยด้านความปลอดภัย (ค่าเฉลี่ย 3.58 และ 3.55 ตามลำดับ) และมีระดับความผูกพันต่อองค์กรภาพรวมอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 3.71) จากการวิเคราะห์ปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่ามีความผูกพันต่อองค์กร 3 อันดับแรก คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ไขปัญหาขององค์กร (ค่าเฉลี่ย 4.27) ด้านการมีความสุขที่ได้ทำงานในองค์กร และด้านความภาคภูมิใจที่จะบอกกับผู้อื่นว่าทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี (ค่าเฉลี่ย 4.23 และ 4.19 ตามลำดับ) ในส่วนของการรับรู้บรรยากาศในการทำงานและการรับรู้ข่าวสารขององค์กรอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.32 และ 3.42 ตามลำดับ) สรุป: บุคลากรภาควิชารังสีวิทยามีความผูกพันกับองค์กรในระดับสูงถึงปานกลาง ส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมในการร่วมแก้ไขปัญหาขององค์กร มีความสุขที่ได้ทำงานในองค์กร และมีความภูมิใจที่จะบอกให้ผู้อื่นรู้ว่าปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ในด้านการรับรู้บรรยากาศในการทำงานและการรับรู้ข่าวสารอยู่ในระดับปานกลาง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ความพึงพอใจของแพทย์ผู้แปลผลต่อคุณภาพของภาพรังสีทรวงอกของเด็ก
    (2556) อรุณ เจ็งที; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; นิชนันท์ เรืองวัฒนไพศาล; รัตนพร พรกุล; จันทร์จิรา ชัชวาลา; Aroon Jengtee; Yothin Kumsang; Suphaneewan Jaovisidha; Nichanan Ruangwattanapaisarn; Ratanaporn Pornkul; Janjira Jatchavala; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อใช้งานการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กมีคุณภาพและได้มาตรฐาน เป็นแนวทางปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงานรังสีเทคนิค ส่งเสริมให้มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมสหวิชาชีพ และเพื่อให้ผู้ป่วยเด็กได้รับประโยชน์สูงสุด วิธีวิจัย: แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด และอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก ภาควิชารังสีวิทยา ปีการศึกษา พ.ศ. 2555-2556 จำนวน 28 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาความพึงพอใจต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ และการศึกษาปัญหาในการแปลผลภาพรังสีนั้น โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1-5 แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ และหาค่าเฉลี่ยรวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11.0 ผลการวิจัย: พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 71.43 เป็นแพทย์ประจำบ้าน ร้อยละ 17.86 เป็นแพทย์ประจำบ้านต่อยอด และร้อยละ 10.71 เป็นอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก จากคำถามความพึงพอใจต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ พบว่า ค่าเฉลี่ยของแต่ละตัวแปรอยู่ระหว่าง 3.51-4.29 และมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจโดยรวมเท่ากับ 3.81 จาก 5.00 อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก โดยความพึงพอใจสูงสุด (4.29) คือ การที่ภาพรังสีนั้นครอบคลุมกายวิภาค (Anatomy) ได้ครบ รองลงมา (3.76) คือ ถ่ายภาพได้คมชัด (Sharpness definition) จากคำถามเกี่ยวกับปัญหาในการแปลผลภาพรังสีทรวงอกของเด็ก พบว่า ว่าเฉลี่ยของแต่ละตัวแปรอยู่ระหว่าง 2.29-1.66 และมีค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 1.98 จาก 5.00 อยู่ในระดับน้อย โดยปัญหาที่พบมากที่สุดในการแปลผล (2.29) คือ การจัดท่า (Positioning) รองลงมา (2.14) คือ การที่ผู้ป่วยเด็กหายใจเข้าไม่เต็มที่ขณะถ่ายภาพรังสี (Inspiration) ข้อสรุป: แพทย์ประจำบ้าน แพทย์ประจำบ้านต่อยอด และอาจารย์แพทย์สาขารังสีวิทยาเด็ก ภาครังสีวิทยา มีความพึงพอใจโดยรวมต่อภาพรังสีทรวงอกของเด็กที่ได้รับ อยู่ในระดับปานกลางถึงมาก และปัญหาในการแปลผลภาพรังสีทรวงอกของเด็กโดยรวมอยู่ในระดับน้อย ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ เรื่องการจัดท่าและการที่ผู้ป่วยเด็กหายใจเข้าไม่เต็มที่ขณะถ่ายภาพทางรังสี
  • Thumbnail Image
    ItemOpen Access
    งานวิเคราะห์การเอกซเรย์ต่อมอะดีนอยด์ในเด็ก
    (2557) อรุณ เจ็งที; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    บริหารหน่วยงานอย่างไรให้สนุกและมีความสุข
    (2552) ลักษณา โพชนุกูล; วารี อัศวเสนา; Lucksana Pochanugool; Waree Atsawasena; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    งานบริหารเป็นงานที่บางคนอยากทำ เพราะเข้าใจว่าเมื่อได้ทำงานบริหาร หมายถึง "การมีอำนาจ" ในขณะเดียวกันบางคนเกลียดกลัวงานบริหารอย่างมาก คิดว่าเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องปวดหัว ทั้งที่มีความจำเป็นในด้านอาวุโสที่จะต้องมาช่วยหน่วยงานของตนแล้ว การทำงานบริหารกับการมีอำนาจนั้นเป็นคนละเรื่องเดียวกัน แต่จะเป็นเรื่องเดี่ยวกันถ้าผู้บริหารนั้นมีบารมี ก่อนที่บารมีจะเกิดผู้บริหารควรรู้คุณสมบัติที่จะต้องมีเพื่อให้บารมีเกิด ดังนี้ 1. มีจรรยาบรรณ 2. มีจิตวิทยาในการบริหาร 3.สามารถบริหารจัดการได้ 4. สร้างงานเป็นทีมได้ 5. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สิ่งที่ผู้บริหารควรหลีกเลี่ยง คือ ไม่ควรตำหนิ ติเตียน ผู้ใต้บังคับบัญชาต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และไม่ควรพูดมาก พูดซ้ำซากมากเกินไป การเป็นผู้บริหารนั้น หมายถึงความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หากมีใจรักที่จะรู้จักคนมากๆ โดยไม่คิดว่าการก้าวมาสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นนั้น เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ผู้บริหารนั้นก็จะบริหารงานได้สนุกและมีความสุข
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ประสบการณ์ของคณาจารย์ผู้สอนและความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4
    (2553) วารี อัศวเสนา; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; พิมพิลา ขาวขำ; โลจนา ตันติยาทร; Waree Atsawasena; Yothin Kamsang; Suphaneewan Chowvisit; Pimpila Khaokham; Lojana Tuntiyathorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาว่าความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์ของคณาจารย์ผู้สอนหรือไม่ วิธีการวิจัย: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิตล ประจำปีการศึกษา 2552 จำนวน 133 คน แบ่งออกเป็น 16 กลุ่มๆ ละ 8-10 คนในการเรียนชั่วโมง Teaching Film ตอบแบบสอบถามหลังจากจบการเรียนการสอนของแต่ละกลุ่ม โดยมีคณาจารย์ของภาควิชารังสี่วิทยา รวม 20 คน ซึ่งมีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 1-10 ปี ทำการสอนกลุ่มละ 1 คน นำผลการตอบแบบสอบถาม และตัวเลขมาคำนวณหาค่าทางสถิติ ผลการวิจัย: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ในทุกหัวข้อการประเมิน (ค่าเฉลี่ย 45-5.0) คณาจารย์ที่มีประสบการณ์การสอน 16-20 ปี ได้ค่าเฉลี่ยความพึงพคใจเต็ม (5.0) ในหัวข้อการให้โอกาสนักศึกษาแสดงความคิดเห็น และวาจาสุภาพ ค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ 4.5 (ซึ่งยังคงอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด) จากหัวข้อการบอกแหล่งข้อมูลที่ค้นคว้าเพิ่มเดิม ความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 ไม่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การสอนของคณาจารย์ (P = 0.36-0.79) ข้อสรุป: นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจด้านการเรียนรู้ในชั่วโมง Teaching Film ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ความพึงพอใจดังกล่าวไม่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์การสอนของคณาจารย์ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปพัฒนาการจัตระบบการเรียนการสอนนักศึกษาแพทย์ของภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้มีความเหมาะสมและไต้ผลตียิ่งขึ้น
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ประสิทธิภาพของเบนไซดามีน ไฮโดรคลอไรด์ ในการป้องกันผลของรังสีต่อผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งบริเวณศีรษะและคอ
    (2540) พรรณวดี พุธวัฒนะ; พวงทอง ไกรพิบูลย์; ทองดี ศรีจงใจ; Panwadee Putwatana; Puangtong Kraiphibul; Tongdee Srichongchai; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีผลต่อการทำวิจัยของแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2555) โยธิน คำแสง; วารี อัศวเสนา; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; พิมพิลา ขาวขำ; สุภาภรณ์ โต๊ะสำลี; อรทัย เกียรติจิรดา; ดรุณี สุขวัฒนาชัยกูล; พิมใจ ศิริวงศ์ไพรัช; Yothin Kumsang; Waree Atsawasena; Suphaneewan Jaovisidha; Pimpila Khowkham; Supaporn Tohsumlee; Orathai Keatjidaro; Darunee Sukwathanachaikul; Pimjai Siriwongpirat; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อให้ทราบถึงทัศนคติต่อการทำวิจัย รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำวิจัยของแพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล วิธีการวิจัย: แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา ปีการศึกษา 2553 จำนวน 38 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม การศึกษาทัศนคติต่อการทำวิจัยและศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคของการทำวิจัยซึ่งอยู่ในหลักสูตรการฝึกอบรม โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1 – 4 และ 1 – 5 ตามลำดับ แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ หาค่าเฉลี่ย รวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11 ผลการวิจัย: ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (ร้อยละ 76.31) มีอายุอยู่ในช่วง 25 – 30 ปี เป็นเพศหญิงร้อยละ 71.05 จากคำถามในด้านทัศนคติ 12 ข้อ ข้อที่ได้รับค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 4 ลำดับคือ เห็นว่าอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นบุคคลที่น่าทำงานด้วย (ค่าเฉลี่ย 3.39 จากคะแนนเต็ม 4), อาจารย์ที่ปรึกษามีความเอาใจใส่ทำให้สามารถทำงานวิจัยได้ง่าย (3.34), เห็นว่างานวิจัยที่ทำมีประโยชน์ต่อภาควิชาฯ (3.05) และต่อตนเอง (3.00) และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา (ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด 1.71) ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคในการทำงานวิจัยนั้น ข้อที่ได้ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด 6 ลำดับคือ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่า ภาควิชาควรจัดสรรช่วงเวลาเฉพาะสำหรับกรทำวิจัย (ค่าเฉลี่ย 4.39 จากคะแนนเต็ม 5), ภาระงานประจำที่ต้องรับผิดชอบมีผลมากต่อการทำวิจัย (4.28), ผู้ตอบแบบสอบถามยังขาดความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้สถิติที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย (3.92), เห็นด้วยที่กำหนดให้นำเสนอ proposal ตั้งแต่ฝึกอบรมในชั้นปีที่ 2 (3.92), มีความยากลำบากในการตามแฟ้มประวัติคนไข้ (3.81) และในการนัดพบกับนักสถิติของคณะฯ (3.78) ข้อสรุป: แพทย์ประจำบ้านและแพทย์ประจำบ้านต่อยอด ภาควิชารังสีวิทยา มีทัศนคติที่ดีมากต่ออาจารย์ที่ปรึกษา และไม่ประสงค์จะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษาระหว่างการทำวิจัย พบว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญในการทำวิจัยคือ ภาระงานประจำที่มาก ทำให้เวลาในการทำวิจัยมีไม่เพียงพอ จึงเห็นควรให้ภาควิชาฯ จัดสรรช่วงเวลาเฉพาะในการทำวิจัยให้
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ปัจจัยปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2556) อรุณ เจ็งที; โยธิน คำแสง; สุภนีวรรณ เชาว์วิศิษฐ; รัตนพร พรกุล; จันทร์จิรา ชัชวาลา; Aroon Jengtee; Yothin Kumsang; Suphaneewan Jaovisidha; Ratanaporn Pornkul; Janjira Jatchavala; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนางานถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็กให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้ป่วยเด็กที่มาใช้บริการ รวมถึงการแปลผลของรังสีแพทย์และการประสานงานเป็นทีมสหวิชาชีพ วิธีการศึกษา: นักรังสีการแพทย์ ภาควิชารังสีวิทยา จำนวน 46 คน ตอบแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม ศึกษาปัญหาของนักรังสีการแพทย์ต่อการถ่ายภาพรังสีทรวงอกเด็ก ศึกษาช่วงอายุเด็กที่มีปัญหาต่อการถ่ายภาพรังสี และศึกษาปัญหาอื่นๆ ที่พบเห็นในการปฏิบัติงาน โดยแบ่งการตอบคำถามเป็นระดับ 1-5 (เป็นปัญหาน้อยที่สุดจนถึงมากที่สุด) แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์โดยแจกจงความถี่ หาค่าร้อยละ และหาค่าเฉลี่ยรวมทั้งส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป STATA 11.0 ผลการศึกษา: นักรังสีการแพทย์ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 73.9 เป็นหญิง และร้อยละ 26.1 เป็นชาย เป็นผู้มีประสบการณ์ไม่เกิน 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 60.9 ประสบการณ์ทำงาน 6 - 10 ปี ร้อยละ 6.5 และประสบการณ์มากกว่า 10 ปีขึ้นไป ร้อยละ 32.6 พบว่า ช่วงอายุเด็กที่มีปัญหาต่อการถ่ายภาพรังสีมากที่สุดคือ 2 ปีขึ้นไปถึง 4 ปี รองลงมาคือ ช่วงอายุแรกเกิด 2 ปี ปัจจัยที่เกี่ยวกับตัวเด็กเป็นปัญหาในระดับมากถึงมากที่สุดคือ การที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง (ค่าเฉลี่ย 4.78 จาก 5) รองลงมาคือ เด็กไปทำหัตถการอื่นมาก่อนทำให้เจ็บปวด (4.28) ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้ปกครองหรือญาติเป็นปัญหาในระดับปานกลางถึงมากคือ ผู้ปกครองมีความกังวลสูง (3.60) รองลงมาคือ ผู้ปกครองกลัวเด็กจะได้รับอันตรายจากรังสี (3.50) ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบริการเป็นปัญหาในระดับปานกลางถึงมากคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการผู้ป่วยรายต่อไป (3.50) รองลงมาคือ การที่ต้องถ่ายภาพรังสีซ้ำให้ได้มาตรฐาน (3.36) ส่วนปัจจัยเกี่ยวกับผู้ปฏิบัติงานนั้นเป็นปัญหาในระดับน้อยถึงปานกลางคือ นักรังสีการแพทย์รู้สึกว่าการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็กเป็นงานที่มีความยุ่งยากและซับซ้อน (2.76) รองลงมาคือ พนักงานผู้ช่วยไม่ช่วยจับยึดตัวเด็ก (2.69) สรุป: ในการถ่ายภาพรังสีทรวงอกของเด็ก นักรังสีการแพทย์พบปัญหามากที่สุดกับผู้ป่วยเด็กช่วงอายุ 2 ขึ้นไปถึง 4 ปี ปัจจัยเกี่ยวกับตัวเด็กที่พบมากที่สุดคือ การที่เด็กดิ้นและไม่อยู่นิ่ง ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ปกครองที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองมีความกังวลสูงและกลัวว่าเด็กจะได้รับอันตรายจากรังสี ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบริการที่พบมากคือ ทำให้เกิดความล่าช้าในการให้บริการผู้ป่วยรายต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลของการสนับสนุนการดูแลตนเองและการเผชิญกับโรคต่อคุณภาพชีวิต ภาวะอารมณ์ทุกข์โศก และความพร่องในการดูแลตนเอง ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่รับรังสีรักษา
    (2538) สมจิต หนุเจริญกุล; สุนิสา วัฒนกิตติศักดิ์; แสงเดือน เทพรักษ์; พวงทอง ไกรพิบูลย์; Somchit Hanucharurnkul; Sunisa Wattanakittisak; Saengduan Teparux; Puangtong Kraiphibul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    ผลลัพธ์ในการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนของโรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2560) วิบูลย์ สุริยจักรยุทธนา; ชัชชาญ คงพานิช; ปภาวี สุวรรณพันธ์; กลนิษฐ์ สายเสมา; Wiboon Suriyajakryuththana; Chutcharn Kongphanich; Paphavee Suwannaphan; Kolanit Saisema; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. กองรังสีกรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์
    บทนำ: ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้กำหนดนโยบายแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วนให้แพทย์และทีมแพทย์ผู้ส่งตรวจทราบในปลายปี พ.ศ. 2557 โดยแจ้งทันทีที่เห็นความผิดปกติไม่เกิน 60 นาที และได้ติดตามกำกับดูแลนโยบายนี้ วัตถุประสงค์: เพื่อหาอัตราการแจ้งผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ติดตามการรักษาผู้ป่วย และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิก วิธีการศึกษา: ทำการศึกษาผู้ป่วยที่มีผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาที่เป็นภาวะวิกฤติในปี พ.ศ. 2558 เพื่อหาอัตราการแจ้งผลทางรังสีวินิจฉัยจากระบบรายงานการแปลผลภาพทางรังสีวิทยา (Envision) ติดตามการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับการแจ้งผล และหาอัตราความสอดคล้องของผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยากับทางคลินิกจากระบบ Envision ICD9 และ ICD10 จากหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผลการศึกษา: ผู้ป่วย 419 ราย เป็นหญิง 194 ราย (46.3%) และชาย 225 ราย (53.7%) อายุเฉลี่ย 55.45 ปี (ระหว่าง 0 - 93 ปี) มีการแจ้งผลภายในเวลา 60 นาที คิดเป็นร้อยละ 70.17 ผู้ป่วยร้อยละ 40 ได้รับการผ่าตัด ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอัตราตายร้อยละ 23.15% ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องอย่างมากกับทางคลินิกคิดเป็นร้อยละ 90.76 สรุป: การแจ้งผลทำได้ร้อยละ 70.17 น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ (80%) เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วเกิดจากหลายปัจจัย ผลการวินิจฉัยโรคทางรังสีวิทยาสอดคล้องกับทางคลินิกสูง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    รังสีวินิจฉัยแยกโรคระหว่างกระดูกสันหลังยุบเฉียบพลันจากภาวะกระดูกพรุน กับการยุบของกระดูกสันหลังจากมะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง
    (2558) วิบูลย์ สุริยจักรยุทธนา; Wiboon Susiyajakryuththana; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา
    การวินิจแยกโรคระหว่างกระดูกสันหลังยุบเฉียบพลันจากภาวะกระดูกพรุน กับการยุบของกระดูกสันหลังจากมะเร็งลุกลามมาที่กระดูกสันหลัง ต้องเริ่มต้นจากการได้ประวัติที่จัดเจน และการตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนแล้วจึงเลือกส่งตรวจทางรังสีวินิจฉัย โดยทั่วไปการตรวจทางรังสีวินิจฉัยเริ่มต้นจากเอกซเรย์ เพราะสามารถตรวจได้ง่าย ไม่แพง ไม่ต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ผลการตรวจอาจไม่สามารถแยกวินิจฉัยโรคได้ แต่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีกระดูกยุบจริงหรือไม่ การส่งตรวจวินิจฉัยต่อไปต้องพิจารณาตามบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายซึ่งโดยทั่วไปนิยมส่งตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการ "ประสิทธิภาพของการเพิ่มการออกกำลังกายต่ออัตราการเพิ่มมวลกระดูกของเด็กหญิง" (ผลการศึกษาระยะที่ 1)
    (2546) อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ; กัลยา กิจบุญชู; สมศรี เจริญเกียรติกุล; สุพิตร สมาหิโต; รจนา ศิริศรีโร; วีระชาติ ศรีจันทร์; วิยะดา ทัศนสุวรรณ; พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา; อุมาพร อุดมทรัพยากุล; สุธิดา ชาติวุฒินันท์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชากุมารเวชศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาพยาบาลศาสตร์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สำนักงานวิจัย; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันวิจัยโภชนาการ; มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ภาควิชาศึกษาศาสตร์
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่เด็กที่ถูฏทารุณทางเพศมีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็ก
    (2557) สายทิพย์ เจ็งที; มนฤดี โชคประจักษ์ชัด; โยธิน คำแสง; พลิศรา อังศุสิงห์; Saythip Jengtee; Monrudee Chokprajakchad; Yothin Kumsang; Palisara Angsusingha; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. งานสังคมสงเคราะห์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชารังสีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
    วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณทางเพศกับความปลอดภัยของเด็ก วิธีวิจัย: เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศที่ถูกแยกจากครอบครัวให้ได้รับการคุ้มครองโดยบ้านพักเด็กและครอบครัว กรุงเทพมหานคร สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เพื่อความปลอดภัย และเข้ารับตรวจรักษาที่คลินิกส่งเสริมการเลี้ยงดู ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อายุระหว่าง 5-18 ปี จำนวน 50 ราย การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของพ่อแม่และเด็ก ส่วนที่ 2 วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่ของเด็กที่ถูกทารุณกรรมทางเพศ ส่วนที่ 3 ความปลอดภัยของเด็ก ผลการศึกษา: วิธีการเลี้ยงดูของพ่อแม่แบบให้ความรัก ความอบอุ่นและใส่ใจ มีความสัมพันธ์กับการดูแล ให้ปัจจัยสี่แก่การดำรงชีวิต การดูแลป้องกันอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจ ระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อนไม่ให้เด็กมีพฤติกรรมเสี่ยงและให้เด็กได้ับการศึกษาตามสมควรแก่อายุและสติปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 การเลี้ยงของพ่อแม่อย่างไม่ใส่ใจมีความสัมพันธ์กับการปล่อยปละละเลย ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็ก การใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p < 0.001 สรุป: วิธีการเลี้ยงดูลูกของพ่อแม่มีความสัมพันธ์กับความปลอดภัยของเด็ก
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • »

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use