Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยา"
Now showing 1 - 20 of 30
- Results Per Page
- Sort Options
Publication Open Access What's New in Acute Postoperative Pain Management(2554) นุช ตันติศิรินทร์; อัมพา จิตอารี; Nuj Tontisirin; Amporn Jitaree; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาAcute postoperative pain คือลักษณะอาการปวดที่เกิดจากแผลผ่าตัดหรือเกี่ยวเนื่องกับการผ่าตัด กลไกลของความเจ็บปวด (Pain Pathways) การผ่าตัดทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและมีการหลั่งสารกระตุ้นทำให้เกิดความปวด (noxious stimuli) เช่นprostaglandins, histamine, serotonin, bradykinin และ substance P ตัวรับสัญญาณ ว่ามีการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ (nociceptor) จะแปลงสัญญาณนี้ส่งต่อไปทางใยประสาท A delta และ C ถึงไขสันหลัง ไขสันหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาณต่างๆ ได้มากมาย สัญญาณบางส่วนจะส่งผ่านไปทาง ventral และ ventrolateral horn ทำให้เกิดการตอบสนองแบบ segmental reflex และสัญญาณส่วนอื่นๆ นั้น จะส่งผ่านไปทาง spinothallamic และ spinoreticular tract ทำให้เกิดการตอบสนองในระดับ suprasegmental และ cortex ออกมา การตอบสนองต่อการผ่าตัดแบบ segmental reflex ได้แก่ การหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทำให้มีการใช้ออกซิเจนมากขึ้น และมีการสร้งกรดแลคติด การกระตุ้นเซลล์ประสาท sympathetic กำให้หัวใจเต้นเร็ว เพิ่ม stroke volume หัวใจทำงานหนักมากขึ้น และกล้ามเนื้อหัวใจต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้น กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะเกิดการหย่อนตัว และยับยั้งการทำงานของเส้นประสาท Phrenic การตอบสนองแบบ segmental reflex ทำให้ sympathetic tone เพิ่มมากขึ้นเละกระตุ้น hypothalamus ทำให้เมตาบอลิซึมละการใช้ออกชิเจนมากยิ่งขึ้นอีก ผู้ป่วยหลังผ่าตัดจะมีการตอบสนองที่ระดับ cortex โดย ถูกกระตุ้นด้วยสัญญาณที่ส่งความปวดไปถึงศูนย์ต่างๆ ใน สมอง ซึ่งจะประมวลผลจากสัญญาณและรับรู้ความเจ็บปวดการกระตุ้นในระดับ Hypothalamนs จะทำให้เกิดความกลัวความกังวลร่วมกับความเจ็บปวดPublication Open Access การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะหลังการเจาะน้ำไขสันหลัง(2561) ลิษา สังฆ์คุ้ม; ประทีป เลิศมงคลอักษร; Lisa Sangkum; Prateep Lertmongkonaksorn; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาอาการปวดศีรษะหลังการเจาะน้ำไขสันหลัง (Post dural puncture headache, PDPH) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยหลังการบริหารยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั้งในระยะเฉียบพลันและระยะยาว ได้แก่ ระยะเวลาการรักษาตัวภายในโรงพยาบาลยาวนานขึ้น ก่อให้เกิดการปวดศีรษะเรื้อรัง หรือมีเลือดออกภายในสมอง โดยอาการแสดงของผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเมื่ออยู่ในท่านั่งหรือยืน และอาการจะบรรเทาลงเมื่อนอนราบ ปัจจุบันมีการศึกษามากมายเกี่ยวกับการรักษาด้วยเทคนิคหรือยาตัวใหม่ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ ได้แก่ การให้ยาโคซินโทรปิน (Cosyntropin) หรือการสกัดกั้นปมประสาท Sphenopalatine (Sphenopalatine ganglion nerve block) ซึ่งให้ผลการรักษาอยู่ในเกณฑ์ดีและอาจช่วยลดอัตราการบริหารเลือดเข้าสู่ช่องเหนือดูรา (Epidural blood patch, EBP) ซึ่งถือเป็นการรักษาที่อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือความพร่องทางระบบประสาท บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกลไกการเกิดโรค เกณฑ์การวินิจฉัยอาการปวดศีรษะหลังการเจาะน้ำไขสันหลัง รวมถึงรวบรวมข้อมูลการรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ต่อไปPublication Open Access การดูแลผู้ป่วยในห้องพักฟื้น(2547) วรรณี องค์วิเศษไพบูลย์; Wannee Ongvisetpaiboon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access การเตรียมผู้ป่วยก่อนใช้ยาระงับความรู้สึก(2540) นฤมล ทองลิ่ม; Narumol Tonglim; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access การบำบัดความปวดเฉียบพลันด้วยเครื่อง Patient-Controlled Analgesia (PCA)(2555) นุช ตันติศิรินทร์; Nuj Tontisirin; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาการบำบัดความปวดเฉียบพลันมีความสำคัญมากในเวชปฏิบัติ เนื่องจากเป็นปัญหาที่พบบ่อยแพทย์จึงควรมีความรู้ความเข้าใจถึงหลักการและวิธีการบำบัดความปวดเฉียบพลัน เพื่อสามารถบำบัดความปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการปวดน้อยลง ตลอดจนลดอาการข้างเคียงจากความปวดและความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย การให้ยาระงับปวดทางหลอดเลือดดำเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการควบคุมความปวดเฉียบพลันในโรงพยาบาล เนื่องจากเป็นวิธีที่ได้ผลดี แต่การตอบสนองนั้นมีความแตกต่างอย่างมากในแต่ละบุคคล ทั้งผู้ป่วยที่มีผลข้างเคียงจากยาระงับปวดได้ง่าย เช่น หลับ หรือหายใจน้อยลง และบางกรณีผู้ป่วยต้องการยาระงับปวดปริมาณมาก จึงมีการพัฒนาวิธีการให้ยาระงับปวดโดยให้ผู้ป่วยเป็นผู้ประเมินและให้ยาระงับปวดได้ด้วยตนเอง โดยใช้เครื่อง Patient-Controlled Analgesia (เครื่อง PCA) โดยแพทย์เป็นผู้เลือกชนิดของยาระงับปวดและตั้งค่าของเครื่อง PCA ในบทความนี้ครอบคลุมถึงหลักการบำบัดความปวดเฉียบพลัน การประเมินความปวดเฉียบพลันและวิธีการบำบัดความปวดด้วยเครื่อง PCAPublication Open Access การพัฒนาการทำงานเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการให้ยาบรรเทาปวดในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มโอปิออยด์เข้าทางไขสันหลังที่ห้องพักฟื้น(2557) จิตติมา เจียรพินิจนันท์; Jittima Jiarpinitnun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาการปวดแผลผ่าตัดหลังฟื้นจากยาระงับความรู้สึก เป็นปัญหาที่สำคัญยิ่งสำหรับการให้ บริการทางวิสัญญีในผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึก เนื่องจากความปวดอาจส่งผลให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและทางด้านจิตใจตามมาจนทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวช้าได้เทคนิคการระงับ ความรู้สึกแบบเฉพาะส่วนร่วมกับการให้ยาบรรเทาปวดกลุ่มโอปิออยด์เข้าทางไขสันหลัง (neuraxial opioid) เป็นวิธีระงับปวดที่วิสัญญีแพทย์ใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นวิสัญญีพยาบาลประจำห้องพักฟื้น จึงต้องตระหนักและระมัดระวังในการให้ยาบรรเทาปวดในผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจาก การให้ยาบรรเทาปวดกลุ่มโอปิออยด์ซ้ำที่ห้องพักฟื้นอาจมีผลข้างเคียงและเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้ บทความนี้ได้กล่าวถึงการปรับวิธีการทำงานของวิสัญญีพยาบาล เพื่อป้องกันความผิดพลาดจาก การให้ยาบรรเทาปวดในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มโอปิออยด์เข้าทางไขสันหลัง ผลการดำเนินงาน พบว่า ไม่พบความผิดพลาดจากการให้ยาบรรเทาปวดกลุ่มโอปิออยด์ซ้ำในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มโอปิ ออยด์เข้าทางไขสันหลังที่ห้องพักฟื้น นับเป็นการพัฒนางานบริการพยาบาลวิสัญญีเพื่อการดูแล ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยPublication Open Access การรับรู้ของนักศึกษาแพทย์ก่อนปริญญาต่อบรรยากาศทางการศึกษา ในรายวิชาวิสัญญีวิทยาโดยใช้แบบสอบถาม Dreem(2563) วรียา วงศ์พานิช; โรจนรินทร์ โกมลหิรัญ; Wareeya Vongspanich; Rojnarin Komonhirun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ของนักศึกษาแพทย์ก่อนปริญญาต่อบรรยากาศทางการศึกษาในรายวิชาวิสัญญีวิทยา เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งแบบตัดขวาง โดยใช้แบบสอบถาม DREEM 50 ข้อ เก็บข้อมูลจากนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ปีการศึกษา 2559 -2560 ที่ผ่านการเรียนการสอนและปฏิบัติงานในภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มาเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ของตารางหมุนเวียน (Rotation) ผลการศึกษาพบว่า มีนักศึกษาแพทย์ก่อนปริญญาส่งแบบสอบถามกลับที่มีข้อมูลครบถ้วน 128 คน จากทั้งหมด 149 คน (คิดเป็นร้อยละ 85.90) คะแนนในภาพรวมทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 71.5 (คะแนนเฉลี่ย 143.09/200) ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักศึกษามีความเห็นต่อบรรยากาศทางการศึกษาในด้านบวกมากกว่าด้านลบ เมื่อวิเคราะห์ทั้ง 5 ด้าน พบว่า ความรู้สึกต่ออาจารย์ผู้สอนมีคะแนนสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 75.93 (คะแนนเฉลี่ย 33.41/44) ในขณะที่ความรู้สึกต่อตนเองด้านสังคมได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุด (คะแนนเฉลี่ย 18.82/28, ร้อยละ 67.21)Publication Open Access การวัดคุณภาพการบริการของคลินิกระงับปวด โรงพยาบาลรามาธิบดี(2563) สุภลัคน์ ศักดานุวัฒน์วงศ์; พรชัย ศักดานุวัฒน์วงศ์; กรวีร์ พสุธารชาติ; วนิดา สอดสี; Supalak Sakdanuwatwong; Pornchai Sakdanuwatwong; Koravee Pasutharnchat; Wanida Sodsee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยา; สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. คณะการบริหารและจัดการ. ภาควิชาบริหารธุรกิจและการจัดการบทนำ: การประเมินเปรียบเทียบช่องว่างความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการของผู้ป่วยในคลินิกระงับปวดผ่านตัวแบบคุณภาพการบริการ มีความจำเป็นในการเพิ่มคุณภาพการบริการ ซึ่งจะนำไปสู่ความพึงพอใจของผู้ป่วย วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความคาดหวังคุณภาพการบริการและการรับรู้คุณภาพการบริการของผู้ป่วย ณ คลินิกระงับปวด โรงพยาบาลรามาธิบดี วิธีการศึกษา: การวิจัยเชิงสำรวจในผู้ป่วยที่มารับบริการ ณ คลินิกระงับปวด โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้แบบสอบถามประเมินความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการในกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยที่เข้ารับการบริการรักษา จำนวน 266 คน ระหว่างวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ผลการศึกษา: จากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย จำนวน 266 คน พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 63.16 สถานภาพสมรส คิดเป็นร้อยละ 61.28 การศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 57.52 รายได้ต่อเดือนต่ำกว่าหรือเท่ากับ 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 75.56 เข้ารับบริการตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 85.34 และอายุเฉลี่ยเท่ากับ 56.47 ± 16.27 ปี ความคาดหวังและการรับรู้คุณภาพการบริการโดยรวมและรายด้าน ได้แก่ รูปธรรมของการบริการ ความเชื่อถือได้ในการบริการ การตอบสนองต่อการบริการ และการรับประกันในการบริการ ไม่มีความแตกต่างกัน ยกเว้นการเอาใจใส่ในการบริการที่พบว่ามีการรับรู้มากกว่าความคาดหวัง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยรับรู้ว่าเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่ใช้สำหรับให้บริการรักษาต่ำกว่าความคาดหวัง สรุป: คลินิกระงับปวดมีคุณภาพการบริการโดยรวมและรายด้าน ทั้งด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ ความเชื่อถือได้ในการบริการ การตอบสนองต่อการบริการ และการรับประกันการบริการตามความคาดหวัง ส่วนด้านการเอาใจใส่เรื่องการบริการสูงกว่าความคาดหวัง ขณะที่เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่ใช้ในคลินิก ผู้ป่วยมีการรับรู้ต่ำกว่าความคาดหวังPublication Open Access การวิจัยแพทยศาสตร์ศึกษา: หลักการและคุณประโยชน์ต่อการเรียนการสอน(2558) โรจนรินทร์ โกมลหิรัญ; Rojnarin Komonhirun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาการศึกษาและการวิจัยเป็นพันธกิจหลักที่สำคัญของคณะฯ การวิจัยแพทยศาสตร์ศึกษามีส่วนในการส่งเสริมการปฏิบัติงานตามพันธกิจดังกล่าวได้ การวิจัยแพทยศาสตร์ศึกษามีลักษณะที่แตกต่างจากการวิจัยทางคลินิกอยู่หลายประการ แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่ผู้ป่วย การวิจัยแพทยศาสตร์ศึกษาที่ดีควรสามารถเชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยเข้ากับหลักสูตรหรือแนวทางการสอนได้ และมีการดำเนินการที่ถูกต้องตามระเบียบวิธีวิจัยที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านการศึกษาและสังคมศาสตร์จึงเป็นสิ่งสำคัญ การมุ่งสู่วัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความรู้หรือวัฒนธรรมแบบเดิมๆ ของสถาบันหรือสังคมนั้นๆ ได้ เพราะการเรียนรู้ไม่เพียงเกิดขึ้นภายในตัวบุคคลหรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่สามารถถ่ายทอดผ่านแต่ละบุคคล จุดประกายให้เกิดสังคมหรือเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ที่กว้างขวางและคงทนถาวรสืบไปPublication Open Access การศึกษาความรู้ในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง(2561) เพ็ญศิริ พุ่มหิรัญ; วรรณี องค์วิเศษไพบูลย์; วัลภา อานันทศุภกุล; Pensiri Poomhirun; Wannee Ongvisetpaiboon; Vanlapa Arnuntasupakul; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาการวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ในการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ที่ได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังโดยใช้กรอบแนวคิดการดูแลตนเองของโอเร็ม เลือก ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง อายุระหว่าง 15-65 ปี จำนวน 200 ราย ที่มารับบริการทางวิสัญญีแบบ นัดหมายภายหลังได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังเป็นเวลา 1 วันที่หอผู้ป่วยโรงพยาบาล รามาธิบดี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดความร้เู รื่องการปฏิบัติตัวในการได้รับการระงบั ความรสู้ กึ ทางไขสันหลังวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ผลการวิจัยพบว่าผู้ป่วยมีความรู้เรื่องการปฏิบัติตัว ในการได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่มีคะแนนความรู้เรื่องการ ปฏิบัติตัวภายหลังได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังน้อยกว่าก่อนและขณะได้รับการระงับ ความรู้สึก ดังนั้นควรมีการให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ผู้ป่วยภายหลังได้รับการระงับความรู้สึกจาก ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะสำหรับบุคลากรทีมวิสัญญีในการให้ข้อมูลและความรู้แก่ผู้ป่วยทุกราย ก่อนได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังโดยเฉพาะเรื่องผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจาก การระงับความรู้สึก สำหรับวิสัญญีพยาบาลประจำห้องพักฟื้นควรให้ความรู้เรื่องการปฏิบัติตัวภาย หลังได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังเพิ่มเติม พร้อมทั้งควรมีเอกสารแนะนำวิธีการปฏิบัติ แจกให้ผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตัวและดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพภายหลัง ได้รับการระงับความรู้สึกทางไขสันหลังPublication Open Access การศึกษาเปรียบเทียบการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำ หลังผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับเครื่องให้ความอบอุ่นสารน้ำ ระหว่างการผ่าตัดและผู้ป่วยที่ได้รับความอบอุ่นด้วยผ้าห่มลมร้อน(2558) จิตติมา เจียรพินิจนันท์; วิชัย อิทธิชัยกุลฑล; โรจนรินทร์ โกมลหิรัญ; Jittima Jiarpinitnun; Wichai Ittichaikulthol; Rojnarin Komonhirun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาบทนำ: ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดและได้รับยาระงับความรู้สึกมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหลังผ่าตัดและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย อุณหภูมิห้องผ่าตัดเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและมีผลต่อการสูญเสียความร้อนจากร่างกายของผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหลังผ่าตัดในผู้ป่วยทางสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา จำนวน 60 ราย และถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยการสุ่ม ได้แก่ กลุ่ม S และกลุ่ม C ในห้องผ่าตัดอ้างอิงห้องหนึ่งที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนการศึกษาต่ำกว่า 20oC บันทึกอุณหภูมิกายผู้ป่วยเมื่อเเรกรับที่ห้องผ่าตัด ระหว่างการผ่าตัด และหลังผ่าตัด บันทึกอุณหภูมิกายผู้ป่วยที่ห้องพักฟื้นเมื่อแรกรับและก่อนจำหน่าย โดยกำหนดให้อุณหภูมิกายผู้ป่วยที่ต่ำกว่า 36oC เป็นภาวะอุณหภูมิกายต่ำ ผลการศึกษา: ผู้ป่วยกลุ่มละ 30 ราย โดยที่อายุเฉลี่ยกลุ่ม S และกลุ่ม C เท่ากับ 46.43 + 14.42 และ 51.00 + 10.85 ปี (p - value 0.171) น้ำหนักเฉลี่ย 59.04 + 15.64 และ 63.69 + 14.75 กิโลกรัม ตามลำดับ (p - value 0.241) อุณหภูมิห้องผ่าตัดเฉลี่ย 19.39 + 0.75 และ 19.28 + 1.11 oC (p - value 0.654) และค่ามัธยฐานของระยะเวลาในการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยกลุ่ม S และกลุ่ม C เท่ากับ 162.5 และ 135 นาที (p - value 0.529) สำหรับอุณหภูมิกายเฉลี่ยในผู้ป่วยกลุ่ม S และกลุ่ม C เมื่อแรกรับที่ห้องพักฟื้น เท่ากับ 36.19 + 0.54 และ 36.22 + 0.59 oC (p - value 0.856) พบอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหลังผ่าตัด จำนวน 20 ราย คิดเป็นร้อยละ 33.33 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยในกลุ่ม S เท่ากับ ร้อยละ 30 และกลุ่ม C ร้อยละ 36.67 และไม่พบอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ำหลังผ่าตัดต่ำกว่า 35oC ในผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม สรุป: การให้ความอบอุ่นผู้ป่วยด้วยการใช้ผ้าห่มลมร้อนกับใช้สารน้ำที่อุ่นเป็นวิธีการที่สามารถคงรักษาภาวะอุณหภูมิกายของผู้ป่วยในระหว่างการผ่าตัดได้ดีีไม่แตกต่างจากการใช้เครื่องให้ความอบอุ่นสารน้ำระหว่างการผ่าตัดร่วมกับการใช้ผ้าห่มลมร้อนและใช้สารน้ำที่อุ่นPublication Open Access การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของเทคนิคการบำบัดความปวดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในโรงพยาบาลรามาธิบดี(2556) รัฐพล แสงรุ้ง; นุช ตันติศิรินทร์; ธีรวัฒน์ ชลาชีวะ; โฉมชบา สิรินันทน์; วราภรณ์ ไวคกุล; Rattaphol Seangrung; Nuj Tontisirin; Theerawat Chalacheewa; Chomchaba Sirinan; Waraporn Waikakul; มหาวิทยาลัยนเรศวร. คณะแพทยศาสตร์. ภาควิชาวิสัญญีวิทยา; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาบทนำ: การบำบัดความปวดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเป็นสิ่งท้าทาย เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรค ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยมีความปวดมากหลังการผ่าตัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวและการทำกายภาพบำบัด วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของแต่ละเทคนิคในการบำบัดความปวดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในโรงพยาบาลรามาธิบดี วิธีการศึกษา: ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจากงานหน่วยระงับปวดเฉียบพลัน โรงพยาบาลรามาธิบดี ในผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงธันวาคม พ.ศ. 2553 ศึกษาข้อมูลกลุ่มประชากร เทคนิคการระงับความรู้สึก ข้อมูลการผ่าตัด ชนิดและขนาดยาระงับปวดเสริมและเทคนิคการบำบัดความปวดหลังผ่าตัด ได้แก่ การฉีดยาชารอบเส้นประสาท femoral และการหยดยาชาต่อเนื่อง (Continuous femoral nerve analgesia หรือ CFNA) การใช้เครื่องมือให้ยาระงับปวดด้วยตนเองทางหลอดเลือดดำ (PCA) การฉีดมอร์ฟีนเข้าช่องน้ำไขสันหลังเสริมกับยา tramadol (SM-T) และการใช้ CFNA ร่วมกับวิธี PCA (CF-PCA) โดยเปรียบเทียบคะแนนความปวดแบบตัวเลข (Numerical rating scale หรือ NRS) คะแนนความพึงพอใจ อุบัติการณ์ของความปวดน้อย (NRS < 4) และผลข้างเคียง ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวนทั้งหมด 191 คน เพศชาย จำนวน 26 คน เพศหญิง จำนวน 165 คน อายุเฉลี่ย 69 ปี ไม่พบความแตกต่างด้านข้อมูลประชากร เทคนิคการระงับความรู้สึกและข้อมูลการผ่าตัด กลุ่ม SM-T ใช้ยา tramadol เสริมมากกว่ากลุ่มอื่น กลุ่ม CFNA และ CF-PCA มีคะแนนความปวดในช่วง 24 และ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดต่ำกว่า [CFNA; 2 (0 - 7), 2 (0 - 5), CF-PCA; 3 (0 - 5), 2 (0 - 4)] กลุ่ม SM-T [4 (0 - 10), 4.5 (0 - 5)] และ PCA [4 (0 - 8), 3 (0 - 6)] (P < 0.05) และพบอุบัติการณ์ของความปวดน้อยในช่วง 24 และ 48 ชั่วโมงหลังผ่าตัดสูงกว่า (CFNA; ร้อยละ 79, 94, CF-PCA; 71, 97) กลุ่ม SM-T (ร้อยละ 47, 8) และ PCA (ร้อยละ 39, 78) นอกจากนี้กลุ่ม SM-T มีอุบัติการณ์คลื่นไส้อาเจียนและคันตามตัวสูงสุด ในช่วง 24 ชั่วโมงร่วมกับมีคะแนนความพึงพอใจต่ำสุด (P < 0.05) สรุป: การฉีดยาชารอบเส้นประสาท femoral มีประสิทธิภาพในการบำบัดความปวดหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าดีกว่าและมีผลข้างเคียงน้อยเมื่อเทียบกับการให้ยาระงับปวดทางหลอดเลือดดำและยามอร์ฟีนทางช่องน้ำไขสันหลังPublication Open Access การศึกษาย้อนหลังเป็นเวลา 10 ปี ในผู้ป่วยมายแอสทีเนีย เกรวิส ที่ได้รับการผ่าตัดต่อมไทมัสออก ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี(2542) พจนีย์ จันทร์คำ; พวงงาม ผู้กฤตยาคามี; Photjanee Chankam; Paungam Pukrittayakamee; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access การศึกษาย้อนหลังภาวะแทรกซ้อนจากการทำผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดในระยะ learning curve ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี(2556) ประภาพรรณ ศรีจินไตย; เมธิณี พิศาลายน; Prapapan Srichintai; Metinee Pisalayon; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาบทนำ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีได้นำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาทำการติดตั้งที่ห้องผ่าตัดศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ในปี 2013 ได้ทำการศึกษาภาวะแทรกซ้อนในระยะ perioperative ที่เกิดกับผู้ป่วยในระยะ learning curve ของทีมผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด วัตถุประสงค์: ทำการศึกษาย้อนหลังเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนในระยะ perioperative ของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robot assisted laparoscopic surgery, RALS) สำหรับการผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน (Pelvic cavity) ในช่วงระยะเวลาเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม ในปี 2013 วัสดุและวิธีการ: ทำการรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนของผู้ป่วย จำนวน 27 คน ซึ่งเข้ามารับการผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงเดือนสิงหาคม 2013 ซึ่งเป็นระยะเวลาเริ่มต้นของการบริการอันเป็นระยะเวลา learning curve ของทีม ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการประเมินและเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับยาระงับความรู้สึกเพื่อทำการผ่าตัด พร้อมทั้งมีการเตรียม blood components ต่างๆ ก่อนผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด ภายหลังผ่าตัดจะรับผู้ป่วยไว้ดูแลใน ICU หรือ step down word ทุกราย ยกเว้นผู้ป่วยเพศชาย จำนวน 1 คน และเพศหญิง จำนวน 2 คน ที่รับไว้สังเกตอาการที่หอผู้ป่วย ผู้ป่วยทุกรายสามารถกลับบ้านและมาพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษาตามเวลานัดหมาย ผลการศึกษา: ผู้ป่วยจำนวน 27 คน เข้ารับการผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (RALS) เป็นเพศหญิง จำนวน 2 คน ได้รับวินิจฉัยว่ามีบุตรยาก อายุเฉลี่ย 36.5 ปี ระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ย 187.5 นาที นอนพักในโรงพยาบาล 2 - 5 วัน ผู้ป่วยเพศหญิง จำนวน 1 คน มีปัญหา subcutaneous emphysema เล็กน้อยและกลับบ้านในวันที่ 3 ของการอยู่โรงพยาบาล ผลการศึกษาพบว่า ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย คือ subcutaneous emphysema ผู้ป่วยจำนวน 2 คน เกิด ileus ปัญหาที่รุนแรงคือ massive bleeding ไม่พบว่าต้องมีการเปลี่ยนการผ่าตัดเป็น open surgery หรือต้องกลับมาผ่าตัดอีกครั้ง ไม่พบว่ามี mortality เกิดขึ้นในระยะ perioperative สรุป: ภาวะแทรกซ้อนในระยะ perioperative ของผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (RALS) สำหรับการผ่าตัดบริเวณ pelvic ของทีมผ่าตัดในระยะ learning curve พบน้อย การเกิดภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวสัมพันธ์กับโรคประจำตัวของผู้ป่วยมากกว่าItem Open Access คู่มือปฏิบัติงานวิสัญญีพยาบาลในห้องผ่าตัดศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจสำหรับผู้ป่วยที่มารับการระงับความรู้สึกร่วมกับการใส่ท่อทางเดินหายใจแบบแยกปอด(2556) วนิดา สอดสี; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาItem Metadata only ตำราการระงับความรู้สึกในประสาทศัลยศาสตร์(2557) วิชัย อิทธิชัยกุลฑล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาItem Open Access ตำราการระงับความรู้สึกสำหรับการปลูกถ่ายไต(2560) ศิริวรรณ จิรสิริธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาItem Metadata only ตำราวิทยาศาสตร์พื้นฐานวิสัญญีวิทยารามาธิบดี(2559) ศิริวรรณ จิรสิริธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access บทบาทของพยาบาลประจำการในการดูแลผู้ป่วยขณะใช้เครื่องบริหารยาระงับปวดด้วยตนเอง (Patient Controlled Analgesia)(2549) จุฑามาศ จารุพงศา; Juthamas Jarupongsa; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยาPublication Open Access บทบาทของวิสัญญีพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจและรักษาความผิดปกติของหลอดเลือดระบบประสาท (Interventional Neuroradiology)(2547) จิตติมา เจียรพินิจนันท์; Jittima Jiarpinitnun; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
