Repository logo
  • English
  • ไทย
Log In
New user? Click here to register. Have you forgotten your password?
Communities & Collections
All of Mahidol IR
Mahidol Journals
Statistics
About Us
Customer Feedback
Deposit
  1. Home

Browsing by Author "มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน"

Filter results by typing the first few letters
Now showing 1 - 20 of 64
  • Results Per Page
  • Sort Options
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    60 ปีผู้นำหญิงอาเซียนฯ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงเยาวรัตน์ ปรปักษ์ขาม ผู้อำนวยการหญิงคนแรกของสถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล (8มีนาคม 2533-20เมษายน 2537)
    (2537) สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    กระบวนการแรงงานกับความปวดเมื่อยของคนงานโรงงานผลิต สับปะรดกระป๋องแห่งหนึ่ง ภายในจังหวัดพื้นที่เขตปริมณฑลภาคกลาง
    (2546) กิตติ ไชยลาภ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    สำหรับประชาชนทั่วไป อาจคิดว่าความปวดเมื่อยของคนงานโรงงานอุตสาหกรรมไม่แตกต่างจากคนปกติ อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ต้องการจะนำเสนอให้เห็นว่า ความปวดเมื่อยของคนงานที่เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการแรงงานนั้น มีความจำเพาะเจาะจง มีความสัมพันธ์กับหรือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแรงงาน ภายใต้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ การเมือง ผู้เขียนได้ใช้ข้อมูลการวิจัยความปวดเมื่อยคนงานภายใต้บริบทของกระบวนการแรงงานโรงงานอุตสาหกรรม กระป๋องแห่งหนึ่งของจังหวัดในเขตปริมณฑลภาคกลาง ซึ่งผู้วิจัยได้เข้าไปเก็บข้อมูลระหว่างช่วงปี พ.ศ.2542-2543 เพื่อสนับสนุนต่อประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น รวมทั้งเป็นการเสนอทางเลือกใหม่ สำหรับการอธิบายและแก้ไขปัญหา ความปวดเมื่อยของคนงานไทย ดังรายละเอียด
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การจัดการและการตัดสินใจด้านการเงินของครอบครัว ใน 4 จังหวัด
    (2547) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; สุธรรม นันทมงคลชัย; ดวงพร แก้วศิริ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    เศรษฐกิจในครอบครัวเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของครอบครัว และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครอบครัว การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนการจัดการเรื่องการเงินในครอบครัวและการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ ของครอบครัว กลุ่มตัวอย่างคือครอบครัวที่ สามีภรรยาอยู่ด้วยกัน จำนวน 427 ครอบครัว ใน 4 จังหวัด เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์สามีหรือภรรยาคนใดคนหนึ่ง ในระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2545 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง ปจั จัย ลักษณะประชากรกับวิธีการจัดการ และการตัดสินใจด้านการเงินของครอบครัวโดยสถิติ ไคว์แสควร์ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเงินในครอบครัวโดยรายได้ของสามีและภรรยารวมกันแล้ว ให้ภรรยาถือเงินพบมากที่สุดคือ ร้อยละ 59.5 และพบว่าเรื่องกิจวัตรประจำวันของครอบครัว ภรรยาหรือแม่บ้านจะเป็นผู้ตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ คือร้อยละ 70 ขึ้นไปส่วนการซื้อสิ่งของที่มีราคาแพงและการลงทุนเรื่องอาชีพ ส่วนใหญ่จะเป็นการตัดสินใจร่วมกัน คือร้อยละ 50-70 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กัน แบบแผน การจัดการการเงิน คือระดับการศึกษาของสามีและภรรยา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การเจริญสติภาวนา “เปิดประตูใจ” เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ
    (2551) สนั่น ไชยเสน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การใช้ประสบการณ์ชีวิตของผู้อาวุโสในการให้คำแนะนำปรึกษา
    (2547) จำรูญ มีขนอน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การดูแลเด็กปฐมวัยของประเทศไทย
    (2550) บังอร เทพเทียน; ปิยฉัตร ตระกูลวงษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    นโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ มีแนวทาง ปฏิบัติให้แต่ละหน่วยงานรับมาปฏิบัติอย่างชัดเจน แต่มีปัญหาในเรื่องความเป็นเอกภาพที่แต่ละ หน่วยงานยังดำเนินการในลักษณะของต่างคนต่างทำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดบริการให้แก่เด็กปฐมวัยนั้นมีอยู่ 6 กระทรวง ทั้งนี้เป็นผลมา จากนโยบายให้มีการจัดการศึกษาให้เด็กปฐมวัยได้ครอบคลุม จึงต้องอาศัยหน่วยงานหลายหน่วยงาน และเป็นไปตามนโยบายของรัฐที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และ สถาบันสังคมอื่น มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้ทั่วถึง มีคุณภาพ และได้มาตรฐานเท่าเทียมกัน แต่ถ้ามอง ในแง่ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการ ก็อาจมองได้ว่าเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน และกระจัดกระจาย มากเกินไป กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยขึ้นใน พ.ศ. 2540 และได้มีการนำ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยไปใช้อย่างกว้างขวาง มีหลายหน่วยงานที่ได้ทำการผลิตคู่มือเพื่อ พัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นจำนวนมาก เป็นการชี้ชัดว่าสังคมไทยมีความตระหนักและให้ความสำคัญแก่ เด็กปฐมวัยมากขึ้น
  • No Thumbnail Available
    ItemMetadata only
    การติดตามและประเมินผลโครงการบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจแบบองค์รวมของผู้ติดยาเสพติดของบ้านเปลี่ยนวิถี ณ ศูนย์พัฒนาคุณธรรม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    (2548) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; สมศักดิ์ วงศาวาส; ปราณี สิทธิสุคนธ์; ดุษณี ดำมี; Sirikul Isaranurug; Somsak Wongsawass; Pranee Suthisukon; Dusanee Dommee; Isaranurug S; Wongsawass S; Suthisukon P; Dommee D; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; กระทรวงมหาดไทย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การถ่ายทอดเชื้อ HIV-1 จากมารดาสู่ทารกระหว่างคลอดและวิธีการคลอด: สหรัฐอเมริกา
    (2551) บังอร เทพเทียน; สมอาจ วงษ์ขมทอง; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    การเลือกการรักษาในระหว่างตั้งครรภ์รวมทั้งการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเพื่อยับยั้งเชื้อ HIV-1 RNA1 ให้อยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจได้พบ ในระยะก่อนการคลอด และในระหว่างการคลอดนั้น ต้องเน้น การรักษาที่ทำให้มีการถ่ายทอดเชื้อ HIV-1 จากมารดาสู่ทารกและโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ได้ในมารดา และทารกแรกเกิดให้น้อยที่สุด การวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ศึกษาก่อนที่มีการตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส และการรักษาด้วยยาต้านไวรัส หลายชนิดร่วมกัน พบว่าการผ่าท้องคลอดก่อนที่ถุงน้ำแตกหรือตามกำหนดมีความเกี่ยวข้องกับ การลดลงของการ ถ่ายทอดเชื้อ HIV-1 จากมารดาสู่ทารกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการคลอด วิธีอื่นๆ สามารถลดของการถ่ายทอดเชื้อ HIV-1ลงได้ระหว่างร้อยละ 55 ถึงร้อยละ 80 หลังจาก การทบทวนข้อมูลให้ข้อเสนอแนะว่าการเลือกวิธีการคลอดควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้รับในกลุ่มที่มี ความเสี่ยงต่อการถ่ายทอดเชื้อ HIVสูง ผู้หญิงที่ติดเชื้อ HIV-1 ที่ได้รับประโยชน์จากการคลอด โดยวิธีผ่าท้องคลอดขึ้นอยู่กับปริมาณ HIV-1 RNA และการรักษาด้วยยาต้านไวรัสในปัจจุบัน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจในเด็กอายุ 1 ปี
    (2548) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; ลัดดา เหมาะสุวรรณ; จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    เด็กอายุ 1 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจได้ง่าย เนื่องจากยังไม่สามารถ คิดตัดสินใจหรือประเมินอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำของตนเองได้ ผู้เลี้ยงดูจึงต้องเฝ้าระวัง ดูแลอย่างใกล้ชดิ เพราะผลที่ตามมาอาจรุนแรง จนก่อให้เกิดความพิการอย่างถาวร หรือเสียชีวติ ได้ โครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย ซึ่งได้ติดตามศึกษาการเจริญเติบโต และพัฒนาการเด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ได้สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ โดยการสัมภาษณ์ ผู้เลี้ยงดูหลักของเด็ก เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปี ผลการศึกษาพบว่า จากเด็กทั้งหมด 4,096 คน การบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจที่พบบ่อยที่สุด คือ การถูกของมีคมบาด (ร้อยละ 11.3) รองลงมาคือ การพลักตกจากที่สูง (ร้อยละ 6.5) และถูกไฟไหม้น้ำร้อนลวก (ร้อยละ 4.1) เมื่อวิเคราะห์ในแต่ละ พื้นที่ พบว่าการบาดเจ็บจากการถูกของมีคม เป็นการบาดเจ็บลำดับแรกของทุกพื้นที่ และการบาดเจ็บ 3 ลำดับแรก ทั้งเพศชาย และเพศหญิงเป็นลักษณะอย่างเดียวกัน คือ การถูกของมีคมบาด การพลัดตกจากที่สูง และการถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แต่เพศชายจะมีสัดส่วนของเด็กที่ได้รับการ บาดเจ็บ โดยไม่ตั้งใจมากกว่าเด็กเพศหญิง นอกจากนั้นลักษณะการบาดเจ็บ 3 ลำดับแรก เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ว่าผู้เลี้ยงดูหลักของเด็กจะเป็นใคร ได้แก่ การถูกของมีคมบาด การพลัดตก จากที่สูง และการถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ซึ่งเมื่อสอบถามสิ่งของต่างๆ ในบ้านหรือรอบบ้าน ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจในเด็ก ดังกล่าวข้างต้น พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งของ ครอบครัว มีของมีคม และหนึ่งในสามมีเตาไฟ การบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจในเด็กวัย 1 ปี มักเกิดจากในบ้านหรือรอบๆ บริเวณบ้าน มีสิ่งแวดล้อม ที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ตลอดจนการขาดความเอาใจใส่ดูแล และความไม่เข้าใจพัฒนาการเด็กของ ผู้เลี้ยงดู อาจส่งผลกระทบรุนแรงโดยไม่คาดคิดได้ การไม่ประมาท และไม่มองข้ามความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งที่ต้องรณรงค์ และปลูกฝังให้มากขึ้น
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การประเมินความเสี่ยงทางสุขภาพในการบริโภคน้ำประปาที่ปนเปื้อนโลหะหนัก : กรณีศึกษาระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านถ้ำลา ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง
    (2553) ธนาวัฒน์ รักกมล; ปุญญพัฒน์ ไชยเมล์; สมเกียรติยศ วรเดช; ชีระวิทย์ รัตนพันธ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยทักษิณ. คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและกีฬา
    The purpose of this study was to assess the health risk from exposure to tap water contaminated with heavy metals in the village tap water system of Tamla Village, Lankhoy Sub-District, Paprayoom district, Phatthalung Province. Water samples were collected from the beginning, middle and end of the pipeline. Water samples were also collected at different times, in the rainy (November, 2008) and dry seasons (May, 2009). The samples were then investigated for elements of the following nine heavy metals: iron, manganese, copper, zinc, cadmium, chromium, lead, mercury and arsenic. The results showed that the village tap water was contaminated with some heavy metals, namely: iron, manganese, copper, and zinc. However, cadmium, chromium, lead, mercury and arsenic were not found in either season. It was also found that average iron concentrations in the rainy season at the beginning and end of the pipeline were 0.736 mg/l and 0.700 mg/l, respectively, which exceeded the water quality standard by about 8.33%. The results showed that the season was significantly associated with tap water contamination by heavy metals (p-value = 0.003). Finally, the overall of health risk value for tap water contaminated with heavy metals was 8.17X10-3, which was acceptable and safe for consumption.
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การเฝ้าระวังพฤติกรรมทางเพศที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปี 2549
    (2550) บังอร เทพเทียน; ปิยฉัตร ตระกูลวงษ์; ปรินดา ตาสี; สุภัทรา อินทร์ไพบูลย์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมทางเพศที่สัมพันธ์ต่อการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มประชากรที่เฝ้าระวัง และเพื่อทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี 5 ปีที่ผ่านมาของกลุ่มประชากรที่เฝ้าระวังผลการศึกษานี้จะทำให้เห็นรูปแบบของพฤติกรรมทางเพศที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางต่อการติดเชื้อค่อนข้างน้อยและนำไปใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดมาตรการในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์ในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป ประชากรกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้มีทั้งสิ้น 4 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มนักเรียนชั้นอาชีวศึกษาปวช.ปีที่ 2 กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการและกลุ่มประชาชนทั่วไปซึ่งได้ทำการสำรวจในช่วงเดือนมกราคม-มิถนายน 2549 สำหรับเครื่องมือในการวิจัย ได้ปรับปรุงรูปแบบการตอบแบบสอบถาม จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มนักเรียน กลุ่มพนักงานในสถานประกอบการ และกลุ่มประชาชนทั่วไปยังคงมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูง จะเห็นได้จากอัตราการใช้ถุงยางอนามัยที่ยังต่ำและไม่สม่ำเสมอ และกลุ่มนักเรียนจะใช้ถุงยางอนามัยเพียงเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น จากการตอบแบบสอบถามด้วยกระดาษ (paper-based survey) แต่ด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ตของกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มจึงสามารถให้เฉพาะกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนักศึกษาอาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 ตอบแบบสอบถามในระบบเดิม(paper-based survey) สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในการทำผลการไปใช้ โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่มีแนวโน้มว่ามีประสบการณ์น้อยลง เนื่องจากในการสำรวจรอบนี้ได้สำรวจเร็วกว่าในรอบปีอื่นๆ เป็นเวลา 6 เดือน ส่วนในกลุ่มพนักงานในสถานประกอบการ ได้ขยายอายุจาก 15-29 ปี เป็น 15-49 ปี
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกมในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 7-10 ปี ที่มีอาการสมาธิสั้น
    (2547) เนตร หงษ์ไกรเลิศ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการควบคุมบทเรียน ในการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกม 3 แบบ ได้แก่แบบที่ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมบทเรียน แบบโปรแกรมควบคุมบทเรียน และการควบคุมบทเรียนแบบผสมผสานระหว่างผู้เรียนและโปรแกรม ที่มีต่อความคงทนในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนอายุระหว่าง 7-10 ปีที่มี สมาธิสั้น และมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง รูปแบบของการวิจัยเป็นแบบ Pre test–Post test Control Group Design กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการระบุลักษณะว่ามีอาการสมาธิสั้น และมีพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง จำนวน 120 คนที่ได้จากการคัดเลือกโรงเรียนที่มีนักเรียนระดับประถมศึกษามากกว่า 1,000 คน จากนั้นทำการสุ่มได้ 17 โรงเรียน ได้นักเรียนจำนวน 4,572 คน เมื่อโครงการวิจัยได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรม การวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จึงให้ครูสังเกตพฤติกรรมโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรม พบเด็กนักเรียนที่มแี นวโน้มว่ามีอาการสมาธิสั้น จำนวน 376 คน จากนั้นใช้แบบวัดสมาธิต่อเนื่องของเด็กนักเรียน พบนักเรียนที่มีอาการสมาธิสั้น จำนวน 258 คน สุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ 120 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างเข้ารับการทดลองใน 3 กลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม กลุ่มละ 30 คน เครื่องมือการวิจัยที่เป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเกม 3 แบบ และแบบผู้ช่วยสอน มีประสิทธิภาพที่ระดับเกณฑ์ 85/85 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าความเที่ยง 0.88 และ ความเชื่อมั่นที่ 0.93 ข้อมูลที่รวบรวมได้นำไปวิเคราะห์ด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One–Way ANOVA) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวิจัยพบว่า ความคงทนในการเรียนของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 กลุ่ม ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ส่วนระยะเวลาในการเรียนพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา
    (2550) สถาพร สาธุการ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยมหิดล
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 4 ประการคือ 1) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา 2) เพื่อศึกษา ประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษา หูหนวกในระดับอุดมศึกษา 3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลในด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนของ นักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษาที่เรียนจากรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ 4) เพื่อศึกษาประสิทธิผลในด้านความพึงพอใจของนักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา ที่เรียนจากรูปแบบ การเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การดำเนินการวิจัยได้ออกแบบ และพัฒนารูปแบบขึ้น โดยผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้วสร้างเว็บไซต์การเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาหูหนวกในระดับ อุดมศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 75 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล ใช้สถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม สำหรับนักศึกษาหูหนวก ในระดับอุดมศึกษาประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักได้แก่ 1.ปัจจัยนำเข้า(Input) 2.ขบวนการ (Process) รูปแบบ การเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย 3.ปัจจัยนำออก(Output) และ4.ข้อมูล ป้อนกลับ(Output) โดยมี องค์ประกอบย่อย 15 ขั้นตอน รูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับ นักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา มีประสิทธิภาพ 91.5 / 90.4 เป็นไปตามเกณฑ์ 2. ผลสัมฤทธิ์ในทางการเรียนหลังการเรียนจากรูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่าย คอมพิวเตอร์ ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา สูงกว่าก่อนการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา มีความพึงพอใจมาก ต่อการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอน ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสมสำหรับนักศึกษาหูหนวกในระดับอุดมศึกษา
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน ในการให้คำแนะนำการดูแล รักษาเบื้องต้นและการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว
    (2546) สมอาจ วงษ์ขมทอง; บังอร เทพเทียน; สมศักดิ์ วงศาวาส; อารี คุ้มพิทักษ์; ศิริรัตน์ กาศิเษฎาพันธ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย ในการให้คำแนะนำการดูแลรักษาเบื้องต้นและการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิและแม่ฮ่องสอน ในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ ผู้ดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ให้มีศักยภาพในการดูแลรักษาในเบื้องต้น และการใช้ยาอย่างเหมาะสมแก่ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ผลการสำรวจข้อมูลพื้นฐานจากแบบสอบถาม ได้ทำการสำรวจเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านจำนวน 281 ราย พบว่าเจ้าหน้าที่มีประสบการณ์ในการเยี่ยมบ้านประมาณ 3 ปี และร้อยละ 53 เคยที่มีประสบการณ์ในการเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ที่บ้านปัญหาและอุปสรรคเยี่ยมบ้านมีสาเหตุหลักๆ 2 ประการคือ ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานและผู้บังคับบัญชา รวมทั้งตัวผู้ป่วยเอดส์ และครอบครัวที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว และสองคือเจ้าหน้าที่ขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่ชัดเจน ขาดทักษะในการให้การดูแลและการเข้าถึงชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินความรู้ ความเข้าใจและทักษะของเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้าน ที่พบว่าเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านส่วนใหญ่ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับเอดส์ที่ชัดเจน ถูกต้องและทันสมัย นอกจากนี้ยังพบว่าเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านยังมีทัศนคติต่อผู้ป่วยเอดส์และโรคเอดส์ว่าเป็นเรื่องของคนที่มีพฤติกรรมไม่ดี การประเมินผลหลังจากการฝึกอบรม 3 เดือนพบว่า ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปปฏิบัติในการทำงานเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเอดส์ได้เป็นอย่างดี และช่วยพัฒนางานเยี่ยมบ้านให้ดีขึ้นเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านมีความมั่นใจในการปฏิบัติมากยิ่งขึ้นเจ้าหน้าที่มีแนวทางที่จะให้ข้อมูลกับผู้ป่วยเอดส์และครอบครัวที่เป็นกลาง ไม่เกิดการลำเอียงในการให้ข้อมูล ช่วยให้ผู้ป่วย เอดส์และครอบครัวตัดสินใจร่วมกัน ในการหาแนวทางการปฏิบตั ติ นและดำเนินชีวติ ต่อไป การให้ข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้องและทันสมัย เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของชุมชน ผู้ป่วยเอดส์ และครอบครัว หลักสูตร “การดูแลผู้ป่วยเอดส์ที่บ้าน” เป็นหลักสูตรที่สองคล้องกันนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่เน้นให้การดูแลสุขภาพในเชิงรุก การทำให้ผู้ป่วยเอดส์และครอบครัวสามารถดูแลสุขภาพในเบื้องต้นได้ ทำให้ลดภาระงานของโรงพยาบาลไปได้บ้างในบางส่วน จึงควรนำมาเป็นหลักสูตรพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่เยี่ยมบ้านที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัย ให้มีหลักการและแนวคิดเดียวกันทั้งระบบ ส่วนรูปแบบอาจแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่และสังคม นอกจากนี้คณะผู้วิจัยยังเห็นว่าควรจะพัฒนาหลักสูตรนี้ต่อไปให้ครอบคลุมในทุกมิติทั้งทางด้านสังคมและวัฒนธรรมนอกเหนือจากมิติทางด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และควรเน้นการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่บ้านควบคู่ไปกับผู้ป่วยเอดส์ด้วย
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การแลกเปลี่ยนวิชาการกัมพูชา-ไทย
    (2551) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การส่งเสริมการใช้สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็กโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
    (2552) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; จิราพร ชมพิกุล; ปราณี สุทธิสุคนธ์; เกรียงศักดิ์ ซื่อเลื่อม; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการส่งเสริมการใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯ โดยอสม. และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการ เป็นการศึกษาภาคตัดขวางในอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี สุ่มหมู่บ้านตัวอย่างโดยวิธี Two-stage Cluster Sampling ได้จำนวน 40 หมู่บ้าน จาก 4 ตำบลที่ถูกสุ่มเป็นตัวอย่าง และสัมภาษณ์ อสม.ทุกคนของหมู่บ้านตัวอย่างโดยแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิเคราะห์ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการส่งเสริม การใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯ โดยอสม. ด้วย Logistic regression ผลการศึกษา อสม.ที่ให้การสัมภาษณ์มีจำนวน 260 คน อายุเฉลี่ย 42 ปี ร้อยละ 71.2 เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.7 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 82.7 เป็นอสม.มานานกว่า 5 ปี ร้อยละ 46.5 เคยผ่านการอบรมเกี่ยวกับการใช้สมุดบันทึกสุขภาพและ ร้อยละ 41.1 เคยช่วยงานในคลินิกฝากครรภ์หรือ คลินิกสุขภาพเด็กดี กิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้สมุดบันทึกสุขภาพที่ อสม.มากกว่าร้อยละ 90 ปฏิบัติ ได้แก่ การแนะนำเกี่ยวกับวัคซีน ความสำคัญของสมุดบันทึกสุขภาพ และการดูแลเด็ก ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริม การใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯโดยอสม. ได้แก่ เพศ การผ่านการอบรมการใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯ และระยะเวลาการเป็นอสม. เพศหญิงมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการใช้มากกว่าเพศชาย (OR = 3.0, 95% CI = 1.6 - 5.8) อสม.ที่เคยผ่านการอบรมการใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯ มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการใช้ มากกว่า ผู้ไม่เคยผ่านการอบรม (OR = 3.4, 95% CI = 1.8 - 6.6) ส่วนอสม.ที่มีอายุงานมากกว่า 5 ปี มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการใช้น้อยกว่า อสม.รุ่นใหม่ (OR = 0.4, 95% CI = 0.2 - 0.8) สรุป อสม.เพศหญิงที่ผ่านการอบรมการใช้สมุดมาก่อน และเป็นอสม.ไม่เกิน 5 ปี มีการส่งเสริม การใช้สมุดบันทึกสุขภาพฯ ในระดับสูง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    (2551) จิราพร ชมพิกุล; ปราณี สุทธิสุคนธ์; ศิริกุล อิศรานุรักษ์; ดุษณี ดำมี; เกรียงศักดิ์ ซื่อเลื่อม; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสถานการณการสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการสำรวจในพื้นที่ 5 ภาค 8 จังหวัด คือ จังหวัดแพร่ นครสวรรค์ บุรีรัมย์ อุดรธานี ชลบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และตรัง กลุ่มเป้าหมายคือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งมีทั้งหมด 770 แห่ง นักวิจัยในพื้นที่ดำเนินการ เก็บข้อมูลและตรวจสอบความครบถ้วนแล้วส่งให้ที่มีวิจัย ในภาพรวมแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่อยู่ในความดูแลโดยเฉลย 3 ศูนย์ งบประมาณเฉลยที่ใช้เพื่อเด็กต่อคนต่อเดือนเป็น 904 บาท อัตราส่วนจำนวนเด็กต่อผู้ดูแลเด็กในแต่ละ ศูนย์ โดยเฉลยเป็น 20:1 ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และควรออกระเบียบข้อบงคับ ให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งงบประมาณอย่างน้อยปีละ 5% ของเงินรายได้ เพื่อพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทุกศูนย์ควรมีผู้ดูแลเด็กที่จบปริญญาตรี เอกปฐมวัย อย่างน้อย 1 คน เพื่อทำหน้าที่ในด้านการสงเสริมพัฒนาการเด็กโดยตรง
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การสำรวจเครือข่ายนักวิจัยด้านการสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูล
    (2549) เนตร หงษ์ไกรเลิศ; ปราณี สุทธิสุคนธ์; นฤมล จันทรเจิด; กานต์ จันทวงษ์; สมปอง อ้นเดช; ดุษณี ดำมี; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. สำนักหอสมุด มหาวิทยาาลัยมหิดล; มหาวิทยาลัยมหิดล. หอสมุดและและคลังความรู้มหาวิทยาลัยมหิดล
    การสำรวจเครือข่ายนักวิจัยด้านการสาธารณสุขในประเทศไทย เพื่อการพัฒนาระบบฐานข้อมูลนี้เป็นการ สำรวจเพื่อการรวบรวมนักวิจัยในสาขาต่างๆ ด้านการสาธารณสุขที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ทั้งในระดับภูมิภาคและ ส่วนกลาง เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายนักวิจัยในลักษณะบูรณาการ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาออกแบบและพัฒนา เป็นฐานข้อมูลนักวิจัยด้านการสาธารณสุขของประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาในครั้งนี้ คือนักวิจัยด้าน สาธารณสุขในประเทศไทย รวมทั้งปราชญ์ชาวบ้าน แบ่งวิธีการดำเนินการเป็น 2 ส่วนคือ การวิจยั เชิงสำรวจเพื่อ สืบค้นนักวิจัยที่กระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ของประเทศ และการพัฒนาโปรแกรม การสร้างฐานข้อมูล เพื่อนำ ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลในการสร้างฐานข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า มนี กั วิจยั ที่กรอกแบบสำรวจครบถ้วน จำนวน 2,582 คน แบ่งตามประเภทของนักวิจยั เป็น 3 ประเภทคือ นกั วิจยั ที่ปฏิบตั งิ านด้านสาธารณสุขจำนวนมากที่สุด คอื 1,640 คน หรือ รอ้ ยละ 63.51 คน ปราชญ์ชาวบ้านและนักวิจยั ท้องถิ่น จำนวน 920 คน หรือร้อยละ 35.63 ส่วนนักวิจยั ต่างประเทศ 22 คน หรือร้อยละ 0.86 จากข้อมูลการกระจายตัวของนักวิจัยตามภาคต่าง ๆ จำแนกนักวิจัยของประเทศไทยได้เป็น 5 ภาคดังนี้ ภาคกลาง เป็นภาคที่มนี กั วิจยั ด้านสาธารณสุขมากที่สุดคือ 681 คน คดิ เป็นร้อยละ 41.53 รองลงมา คือ ภาคเหนือ จำนวน 338 คน คิดเป็นร้อยละ 20.61 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 289 คน คิดเป็น ร้อยละ 17.62 ภาคใต้ จำนวน 237 คน คิดเป็นร้อยละ 14.45 และภาคตะวันออก 95 คน คิดเป็นร้อยละ 5.79 ส่วนปราชญ์ชาวบ้านและนักวิจัยท้องถิ่น พบว่าภาคเหนือมีจำนวนมากที่สุดคือ 650 คน คิดเป็นร้อยละ 70.65 จากการวิเคราะห์ข้อมูลในฐานข้อมูลนักวิจัยด้านสาธารณสุขในประเทศไทยในครั้งนี้ พบประเด็นที่น่าสนใจ ที่มีแนวโน้มเพื่อการศึกษาต่อยอดจากข้อมูลพื้นฐาน คือ นักวิจัยส่วนใหญ่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า 1 สาขาคือ ความเชี่ยวชาญในสาขาที่ผ่านการศึกษาจากสถาบันการศึกษาเป็นพื้นฐาน และมีความเชี่ยวชาญในสาขาเทคโนโลยี สารสนเทศ ซึ่งเป็นความสนใจร่วมที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความรู้ โดยเฉพาะการเปิดชุมชนเครือข่าย อิเลคโทรนิคส์ หรือ e-community ท่สี ามารถนำบุคลากรทางการสาธารณสุข เข้ามามี ส่วนร่วมในการเปิดประ- เด็น เปิดการชุมนุม เปิดสังคม เพื่อสร้างเป็นชุมชนแนวปฏิบัติในการพัฒนาเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพของ ประเทศไทยต่อไป
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การอบรมเลี้ยงดูเด็ก
    (2550) ศิริกุล อิศรานะรักษ์; ปราณี สุทธิสุคนธ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  • Thumbnail Image
    PublicationOpen Access
    การอบรมเลี้ยงดูเด็กอายุ 1-12 ปี ของครอบครัวไทย
    (2546) ศิริกุล อิศรานุรักษ์; สุธรรม นันทมงคล; ดวงพร แก้วศิริ; มหาวิทยาลัยมหิดล. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาอนามัยครอบครัว; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสาธารณสุขศาสตร์. ภาควิชาโภชนวิทยา
    การอบรมเลี้ยงดูที่เหมาะสม โดยการตอบสนองความต้องการของเด็กตามวัย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ เด็กมีพัฒนาการรอบด้าน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก อายุ 1-12 ปี ของครอบครัวไทย จากการสัมภาษณ์ผู้เลี้ยงดูหลักของเด็กโดยศึกษาใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร บุรีรัมย์ แพร่ และสระบุรี จังหวัดละ 2 ตำบลหรือชุมชน ประชากรที่ศึกษาคือผู้เลี้ยงดูหลัก ของเด็ก อายุ 1-<3 ปี 3-<6 ปี และ 6-12 ปี กลุ่มอายุละประมาณ 3 คนต่อพื้นที่ ในระหว่างเดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน 2543 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แนวคำถามเกี่ยวกับหลักในการเลี้ยงดูเด็ก ตามวิถีของชุมชน ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กในด้านจริยธรรม การดูแลสุขภาพและการดูแล เรื่องอื่นๆ ของเล่นพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน และนิทานพื้นบ้าน ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสั่งสอนเด็ก และเป้าหมาย อนาคตของเด็ก ผลการศึกษาพบว่า ผู้เลี้ยงดูหลักทั้ง 4 จังหวัด ต้องการอบรมเด็กในทุกกลุ่มอายุ ให้เป็นคนดี รายละเอียดของการเป็นคนดีแตกต่างกันบ้างในแต่ละพื้นที่ ส่วนใหญ่จะเน้นการเคารพผู้ใหญ่ ขยัน ไม่ลักขโมย ผู้เลี้ยงดูทุกคนให้การดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารและการดูแลสุขภาพเด็ก เมื่อเด็กเจ็บป่วยไม่ว่ามากหรือ น้อยจะพาเด็กไปพบเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ยกเว้นชุมชนแออัดในอำเภอเมืองสระบุรี ที่จะซื้อยาให้กินก่อน ถ้ายังไม่ดีขึ้น จึงจะพาไปหาเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้เลี้ยงดูหลักส่วนใหญ่ไม่เคยทราบเกี่ยวกับของเล่น นิทาน เพลงพื้นบ้าน มีเพียงบางรายซึ่งเป็นย่าหรือยายเด็กที่กล่าวว่ามีบ้าง แต่ไม่ได้นำมาใช้ในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก มีผู้เลี้ยงดูหลักบางคนที่ทำของเล่นให้เด็กโดยเฉพาะเด็กเล็ก ส่วนใหญ่จะซื้อให้ ส่วนเป้าหมายอนาคตเด็ก พบว่าทุกพื้นที่ให้ความสำคัญของการศึกษาในระดับสูง เพื่อการประกอบอาชีพที่มั่นคงเลี้ยงตัวเองได้และ เป็นที่พึ่งของพ่อแม่ และการเตรียมการที่สำคัญคือการเก็บเงินเพื่อเป็นทุนการศึกษา
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • 3
  • 4
  • »

Contact Us

Mahidol University Library and Knowledge Center.

Mahidol University Repository Division, Scholarly Resources Department

Office Hour: Monday-Friday 08.30-12.00 and 13.00-16.30 hrs.
Phutthamonthon Sai 4 Rd. Salaya, Nakhon Pathom 73170, Thailand
The office: +66 (2) 800 2680 ext.4306
thipsuda.van@mahidol.ac.th
https://repository.li.mahidol.ac.th
Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International license.
  • Privacy Notice
  • Term of use