Browsing by Author "วรรณเพ็ญ จันทร์ศิรินุเคราะห์"
Now showing 1 - 4 of 4
- Results Per Page
- Sort Options
Item Open Access Comparison of walking performance between elderly women with and without history of falling within preceding 6 months(2553) รัชนก ทัดมาลา; ปิยะพงษ์ อัคเทพ; วรัษฐา นันอนนท์; อมรรัตน์ ชื่นบาน; วรรณเพ็ญ จันทร์ศิรินุเคราะห์; Thadmala R.; Achratep P.; Nananon V.; Chuenbaan A.; Chansirinukor W.; Ratchanok Thadmala; Piyapong Achratep; Varatta Nananon; Amornrat Chuenbaan; Wunpen Chansirinukor; Mahidol University. Faculty of Physical TherapySignificance and background. The falls of elderly is a major health problem and has risen significantly. Falls are the leading cause of severe fetal, serious injuries, disability or even injury death. However, walking performance in Thai elderly women with and without history of falling within preceding 6 months has not been investigated. Objective. To compare walking performance between the elderly women with history of falling and with no history of falling during the preceding 6 months. Methods. The participants were 32 women aged 60 years or older. They were divided into two groups: faller (m=10) and non-faller (m=22). Their age, weight, height was recorded. Also, their walking performance was assessed by the Time Up and Go Test (TUGT). All data were compared using Unpaired t-test. Results. The followings were the findings (mean ± SD) obtained from the participants in the faller and non-faller groups - age: 67.50±6.11 years and 67.36±3.86 years respectively; BM1: 25.07±5.20 kg/mk2and 23.88±3.5 kg/m2 respectively and TUGT 9.66±2.92 seconds and 8.28± 1.56 seconds, respectively. All data were statistically non-significant O>0.05). Conclusion. No significant difference between the walking performance of elderly women with and without history of falling within preceding 6 months was found. However, there was some limitation as all participants were involved in exercise. Their physical activities may differ from general elders. The walking performance of elderly women should be studied further in various settings.Item Open Access การพัฒนาการใช้แบบบันทึกการตรวจร่างกายทางกายภาพบำบัดทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ(2561) เดชวิน หลายศิริเรืองไร; นุชจรี ศิริ; ปรรณกร สังข์นาค; ภัทรจรี จันทร์ศิริ; ภิมุกข์ สิงห์พิทักษ์; ศิริวรรณ ยศสูงเนิน; ชมพูนุท สุวรรณศรี; วรรณเพ็ญ จันทร์ศิรินุเคราะห์; ประเสริฐ สกุลศรีประเสริฐ; พีร์มงคล วัฒนานนท์; มัณพนา วงศ์ศิรินวรัตน์; นพกฤษฎิ์ วัชรเลิศฐิติกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัดการให้บริการทางกายภาพบำบัดนั้น การตรวจประเมินร่างกายเป็น ขั้นตอนแรกและสำคัญที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้นแบบ บันทึกการตรวจร่างกายทางกายภาพบำบัดจึงได้รับการพัฒนาขึ้น ขั้นตอนเริ่มจากการทบทวนข้อมูลทางเวชสถิติ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่ม แบบบันทึกได้ 5 แบบ คือ 1) คอ 2) ข้อไหล่ 3) หลังส่วนล่าง 4) ข้อสะโพกและ เชิงกราน 5) ข้อเข่า ทบทวนวรรณกรรมพัฒนาแบบบันทึก นำเสนอรูปแบบ การใช้ และนำมาใช้กับคนไข้ เพื่อเก็บข้อมูลและพัฒนาต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้ แบบบันทึกการตรวจร่างกายมีการปรับปรุงและพัฒนา มาหลายขั้นตอนซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการบริการทางกายภาพบำบัดและ การใช้ได้จริง จนได้แบบบันทึกฉบับล่าสุดที่รอดำเนินการจดลิขสิทธิ์ และมีการ ใช้แบบบันทึกมากกว่าร้อยละ 70 ในปี 2559 และ 2560 เกิดงานวิจัย 4 เรื่อง และมีการจัดทำแนวทางการรักษาผู้ป่วยในโรคข้อเข่าเสื่อม แนวทางการพัฒนาต่อไป โดยการพัฒนาแบบบันทึกการตรวจ ร่างกายทางกายภาพบำบัดในสาขาอื่น ๆ และการต่อยอดเป็นงานวิจัย R2R ทางคลินิก ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นแนวทางการปฏิบัติงานที่ดีได้Item Open Access การสำรวจบุคลิกภาพต่อกิจกรรมเสริมหลักสูตรของนักศึกษาคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล(2561) ชัยพร รองทอง; ศุภลักษณ์ เข็มทอง; วรรณเพ็ญ จันทร์ศิรินุเคราะห์; เวทสินี แก้วขันตี; ศศิธร แสงเรืองรอบ; Caiyaporn Rongthong; Supalak Khemthong; Wunpen Chansirinukor; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัดงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความถนัดและบุคลิกภาพของนักศึกษาคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ชั้นปีที่ 1-4 ในปีการศึกษา 2560 จำแนกกลุ่มความถนัดและบุคลิกภาพของนักศึกษาให้สอดคล้องกับกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์ นักศึกษาคณะกายภาพบำบัดทั้งหมดจำนวน 383 คน ประกอบด้วยนักศึกษากายภาพบำบัด 272 คน และนักศึกษากิจกรรมบำบัด 111 คน ตอบแบบประเมินบุคลิกภาพ Myers–Briggs Type Indicator (MBTI) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ และจำนวนนักศึกษาที่แยกตามความถนัด 4 ด้าน บุคลิกภาพย่อย 8 รูปแบบผลที่ได้พบว่านักศึกษาคณะกายภาพบำบัดมีความถนัดและบุคลิกภาพ 3 อันดับแรก ได้แก่ INFP (15.14%) อันดับสอง ISFJ (13.84%) และอันดับสาม ISFP (13.32%) เมื่อวิเคราะห์แยกตามหลักสูตรพบว่านักศึกษากายภาพบำบัด มีความถนัดและบุคลิกภาพ 3 อันดับแรก ได้แก่ ISFJ (16.91%) อันดับสอง INFP (12.87%) และอันดับสาม ISFP (11.03%) ขณะที่นักศึกษากิจกรรมบำบัดมีความถนัดและบุคลิกภาพ 3 อันดับแรก ได้แก่ INFP (20.72%) อันดับสอง ISFP (18.92%) และอันดับสาม ENFP (13.51%) นักศึกษาคณะกายภาพบำบัดมีคุณลักษณะคิดใคร่ครวญอยู่กับตัวเองสูง (Introversion 69%) สืบค้นข้อเท็จจริง (Sensing 57%) ใช้ความรู้สึกตัดสินใจ (Feeling 73%) และมีความคิดยืดหยุ่น (Perceiving 55%)Item Open Access ความสัมพันธ์ของท่าทางกระดูกสันหลังระดับคอ-อกและมุมการเคลื่อนไหวของคอในผู้ป่วยปวดคอ(2561) ลดาวรรณ เติมวรกุล; วรรณเพ็ญ จันทร์ศิรินุเคราะห์; เยาวภา ใจรักดี; ภิมุกข์ สิงห์พิทักษ์; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะกายภาพบำบัดงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของท่าทางของ กระดูกสันหลังระดับคอ-อกและมุมการเคลื่อนไหวของคอในผู้ป่วยปวดคอ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง ข้อมูลที่ศึกษาได้จากแบบบันทึกการตรวจ ร่างกายบริเวณคอ ของศูนย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วง พ.ศ. 2557-2559 การตรวจร่างกายและบันทึกผลการตรวจร่างกายผู้ป่วยกระทำ โดยนักกายภาพบำบัด ข้อมูลที่วิเคราะห์ ได้แก่ ท่าทางของกระดูกสันหลัง ระดับคอ-อก (หมายถึง ท่าทางที่ศีรษะยื่นด้านหน้า กระดูกสันหลังระดับอกที่ โก่งกว่าปกติ และลักษณะไหล่ห่อ) และมุมการเคลื่อนไหวในทิศก้มคอ เงยคอ เอียงคอ และหมุนคอ ข้อมูลในการวิเคราะห์รวบรวมจากผู้ป่วยใหม่ที่ปวดคอ จำนวน 165 คน อายุ 19-66 ปี ผู้วิจัยนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้การทดสอบไคสแควร์ ผลของงานวิจัยพบว่า ท่าทางที่ศีรษะยื่นด้านหน้า มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกระดูกสันหลังระดับอกที่โก่งกว่า ปกติ (p=0.00) ลักษณะไหล่ห่อ (p=0.037) และมุมการเคลื่อนไหวของคอใน ทิศเงยคอ (p=0.042) ผลที่ได้จากงานวิจัยนี้สอดคล้องกับแนวคิดและงานวิจัย ก่อนหน้านี้
