OP-Article

Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/3316

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 103
  • PublicationOpen Access
    การวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับทุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์จากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประจําปีงบประมาณ 2564-2566
    (2569) วรพรรณ ชินฉลองพร; สิทธิพร ตัณฑวิรุฬห์; Vorapan Chinchalongporn; Sittiporn Tuntawiroon
    มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งเป้าหมายจะเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยเพื่อสร้างกลไกที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลงานวิจัยคุณภาพสูงได้รับการยอมรับในระดับสากล และสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมจากฐานความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนวิจัยที่มหาวิทยาลัยมหิดลยื่นเสนอขอรับทุนประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์และได้รับอนุมัติจัดสรรทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในปีงบประมาณ 2564-2566 การศึกษาวิเคราะห์อัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยเปรียบเทียบจากจำนวนโครงการวิจัยที่ได้รับทุนและเสนอขอรับทุน จากผลการวิจัยพบว่าในมิติของหน่วยบริหารและจัดการทุน หรือ PMUs มหาวิทยาลัยยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยประเภททุนสนับสนุนงานเชิงกลยุทธ์ไปยัง สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มากที่สุด จำนวน 825 โครงการ (ร้อยละ 50.77 ของโครงการทั้งหมดของมหาวิทยาลัยที่ยื่นขอทุน) และได้รับทุนจาก วช. มากที่สุด จำนวน 282 โครงการ (ร้อยละ 49.47 ของโครงการทั้งหมดที่มหาวิทยาลัยได้รับทุน) โดยมีอัตราการได้รับทุนของมหาวิทยาลัยจาก PMUs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับปานกลาง ได้แก่ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หรือ HSRI PMU ด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) หรือ PMUC สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) - สวก. หรือ ARDA สํานักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หรือ NRCT PMU ด้านการพัฒนากําลังคน และด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หรือ PMUB และ 2) กลุ่มอัตราการได้รับทุนฯ ระดับค่อนข้างต่ำ ได้แก่ PMU ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หรือ PMUA เมื่อมองในมิติของส่วนงาน จำนวน 33 ส่วนงาน พบว่าคณะวิทยาศาสตร์ เป็นส่วนงานที่ยื่นข้อเสนอโครงการวิจัยและได้รับอนุมัติทุนจาก PMUs มากที่สุด จำนวนรวม 285 และ 114 โครงการ ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 17.54 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดยื่นขอทุน และ ร้อยละ 20.00 ของโครงการที่ส่วนงานทั้งหมดได้รับทุน โดยมีอัตราการได้รับทุนของส่วนงาน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนสูงขึ้น จำนวน 2 ส่วนงาน 2) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนผันผวน จำนวน 23 ส่วนงาน 3) กลุ่มแนวโน้มอัตราการได้รับทุนลดลง จำนวน 4 ส่วนงาน และ 4) กลุ่มที่ไม่เคยได้รับทุน จำนวน 4 ส่วนงาน
  • PublicationOpen Access
    การพัฒนารูปแบบและเพิ่มประสิทธิภาพการบันทึกผลการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรมหาวิทยาลัยมหิดล
    (2568) ปเนต กุลฉันท์วิทย์; ธารีย์ณิชา ลีพีรวิทิต; Panet Kulchanwit; Tareenichar Leepeeravitit
    ในปัจจุบันการเรียนรู้แค่ในห้องเรียนอาจไม่เพียงพออีกต่อไป กิจกรรมเสริมหลักสูตรเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิตที่พึ่งประสงค์และมีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติตามปรัชญาและปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลได้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน ซึ่งจะนำไปสู่คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์และวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้กำหนดให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2552 เป็นต้นไป เข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรตลอดระยะเวลาการศึกษาในมหาวิทยาลัยมหิดลจำนวนไม่น้อยกว่า 100 หน่วยชั่วโมง โดยมีการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่านระบบบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตร (Mahidol Activity Transcript) ซึ่งการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านเครื่องสแกนบัตรนักศึกษากับนักศึกษาที่มีจำนวนมากจะต้องใช้ระยะเวลาในการสแกนบัตรประกอบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลและจำนวนเครื่องสแกนบัตรที่ค่อนข้างมากเพื่อให้รองรับกับจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ยังพบความผิดพลาดจากการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านเครื่องสแกนบัตรนักศึกษา ซึ่งวิธีดังกล่าวอาจไม่ตอบโจทย์การใช้งาน ผู้วิจัยจึงได้พัฒนาระบบการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่าน We Mahidol Application ผลการวิจัยพบว่าระบบดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาในการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมหลักสูตรจากเดิมใช้เวลาประมาณ 60 นาทีต่อกิจกรรม เหลือเพียง 1 – 5 นาที ช่วยลดเวลาในการสแกนบัตรนักศึกษาจาก 15 วินาที เหลือเพียง 2 วินาทีต่อคน ลดขั้นตอนการทำงานและปริมาณของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเหลือเพียง 2 คน จากเดิมที่ต้องใช้จำนวนเจ้าหน้าที่มากถึง 12 คน ลดอุปกรณ์ที่ใช้ในการสแกนบัตร ลดขั้นตอนในการกรอกและรวบรวมข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษาของเจ้าหน้าที่ ตลอดจนลดความผิดพลาดของการบันทึกข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาจากร้อยละ 10 เหลือเพียงร้อยละ 0.25 ซึ่งระบบการบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาผ่าน We Mahidol Application ช่วยทำให้การบันทึกการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาทำได้อย่างสะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบฯ อยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.66
  • PublicationOpen Access
    การวิเคราะห์โครงการวิจัยทางคลินิกที่ได้รับทุนจากแหล่งทุนภายนอก ประเภทการรับจ้างวิจัยในงบประมาณ ปี 2562-2566
    (2568) ชนินาถ สุริยะลังกา; Chaninart Suriyalungga
    กองบริหารงานวิจัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับมอบหมายจากมหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการวิจัยทางคลินิก ตั้งแต่งบประมาณปี 2562 ถึงปัจจุบัน โดยที่ผ่านมายังไม่มีการวิเคราะห์โครงการวิจัยทางคลินิกดังกล่าว ดังนั้น ผู้จัดทำจึงรวบรวม จัดหมวดหมู่ และจำแนกรายละเอียดโครงการวิจัยทางคลินิก เพื่อสรุปให้เห็นภาพรวมของโครงการวิจัยทางคลินิกที่ได้ดำเนินการไปแล้วและสรุปแนวทางในการพัฒนาโครงการวิจัยทางคลินิกในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า โครงการวิจัยทางคลินิกที่ได้รับทุนจากแหล่งทุนภายนอกในงบประมาณปี 2562-2566 มีจำนวน 710 โครงการ ซึ่งเป็นลักษณะการรับจ้างวิจัยจำนวน 629 โครงการ โดยการจ้างวิจัยแบ่งได้ 8 ประเภท และเรียงลำดับจำนวนจากมากไปน้อย ดังนี้ การวิจัยด้านยา 452 โครงการ, การวิจัยด้านวัคซีน 48 โครงการ, การวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์ 36 โครงการ, การวิจัยด้านแนวทางเวชปฏิบัติ 27 โครงการ, การจัดทำทะเบียนข้อมูล 26 โครงการ, การทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ 24 โครงการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร/เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ/ความงาม , การวิจัยด้านอื่น ๆ 10 โครงการ และการวิจัยด้านการแพทย์แม่นยำ 6 โครงการ การวิจัยสามประเภทแรกเป็นการวิจัยเกี่ยวข้องกับโรคที่เป็นสาเหตุสำคัญในการตายในประเทศไทย ซึ่งระบุอยู่ในรายงานสถิติการสาธารณสุข พ.ศ. 2565 และแหล่งทุนมีวัตถุประสงค์หลักในการจ้างวิจัย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียนและจำหน่ายออกสู่ท้องตลาด
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามคำนิยามของมหาวิทยาลัยมหิดล
    (2567) เอธิกา เอกวารีสกุล; ชานน ศรีบูรพาภิรมย์; Atika Akwareesakul; Chanon Sriburapapirom
    บทความวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง "การพัฒนาการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามนิยามของมหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับหลักสูตรระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหิดล" มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามคำนิยามของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ซึ่งพัฒนาจากคำนิยามการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นของมหาวิทยาลัยมหิดล และใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นสำหรับหลักสูตรที่มีการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามคำนิยามของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย 1) ค่าธรรมเนียมการศึกษา 2) การเทียบรายวิชาและการโอนย้ายหน่วยกิต 3) การลงทะเบียนเรียน 4) การรับนักศึกษา 5) การปฏิบัติตามขั้นตอนตามข้อบังคับ/ประกาศที่เกี่ยวข้อง 6) แผนการศึกษาและระยะเวลาการศึกษา 7) ปัจจัยอื่น ๆ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นสำหรับหลักสูตรที่ไม่ได้มีการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่นตามคำนิยามของมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วย 1) การปฏิบัติตามขั้นตอนตามข้อบังคับ/ประกาศที่เกี่ยวข้อง 2) รูปแบบและการจัดการเรียนการสอน 3) ความพร้อมของหลักสูตร/ส่วนงาน 4) การเทียบรายวิชาและการโอนย้ายหน่วยกิต 5) การลงทะเบียนเรียน 6) การรับนักศึกษา 7) การสำเร็จการศึกษาและการให้ปริญญา 8) ข้อกำหนดของหน่วยงานที่ให้การรับรอง/ควบคุมคุณภาพหลักสูตร 9) แผนการศึกษาและระยะเวลาการศึกษา 10) การตัดสินผลการศึกษา 11) ผู้เรียน และ 12) ปัจจัยอื่น ๆ
  • PublicationOpen Access
    แนวทางการจัดทำงบประมาณและการจัดประเภทรายการค่าใช้จ่ายในโครงการวิจัยทางคลินิกมหาวิทยาลัยมหิดลที่ได้รับทุนจากแหล่งทุนภายนอก
    (2567) ชนินาถ สุริยะลังกา; ศิราวัลย์ อัศวเมฆิน; Chaninart Suriyalungga; Sirawan Assawamakin
    มหาวิทยาลัยมหิดลมีการให้บริการรับจ้างวิจัย โดยการศึกษาวิจัยทางคลินิกเป็นหนึ่งในบริการรับจ้างวิจัยหลักของมหาวิทยาลัยที่มีการให้บริการแก่หน่วยงานภายนอก ซึ่งก่อนการดำเนินโครงการวิจัยทางคลินิกต้องพิจารณาการจัดทำสัญญาและงบประมาณโครงการวิจัย โดยการพิจารณาร่วมกันระหว่างแหล่งทุนและมหาวิทยาลัย/ส่วนงาน/โครงการวิจัย ด้วยโครงการวิจัยทางคลินิก เป็นโครงการวิจัยทางการแพทย์ที่มีกระบวนการดำเนินการหลายขั้นตอน และมีค่าใช้จ่ายที่อาจคาดไม่ถึงเกิดขึ้น ดังนั้น การคำนวณงบประมาณจึงต้องรอบคอบและครอบคลุมกับค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยงบประมาณโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทางตรง ค่าใช้จ่ายคงที่ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เมื่อโครงการวิจัยดำเนินการครบถ้วนตามงวดงานการจ่ายเงินของสัญญาการให้บริการกับแหล่งทุน ทางแหล่งทุนจะโอนเงินเข้ามหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้น โครงการวิจัยจึงขออนุมัติการเบิกจ่ายเงินจากมหาวิทยาลัยมหิดลตามที่ระบุในสัญญาฯ และเป็นไปตามข้อบังคับและ/หรือประกาศที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยเจ้าหน้าที่ส่วนงานที่หัวหน้าโครงการวิจัยสังกัดและมหาวิทยาลัยมหิดลจะตรวจสอบและดำเนินการอนุมัติการจ่ายเงินให้โครงการวิจัย เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีการตรวจสอบ ซึ่งการขออนุมัติเบิกจ่าย โครงการวิจัยต้องแบ่งประเภทรายจ่ายตามข้อบังคับและประกาศของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้แก่ หมวดค่าจ้าง/ค่าตอบแทน หมวดงบดำเนินงานโครงการวิจัย หมวดงบลงทุน และหมวดค่าธรรมเนียมอุดหนุนสถาบัน โดยการดำเนินการจัดทำงบประมาณและการขออนุมัติเบิกจ่าย ผู้จัดทำพบว่า งบประมาณโครงการวิจัยบางครั้งประมาณการไว้ไม่ครอบคลุมกับกระบวนการดำเนินการวิจัยทั้งหมด และการขออนุมัติเบิกจ่ายพบความผิดพลาดในการระบุค่าใช้จ่ายผิดประเภทหมวดรายจ่าย ดังนั้น ผู้จัดทำจึงจัดทำบทความนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แนวทางการจัดทำงบประมาณโครงการวิจัยทางคลินิก โดยให้ข้อมูลครอบคลุมในทุกค่าใช้จ่าย และให้ข้อมูลการจัดประเภทรายการค่าใช้จ่ายโครงการวิจัยทางคลินิก ตามประเภทหมวดรายจ่ายอย่างถูกต้อง
  • PublicationOpen Access
    จ้างต่อ ไม่จ้างต่อ ดุลพินิจใคร?
    (2564) อาริยารักษ์ จันทะเขต