Journal Issue: RSjournal Vol. 1 No. 1
1
Issued Date
2548
Resource Type
Language
tha
eng
eng
File Type
application/pdf
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
Journal Volume
Articles
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีกับงานเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อคนพิการ
(2548) พูนพิศ อมาตยกุล; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
งานบริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ: ลักษณะผู้บริหารและการประเมินทางอาชีพ
(2548) ปิยะรัตน์ นุชผ่องใส; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
การศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุดของคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร
(2548) จิตประภา ศรีอ่อน; เจนจิรา เทศทิม; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
การวิจัยเรื่อง “การศึกษาพฤติกรรมการใช้เวลาวันหยุดของคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร” มี
วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาวิถีชีวิตของคนหูหนวกในกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เวลาและการใช้
เวลาว่างในวันหยุด ว่าเหมือนหรือแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างไร ศึกษาจากประชากรคนหูหนวกใน
กรุงเทพมหานครไม่จำกัดอายุ และเพศ จำนวนตัวอย่าง 119 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้แบบ
สัมภาษณ์ และแบบสังเกตพฤติกรรม
ผลการวิจัยพบว่า คนหูหนวกในกรุงเทพมหานครมีวันหยุด 1-2 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ กิจกรรมยาม
ว่างในวันหยุดของคนหูหนวกมี 6 ประเภท ได้แก่ งานส่วนตัว งานบ้าน การเรียน การทำงาน การบำเพ็ญ
ประโยชน์และศาสนา และกิจกรรมยามว่าง กิจกรรมในวันหยุดที่คนหูหนวกส่วนใหญ่ทำ คืองานส่วนตัว
กิจกรรมยามว่าง และงานบ้าน พบว่าคนหูหนวกถึง 2 ใน 3 ทำกิจกรรมยามว่างในวันหยุด และทำกิจกรรม
ยามว่างทั้งใน และนอกบ้าน กิจกรรมยามว่างในบ้านที่ทำเรียงลำดับมากไปหาน้อย ได้แก่ ดูโทรทัศน์ นั่ง
คุยกัน อ่านหนังสือประเภทต่างๆ งานอดิเรก นั่งและนอนพักผ่อน ดูวีดิทัศน์ เล่นเกม สังสรรค์ ออก
กำลังกาย และดูกีฬา ส่วนกิจกรรมยามว่างที่ทำนอกบ้านเรียงลำดับมากไปหาน้อยได้แก่ การเที่ยว
ห้างสรรพสินค้า พบเพื่อน รองลงมาได้แก่ เล่นกีฬา ดูภาพยนตร์ พบญาติ รับประทานอาหาร และเต้นรำ
พบว่า คนหูหนวกทำกิจกรรมยามว่างนอกบ้านมากกว่าคนทั่วไป และประเภทของกิจกรรมที่ทำก็แตกต่างกัน
กล่าวคือ คนทั่วไปใช้เวลาว่างในการดูโทรทัศน์และการฟังวิทยุเทปมากถึงร้อยละ 89.6 และร้อยละ 44
ตามลำดับในขณะที่คนหูหนวกใช้เวลาว่างในการดูโทรทัศน์เพียงร้อยละ 52.1 และไม่ได้ฟังวิทยุเทปเลย และ
คนหูหนวกทำกิจกรรมยามว่างนอกบ้านโดยการเที่ยวห้างสรรพสินค้ามากที่สุด ในขณะที่คนทั่วไปทำ
กิจกรรมยามว่างนอกบ้านประเภทเล่นกีฬามากที่สุด รวมทั้งพบว่าคนหูหนวกมีกิจกรรมการพบเพื่อนใน
วันหยุดถึงร้อยละ 77.8 โดยไม่มีความแตกต่างระหว่างเพศ อายุและสถานภาพสมรส คนทั่วไปทำกิจกรรม
พบเพื่อนน้อยกว่า
สภาวะความพิการของเด็กวัยเรียนในประเทศไทย
(2548) พิมพา ขจรธรรม; มหาวิทยาลัยมหิดล. วิทยาลัยราชสุดา
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์เกี่ยวกับความพิการของเด็กวัยเรียนในประเทศไทย ข้อมูลที่นำมา
วิเคราะห์เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากการสำรวจความพิการและภาวะทุพพลภาพ พ.ศ. 2545 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติซึ่งเป็น
การสำรวจครัวเรือนทั่วประเทศ การศึกษานี้เลือกทำการวิเคราะห์เฉพาะประชากรที่มีอายุระหว่าง 5–14 ปี โดยมีคำนิยามว่าคน
พิการ หมายถึง ผู้ที่รายงานว่ามีความลำบากหรือมีปัญหาในการทำกิจวัตรหลัก ซึ่งในที่นี้หมายถึง การเรียนหนังสือ เนื่องจากมี
ปัญหาทางสุขภาพหรือความเจ็บป่วยเรื้อรังที่เป็นต่อเนื่องมาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปหรือมีความผิดปกติหรือบกพร่องของร่างกาย
สติปัญญา หรือจิตใจ ผลการศึกษาพบว่าอัตราความพิการของประชากรวัยเด็กประมาณ ร้อยละ 4.4 โดยเด็กผู้ชายมีความพิการ
มากกว่าเด็กผู้หญิง (ร้อยละ 4.7 และ 4.0 ตามลำดับ) ส่วนใหญ่มีความพิการเพียง 1 ลักษณะ ประเภทความพิการที่พบมากที่สุด
คือ ความพิการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ และความพิการทางการได้ยินหรือการสื่อความหมาย (ร้อยละ 1.37 และ 1.32
ตามลำดับ) ซึ่งอัตราความพิการที่พบในการศึกษานี้สูงกว่าผลจากการสำรวจความพิการที่ผ่าน ๆ มาของประเทศไทย แต่
สอดคล้องกับอัตราคนพิการของหลายประเทศ เนื่องจากคำนิยามที่ใช้ในการศึกษานี้ใช้แนวคิดเรื่อง “Disability” การศึกษานี้มี
ข้อจำกัดเนื่องจากข้อคำถามเกี่ยวกับความสามารถในการประกอบกิจวัตรหลักต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันยังไม่ครอบคลุม และ
ขาดคำถามที่เกี่ยวกับระดับความรุนแรงของปัญหา อุปกรณ์หรือเครื่องช่วยคนพิการ จึงทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ระดับความ
รุนแรงของความพิการได้
ประเมินผลบริการกู้ยืมเงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ
(2548) กมลพรรณ พันพึ่ง; มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
การศึกษาเรื่องบริการกู้ยืมเงินกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนพิการกับคนรอบข้างในสังคม ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินฯ นอกจากจะส่งผลกระทบให้เกิดสวัสดิการกับตัวคนพิการแล้ว ยังส่งผลต่อสวัสดิการของชุมชนที่คนอยู่อาศัยในระดับต่างๆ คือสวัสดิการครอบครัว/ญาติ สวัสดิการกลุ่ม สวัสดิการชุมชนหมู่บ้าน/ตำบล บริการกองทุนฯ นับว่าเป็นบริการที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่มีความยากลำบากในสังคมได้ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มักถูกปฏิเสธจากแหล่งเงินกู้ยืมอื่น เพราะมีสถานะทางสังคมต่ำและมีเครือข่ายทางสังคมน้อย มักไม่ได้รับความเชื่อถือ นอกจากนี้นโยบายกองทุนฯ จะสำเร็จได้ต้องเกิดจากความร่วมมือกันของหลายฝ่าย หน่วยงานให้บริการของรัฐมีบทบาทสำคัญมากต่อการพัฒนาระบบการบริหารกองทุนฯ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของคนพิการมากขึ้น การมีส่วนร่วมของคนพิการในกระบวนการทั้งหมดจะสามารถช่วยปรับปรุงคุณภาพบริการได้
Title
RSjournal Vol. 1 No. 1
Author's Affiliation
มหาวิทยาลัยมหิดล. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี. สถาบันราชสุดา
