Publication: Acute Confusional State and Management by Healthcare Personnel among Medical Elderly Patients in a Tertiary Care Hospital
20
7
Issued Date
2020
Resource Type
Language
tha
ISSN
0858-9739 (Print)
2672-9784 (Online)
2672-9784 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Ramathibodi School of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Nursing Journal. Vol. 26 No. 2 (May-August 2020), 123-137
Suggested Citation
Chulaluk Jaipang, Porntip Malathum, Nuchanad Sutti, Yuttachai Likitjaroen, จุฬาลักษณ์ ใจแปง, พรทิพย์ มาลาธรรม, นุชนาฏ สุทธิ, ยุทธชัย ลิขิตเจริญ Acute Confusional State and Management by Healthcare Personnel among Medical Elderly Patients in a Tertiary Care Hospital. Ramathibodi Nursing Journal. Vol. 26 No. 2 (May-August 2020), 123-137. สืบค้นจาก: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/62034
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Acute Confusional State and Management by Healthcare Personnel among Medical Elderly Patients in a Tertiary Care Hospital
Alternative Title(s)
ภาวะสับสนเฉียบพลันและการจัดการโดยบุคลากรด้านสุขภาพในผู้สูงอายุ ที่พักรักษาในแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลตติยภูมิ
Abstract
Acute confusional state (ACS) is a common condition in hospitalized elderly patients.
However, little is known about the prevalence and incidence, and how healthcare personnel manage
the ACS in hospitalized elderly patients. This prospective descriptive study aimed to explore the
prevalence and incidence of ACS in elderly patients, and management by the healthcare personnel in
elderly patients with ACS admitted to medical wards. Purposive sampling was used to recruit a sample
of 192 elderly patients in medical wards at a tertiary hospital, and consecutive sampling was used to
recruit a sample of 31 healthcare personnel working in those wards. The data collection was conducted
from August to November 2018, using questionnaires and assessment forms. The data were analyzed
using descriptive statistics, Chi-square, and content analysis. The point prevalence rate of ACS in
elderly patients at admission was 3.65%, while its incidence was 5.21%, so the period prevalence
rate was 8.85%. Risk factors associated with ACS included dementia, hypoxemia, advanced age,
infection, and insomnia. For management by physicians, all elderly participants received medical
treatment to minimize risk factors of ACS. The management by other healthcare personnel included
participation in the treatment of underlying causes, managing ACS behaviors, prevention of
complications, and restoration of functions. In addition, facilitators for management included family
participation in patient care, the interdisciplinary team, care management guidelines, and educational
training. Barriers to management consisted of workload and inadequate experience or knowledge of
the personnel. Findings suggest that healthcare personnel should proactively assess, prevent, and
manage ACS in elderly patients to resume normal as soon as possible.
ภาวะสับสนเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุที่รักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับความชุก อุบัติการณ์ และการจัดการของบุคลากรด้านสุขภาพในผู้สูงอายุที่มีภาวะ สับสนเฉียบพลันยังมีค่อนข้างน้อย การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการวิจัยเชิงพรรณาแบบศึกษาไปข้างหน้าที่มี วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกและอุบัติการณ์ของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุที่พักรักษาในแผนก อายุรกรรม และการจัดการโดยบุคลากรด้านสุขภาพ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยสูงอายุ จำนวน 192 ราย ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง และใช้การสุ่มตัวอย่าง แบบต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากบุคลากรด้านสุขภาพ จำนวน 31 ราย ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย อายุรกรรม ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2561 โดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมินในการเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าอัตรา ความชุกของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ ณ เวลาที่เข้ารับการรักษาเท่ากับร้อยละ 3.65 อุบัติการณ์ ของภาวะสับสนเฉียบพลันเท่ากับร้อยละ 5.21 และอัตราความชุกของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ ช่วงระยะเวลาสามเดือนเท่ากับร้อยละ 8.85 ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะ สับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ คือ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะพร่องออกซิเจน อายุที่มากขึ้น ภาวะติดเชื้อ และ ภาวะนอนไม่หลับ ในส่วนของการจัดการของแพทย์ กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้รับการรักษาที่สาเหตุเพื่อลดปัจจัย เสี่ยงของภาวะสับสนเฉียบพลัน ในขณะที่การจัดการโดยไม่ใช้ยาโดยบุคลากรด้านสุขภาพ ได้แก่ การมีส่วน ร่วมในการรักษาสาเหตุ การจัดการพฤติกรรม การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการฟื้นฟูสภาพการทำหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยสนับสนุนในการจัดการภาวะสับสนเฉียบพลันประกอบด้วย ระบบการดูแลที่ส่งเสริม ให้ครอบครัวมีส่วนร่วม การมีทีมสหสาขาวิชาชีพ การมีแนวทางในการจัดการดูแล และการจัดฝึกอบรม ส่วนอุปสรรคสำหรับการจัดการภาวะสับสนเฉียบพลัน ประกอบด้วย ภาระงาน การมีประสบการณ์หรือ ความรู้ไม่เพียงพอ ผลการวิจัยครั้งนี้ สนับสนุนให้เห็นว่าบุคลากรด้านสุขภาพควรดำเนินการเชิงรุกในการ ประเมิน ป้องกัน และจัดการภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุเพื่อให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
ภาวะสับสนเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุที่รักษาตัวในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามข้อมูลเกี่ยวกับความชุก อุบัติการณ์ และการจัดการของบุคลากรด้านสุขภาพในผู้สูงอายุที่มีภาวะ สับสนเฉียบพลันยังมีค่อนข้างน้อย การศึกษาครั้งนี้จึงเป็นการวิจัยเชิงพรรณาแบบศึกษาไปข้างหน้าที่มี วัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความชุกและอุบัติการณ์ของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุที่พักรักษาในแผนก อายุรกรรม และการจัดการโดยบุคลากรด้านสุขภาพ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยสูงอายุ จำนวน 192 ราย ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง และใช้การสุ่มตัวอย่าง แบบต่อเนื่อง เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากบุคลากรด้านสุขภาพ จำนวน 31 ราย ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย อายุรกรรม ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2561 โดยใช้แบบสอบถามและแบบประเมินในการเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าอัตรา ความชุกของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ ณ เวลาที่เข้ารับการรักษาเท่ากับร้อยละ 3.65 อุบัติการณ์ ของภาวะสับสนเฉียบพลันเท่ากับร้อยละ 5.21 และอัตราความชุกของภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ ช่วงระยะเวลาสามเดือนเท่ากับร้อยละ 8.85 ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเกิดภาวะ สับสนเฉียบพลันในผู้ป่วยสูงอายุ คือ ภาวะสมองเสื่อม ภาวะพร่องออกซิเจน อายุที่มากขึ้น ภาวะติดเชื้อ และ ภาวะนอนไม่หลับ ในส่วนของการจัดการของแพทย์ กลุ่มตัวอย่างทุกคนได้รับการรักษาที่สาเหตุเพื่อลดปัจจัย เสี่ยงของภาวะสับสนเฉียบพลัน ในขณะที่การจัดการโดยไม่ใช้ยาโดยบุคลากรด้านสุขภาพ ได้แก่ การมีส่วน ร่วมในการรักษาสาเหตุ การจัดการพฤติกรรม การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการฟื้นฟูสภาพการทำหน้าที่ นอกจากนี้ยังพบว่าปัจจัยสนับสนุนในการจัดการภาวะสับสนเฉียบพลันประกอบด้วย ระบบการดูแลที่ส่งเสริม ให้ครอบครัวมีส่วนร่วม การมีทีมสหสาขาวิชาชีพ การมีแนวทางในการจัดการดูแล และการจัดฝึกอบรม ส่วนอุปสรรคสำหรับการจัดการภาวะสับสนเฉียบพลัน ประกอบด้วย ภาระงาน การมีประสบการณ์หรือ ความรู้ไม่เพียงพอ ผลการวิจัยครั้งนี้ สนับสนุนให้เห็นว่าบุคลากรด้านสุขภาพควรดำเนินการเชิงรุกในการ ประเมิน ป้องกัน และจัดการภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงอายุเพื่อให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด
