RA-Article

Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/68

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 1127
  • PublicationOpen Access
    สถานการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Extubation; UE) ในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2568) อรสุดา โสภาพรม; เมตตา เขียวแสวง; Onsuda Sopaporm; Metta Kheiawsawang
    การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective study) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพผู้ป่วยและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน (Unplanned Extubation: UE) และ 2)เสนอแนะวิธีการป้องกันการเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน ในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่เกิด UE ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2562 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2565 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยที่รักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตอายุรกรรมที่เกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน 83 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม SPSS version 18 โดยใช้สถิติบรรยายแสดงเป็นค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความถี่และร้อยละ ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 61-80 ปี มีระดับความรู้สึกตัวดี มีอาการสงบและตื่นตัวดี (RASS=0 คะแนน) ได้รับยานอนหลับ ร้อยละ 50.6 (42/83) ได้รับการผูกยึดทางกาย ร้อยละ 55.4 (46/83) ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ส่วนใหญ่คือเวรดึก และผู้ป่วยที่เกิด UE ร้อยละ 48.2 ต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจกลับคืนภายใน 24 ชั่วโมง จากผลการศึกษาดังกล่าวพยาบาลจึงควรมีการประเมินและป้องกันการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผน เช่น ยึดตรึงท่อช่วยหายใจร่วมกับใช้เชือกผูกท่อช่วยหายใจให้แน่น ประเมินความต้องการและความเพียงพอของการให้ยาแก้ปวดและยานอนหลับ เพิ่มการตรวจเยี่ยมผู้ป่วยในช่วงเวลากลางคืน รวมทั้งควรพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดท่อช่วยหายใจเลื่อนหลุดโดยไม่ได้วางแผนต่อไป
  • PublicationOpen Access
    การสำรวจภาวะสุขภาพของบุคลากรโรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2568) สุนันท์ วงศ์วิศวะกร; วิมานแมน คงกําแพง; แสงทอง ธีระทองคํา; Sunun Wongvisavakorn; Wimarnmaen Khongkamphaeng; Sangthong Terathongkum
    การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัยเพื่อศึกษาภาวะสุขภาพ และปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่ได้รับการตรวจสุขภาพในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 จำนวน 5,429 ราย และ 5,440 ราย เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูลในโปรแกรม Electronic Medical Records (EMR) ICheck up ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล พฤติกรรมสุขภาพ ผลการตรวจร่างกาย และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา Fisher’s extract, Pearson’s Correlation Coefficient และ Logistic Regression ผลการศึกษาพบว่า ในปีงบประมาณ 2564 และ 2565 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 85.74 และร้อยละ 85) มีอายุเฉลี่ย 36.47 และ 36.75 ปี พฤติกรรมสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดีทุกด้าน ยกเว้น การออกกำลังกาย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผลการตรวจดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 50.36, ร้อยละ 51.73; ร้อยละ 58.89, ร้อยละ 62.06; ร้อยละ 94.47, ร้อยละ 93.55; ร้อยละ 95.10, ร้อยละ 94.89 ตามลำดับ) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและเอกซเรย์ทรวงอกปกติ ยกเว้น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม โอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 98.30, 98.61) และพบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเพศ อายุ ดัชนีมวลกาย เส้นรอบเอว ความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง น้ำตาลในเลือด ไขมันตัวดี ไขมันตัวร้าย ไตรกลีเซอไรด์ และอัตราการกรองไต (p <.01 ) นอกจากนี้ ปัจจัยทำนายความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศชาย (OR=27.64, OR=70.61) อายุ (OR=3.05, OR=3.62) ความดันโลหิตตัวบน (OR=1.35, OR=1.38) ไขมันเอชดีแอล (OR=0.74, OR 0.73) และไขมันแอลดีแอล (OR=1.04, OR= 1.05) ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่า บุคลากรเพศชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ความดันโลหิตตัวบน และไขมันแอลดีแอลสูง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรได้รับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเชิงรุก ทั้งด้านการรับประทานอาหาร โดยลดอาหารหวาน มัน เค็ม ลดการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และเพิ่มการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ลดการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • PublicationOpen Access
    แนวทางการเขียนบทความทางวิชาการเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในรามาธิบดีเวชสารตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากล
    (2568) อนันตญา ขจัดโรคา; นวลพรรณ ชํานิ; กัญญาภัค สระแก้ว; Anantaya Kajadroka; Nuanphan Chamni; Kanyaphak Sakaew
    บทความทางวิชาการเป็นแหล่งข้อมูลหรือคลังความรู้เกี่ยวกับผลงานวิจัย วิชาการ วิชาชีพ และนวัตกรรมสาขาต่าง ๆ สามารถใช้แก้ไขปัญหาและก่อให้เกิดการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างยั่งยืน ตลอดจนเป็นแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้สู่ความก้าวหน้าทางตำแหน่งวิชาการ บทความทางวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ มีหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพผ่านกระบวนการพิจารณากลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และการตัดสินใจขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบรรณาธิการร่วมกับผลการประเมินและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการยอมรับหรือปฏิเสธบทความก่อนการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ บทความอาจถูกปฏิเสธการตีพิมพ์ด้วยเหตุผลทางวิชาการหลายประการ ได้แก่ บทความไม่ตรงขอบเขตของวารสาร ไม่มีองค์ความรู้หรือแนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ การทบทวนวรรณกรรมและอ้างอิงแนวคิด ทฤษฎีไม่ครอบคลุมเพียงพอ การเขียนและเรียบเรียงเนื้อหาบกพร่อง การจัดโครงสร้างบทความไม่เหมาะสม รูปแบบการอ้างอิงและเอกสารอ้างอิงไม่ถูกต้อง การใช้ภาษาและหลักไวยากรณ์ไม่เหมาะสม ตลอดจนการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการที่เป็นการประพฤติผิดหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาการ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานการเขียนบทความทางวิชาการ แนวทางการเขียนบทความทางวิชาการ แนวทางปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณการเขียนบทความทางวิชาการ ตลอดจนข้อพึงระวังหรือข้อพิจารณาการเขียนบทความทางวิชาการ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความในรามาธิบดีเวชสารตามหลักวิชาการและมาตรฐานสากลต่อไป
  • PublicationOpen Access
    ความคาดหวังในการเข้ารับบริการของผู้ป่วยที่มารับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม
    (2568) รังสิมา เกียรติยุทธชาติ; พิมพ์รัตน์ ชาญปรีชญา; ธนพล จันทรพร; ชลภัสสรณ์ เอื้อธนิกกานนท์; Rungsima Kiatyuttachat; Pimrutt Chanpreechaya; Thanaphon Chantharaphon; Cholpatsorn Euathanikkanon
    การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวังของผู้ป่วยในกระบวนการเข้ารับบริการของผู้ป่วยที่มารับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมด้วยวิธีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Total Knee Arthroplasty :TKA) ผู้ร่วมให้ข้อมูลคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีค่าความเสื่อมระดับรุนแรง Level 4 และต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม : Total Knee Arthroplasty และมีประสบการณ์มาใช้บริการที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกศัลยกรรมกระดูกตั้งแต่เข้ารับบริการ พบแพทย์ เตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด ได้รับการผ่าตัดและมาพบแพทย์หลังผ่าตัดตามนัด 2 สัปดาห์ ผู้ให้ข้อมูลมีจำนวนทั้งสิ้น 8 คน การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) กระบวนการเก็บข้อมูลใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi- Structured interview) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีความคาดหวังในกระบวนการเข้ารับบริการทั้งหมด 4 ด้าน คือ 1) ความคาดหวังด้านบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผู้ป่วยคาดหวังให้แพทย์และบุคลากรมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ให้การรักษากับผู้ป่วย ต้องการรักษากับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ และคาดหวังการได้รับบริการที่ดีผ่านทางพฤติกรรม วาจา กิริยาท่าทางที่เหมาะสม 2) การเตรียมตัวผ่าตัดอย่างถูกต้องเหมาะสม ที่ผู้ป่วยคาดหวังว่าจะได้วันรับการผ่าตัดที่รวดเร็วและแน่นอน รวมไปถึงการได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดที่ครบถ้วนถูกต้อง 3) การดูแลช่วยเหลือและการดูแลตนเอง ผู้ป่วยต้องการรับฟังข้อมูลและวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อต้องกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน 4) ผลลัพธ์ทางการรักษา คือ การหายจากโรคและไม่มีผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด ตลอดจนสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข
  • PublicationOpen Access
    ผลของการปรับปรุงกล่องใส่ท่อช่วยหายใจ CNMI-ETT boxในงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์
    (2568) กิ่งกาญจน์ กลิ่นอังกาบ; พัชรียา รุ่งเจริญ; วาสนา ฬาวิน; Kingkarn Klinungkab; Patchareeya Rungcharoen; Wasana Lavin
    รถเข็นฉุกเฉินช่วยชีวิต (Emergency cart) เป็นรถที่สำคัญใช้ในภาวะฉุกเฉิน ตามนโยบายโรงพยาบาลควรเปิดใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เนื่องจากเมื่อเปิด Emergency cart แล้ว จำเป็นต้องส่งรถเพื่อทำการแลกเปลี่ยนคันใหม่ทดแทนคันที่เปิดใช้ เพื่อความพร้อมใช้เสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้อุปกรณ์ภายในนั้นตามนโยบายโรงพยาบาล ทำให้เพิ่มภาระงานพยาบาลในการเตรียมส่งเวชภัณฑ์ และใช้เวลาในการส่งไปให้เจ้าหน้าที่เวชภัณฑ์การแพทย์ เจ้าหน้าที่เวชภัณฑ์ปลอดเชื้อ เภสัชกร เช็ครถและเตรียมความพร้อมสำหรับ Emergency คันใหม่ ปัจจุบันพบว่า มีการเปิดเพื่อใช้อุปกรณ์อื่นๆ ในรถ ได้แก่ Laryngoscope Blade, Laryngoscope handle, Endotracheal tube, face mask และพบว่ามีการเปิด Emergency cart เพื่อใส่ท่อช่วยหายใจถึงร้อยละ 42.67 ในจำนวนนี้กว่า 1 ใน 3 เป็นการใช้รถจากงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤต ด้วยเหตุนี้ทางงานการพยาบาลผู้ป่วยวิกฤตได้เล็งเห็นความสำคัญถึงความจำเป็นและเร่งด่วนในการแก้ปัญหาการช่วยใส่ท่อช่วยหายใจเพียงอย่างเดียวจึงจัดทำ “CNMI-ETT box” สำหรับใส่ท่อช่วยหายใจ เพื่อลดภาระงาน ระยะเวลา ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหมุนเวียนรถ
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ในผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2567) หนึ่งฤทัย อ่อนศรีทอง; สุนิสา ผ่องแผ้ว; กมลวรรณ เฉื่อยฉ่ำ; Nuengruethai Onsrithong; Sunisa Phongphaeo; Kamonwan Chueaicham
    แผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์เป็นแผลกดทับที่มีโอกาสพบได้ในหอผู้ป่วยวิกฤตซึ่งสอดคล้องกับลักษณะผู้ป่วยคือมีความจำเป็นในการจำกัดการเคลื่อนไหวและการคาสายสวนเพื่อการวินิจฉัยและเพื่อการรักษา การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ (MDRPI) และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ (MDRPI) โดยการเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ถึง 30 มิถุนายน 2563 กลุ่มตัวอย่าง 96 ราย เป็นการศึกษาแบบย้อนหลังโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมานโดยใช้สถิติ fisher's exact และ chi-square test อธิบายความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ในผู้ป่วยที่เข้ารักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่าง 96 ราย พบการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ (MDRPI) 8 ราย (ร้อยละ 8.30) จากการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ โดยใช้สถิติ fisher's exact test และ chi-square test หาความสัมพันธ์ของปัจจัยพบว่า ระยะเวลาที่นอนรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต ดัชนีโรคร่วมชาร์ลสัน และระยะเวลาที่ใช้ผ่าตัดมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) กับการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ (p=0.000), (p=0.019) และ (p=0.006) ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้จะนำไปใช้ในการวางแผนให้การพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับจากการใส่อุปกรณ์การแพทย์ในหอผู้ป่วยวิกฤตศัลยกรรมหัวใจและทรวงอกต่อไป
  • PublicationOpen Access
    การประยุกต์ใช้สื่อออนไลน์กับวารสาร Ramathibodi Medical Journal
    (2567) นวลพรรณ ชํานิ; อนันตญา ขจัดโรคา; กัญญาภัค สระแก้ว; Nuanphan Chamni; Anantaya Kajadroka; Kanyaphak Sakaew
    วารสาร Ramathibodi Medical Journal (RMJ) หรือ รามาธิบดีเวชสาร จัดทำโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นวารสารวิชาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานทางวิชาการทางการแพทย์และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ โดยเริ่มจัดทำวารสาร ในรูปแบบตีพิมพ์เป็นรูปเล่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และได้มีการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง ในปี พ.ศ.2553 วารสารได้เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre, TCI) จากนั้นได้พัฒนาเว็บไซต์วารสารเพื่อเผยแพร่บทความออนไลน์รวมถึงการใช้ระบบส่งบทความตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 ต่อมาในปี พ.ศ.2560 วารสารได้เริ่มเผยแพร่เนื้อหาโดยสรุปด้วยรูปภาพนำเสนอข้อมูล (infographics) บนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เพจเฟซบุ๊ก (Facebook Page) และเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกูเกิลสกอลาร์ (Google Scholar) ซึ่งการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวนี้ช่วยเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์วารสารและเผยแพร่บทความที่ได้รับ การตีพิมพ์ ส่งผลให้บทความได้รับการอ้างอิงเพิ่มขึ้น และทำให้วารสารได้รับความสนใจจากผู้นิพนธ์และผู้อ่านเพิ่มขึ้น
  • PublicationOpen Access
    การพัฒนาระบบธุรกิจอัจฉริยะเพื่อสนับสนุนกระบวนการติดตามและประเมินผลทางการเงินของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2567) สาลินี คงทองวัฒนา; รัตนาวลี อภิบาลเกียรติ; อัญชิษฐา เสมาใหญ่; Sarinee Kongtongvattana; Rattanawalee Apibalkiat; Anchisatha Semayai
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลด้านการเงินและบัญชีมาสร้างรายงานในระบบธุรกิจอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์และการวางแผนการบริหารงานด้านการเงิน และเพื่อให้ทราบความคิดเห็นของกลุ่มผู้ใช้ข้อมูลสำหรับการติดตามและประเมินผลทางการเงินต่อรายงานดังกล่าว วิธีการวิจัยได้มีการศึกษาการจัดทำรายงานในปัจจุบัน วิเคราะห์ช่องว่างระหว่างรายงานตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูลร่วมกับรายงานตามหลักการวิเคราะห์งบการเงิน เปรียบเทียบกับรายงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากนั้นจึงออกแบบระบบ ทดสอบระบบ และประเมินความคิดเห็นของผู้ใช้ข้อมูลต่อรายงานที่ได้สร้างขึ้น โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจาก "คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการคลัง" จำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่าต้องมีการพัฒนารายงานในระบบธุรกิจอัจริยะเพิ่มเติมจากเดิมอีก 11 รายงาน ผลการประเมินความคิดเห็นคณะกรรมการฯ มีความเห็นในระดับ "เห็นด้วยมาก" ว่ารายงานที่ได้พัฒนาขึ้นมีขั้นตอนการเข้าใช้งานง่าย รวดเร็ว รูปแบบรายงานมีข้อมูลสำคัญครบถ้วน สวยงาม ถูกต้องตามหลักการวิเคราะห์งบการเงิน สามารถนำมาใช้ในการวางแผนการบริหารงาน กำหนดค่าเป้าหมายทั้งในภาพรวมและระดับพันธกิจได้ อีกทั้งยังใช้ในการติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามค่าเป้าหมาย และนำไปใช้ในการวางแนวทางปรับปรุงผลการดำเนินงานได้
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2567) นิภา ภิญโญเสริมรัตน์; กชพร บุญก่อสร้าง; นงนุช พันธุตา; ฉัตรชัย เหมือนประสาท; Nipa Pinyosermrat; Kodchaporn Boonkorsang; Nongnuch Phuntuta; Chatchai Muanprasat
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาเกินระยะเวลาแผนการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจจากผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2560 – 2564 จำนวน 205 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคำนวณค่าทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท) เป็นปัจจัยที่เป็นปัญหาในระดับมาก ทั้ง 5 ด้าน โดยเรียงตามลำดับมากที่สุดไปถึงน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์และความสะดวกในการติดต่อหรือช่องทางการติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา ("x" ?= 4.49) รองลงมาด้านนักศึกษา ("x" ?= 4.45) ด้านการดำเนินการทำวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์และการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา ("x" ?= 4.36) ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร ("x" ?= 4.26) และด้านการบริการแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ ("x" ?= 4.16) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและเกินแผนการศึกษา พบว่า ปัจจัยที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยทางสถิติระดับ 0.05 ประกอบด้วย 1) ประสบการณ์ในการทำวิจัยก่อนเข้าศึกษาระดับปริญญาโท 2) ด้านการบริการแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ 3) ด้านการทำวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์และการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา ผลจากการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการออกแบบระบบการสนับสนุนและติดตามความก้าวหน้าของนักศึกษาเพื่อให้สำเร็จการศึกษาตามแผนการศึกษาของหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบ Interferongamma (IFN-γ) ด้วยเครื่องอัตโนมัติ LIAISON® XL (CLIA) กับวิธีมาตรฐาน Enzyme-Linked Immunosorbent Assay (ELISA)
    (2567) อรชุมา ล่อใจ; มงคล คุณากร; ชวชล เศรษฐอุดม; เมวดี ปรีชา; Onchuma Lohjai; Mongkol Kunakorn; Chavachol Setthaudom; Mewadee Preecha
    ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อวัณโรคในระยะแฝงในโรงพยาบาลรามาธิบดี โดยการตรวจวัดระดับ Interferon-Gamma (IFN-γ) จากหลักการ IFN-γ releasing assay (IGRA) โดยใช้ชุดทดสอบ QuantiFERON-TB Gold Plus (QFT-Plus) ซึ่งเป็นการทดสอบด้วยวิธี Enzyme-Linked Immunosorbent Assay (ELISA) ที่ได้รับการยอมรับจาก FDA หากแต่ชุดทดสอบนี้มีหลายกระบวนการในการทำการทดสอบและใช้ระยะเวลานาน ห้องปฏิบัติการจึงได้นำเทคนิคใหม่สำหรับตรวจวัดระดับ IFN-γ คือการทดสอบด้วยวิธี Chemiluminescent Immuno Assay (CLIA) โดยใช้เครื่องอัตโนมัติ LIAISON® XL analyzers เพื่อนำมาใช้ทดแทน ลดภาระงานและเพิ่มความรวดเร็วในการรายงานผล วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้จึงได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความสัมพันธ์ของค่า IFN-γ ในกลุ่มตัวอย่าง 106 ราย ผลการศึกษาความสอดคล้องของวิธี QFT-Plus (ELISA) เมื่อเทียบกับวิธี LIAISON® XL analyzers (CLIA) พบว่า ผลบวกมีความสอดคล้องร้อยละ 81.8 (9/11) ผลลบมีความสอดคล้องร้อยละ 95.5 (86/90) และผล indeterminate มีความสอดคล้องร้อยละ 100 (5/5) ผลรวมความสอดคล้องของทั้งสองวิธีอยู่ที่ร้อยละ 94.34 มีค่า Kappa Agreement เท่ากับ 0.799 โดยให้ผลที่ไม่สอดคล้องกัน 6 ราย จากผลการทดลองสามารถสรุปได้ว่า ระดับ IFN-γ เมื่อตรวจวัดด้วย LIAISON® XL analyzers (CLIA) มีค่าความสอดคล้องกับวิธี QFT-Plus (ELISA) ค่าความสัมพันธ์ของการทดสอบ QFT-Plus (ELISA) ไม่ว่าจาก แอนติเจน TB1 หรือ TB2 มีความสัมพันธ์กับการทดสอบ LIAISON® XL analyzers (CLIA) เท่ากันแสดงค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันคือ 0.98 และ 0.96 ตามลำดับ ดังนั้นเพื่อช่วยลดภาระงานและเพิ่มความรวดเร็วในการรายงานผล LIAISON® XL analyzers (CLIA) จึงเป็นทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ทดแทนการทดสอบเดิมและใช้ในการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงได้รวดเร็ว
  • PublicationOpen Access
    การสร้างบทคัดย่อแบบกราฟิกสำหรับงานวิจัยตีพิมพ์: ศิลปะแห่งวิทยาการ
    (2567) โรจนรินทร์ โกมลหิรัญ; Rojnarin Komonhirun
    บทคัดย่อแบบกราฟิก (Graphical Abstract หรือ Visual Abstract) เป็นการนำเสนอเนื้อหาแนวคิดทางการวิจัย ในแบบรูปภาพหรือแผนภาพเพียงภาพเดียวเพื่อสรุปผลลัพธ์ที่สำคัญของงานวิจัยนั้น ๆ บทคัดย่อแบบกราฟิกมีหน้าที่ดึงดูดความสนใจและดึงดูดผู้เข้าชมมายังงานวิจัยของเรา ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในแวดวงวิชาการนั้น การได้รับความสนใจจากผู้อ่านและกลุ่มผู้ทบทวน (peer-reviewer) ก่อนผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญ บทคัดย่อแบบกราฟิกสามารถส่งเสริมให้งานวิจัยมีความโดดเด่นในโซเชียลมีเดียได้ ซึ่งจะมีผลดีต่อตัวเลขการอ้างอิงโดยรวมของงานวิจัยและส่งผลถึงดัชนีอัลเมตริกซ์ (Altmetrics) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน นักวิจัยอาจต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการจัดทำบทคัดย่อแบบกราฟิก หรืออาจต้องพึ่งพาผู้ช่วยเพิ่มขึ้น แต่บทคัดย่อแบบกราฟิก ถือเป็นการสร้างคุณค่าทางการสื่อสารเชิงวิชาการในสมัยใหม่ซึ่งมีค่ากับวงการวิชาการและสำหรับนักวิจัยเอง ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการนำพาความรู้สู่สังคม
  • PublicationOpen Access
    ผลลัพธ์ของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
    (2566) พุทธชาติ เอี่ยมสอาด; วรัญญา รัศมีบรรพตกุล; กิตติณัฐ กิจวิกัย; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Puthachart Iamsa-ard; Warunya Rassameebunpotkul; Kittinut Kijvikai; Noppawan Phinitkhajorndech
    การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบหนึ่งกลุ่มชนิดวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One group pretest - posttest design) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด กลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คู่เป็นผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและผู้ดูแล ในระบบคลินิกพิเศษนอกเวลา หอผู้ป่วยพิเศษ (ฝ่ายการพยาบาลศูนย์การแพทย์สิริกิติ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล) โดยประเมิน 1) ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตนก่อนและหลังผ่าตัดของผู้ป่วย 2) ทักษะ ได้แก่ ทักษะการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดของผู้ป่วย ทักษะการดูแลสายสวนปัสสาวะและการทำความสะอาดแผลของผู้ดูแล 3) ความวิตกกังวลของผู้ป่วย และ 4) ความพึงพอใจของผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป ได้แก่ การแจกแจงความถี่และร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Paired t-test และ Repeated measures ANOVA โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ก่อนได้รับโปรแกรมต่ำกว่าหลังได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยคะแนนทักษะของผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากโดยวิธีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ทักษะการดูแลสายสวนปัสสาวะและการดูแลแผลของผู้ดูแล มีค่าเฉลี่ยในการวัดครั้งแรกน้อยที่สุดและครั้งที่ 3 มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ระหว่างการวัดทั้ง 3 ครั้ง ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลของผู้ป่วยก่อนเข้ารับโปรแกรมสูงกว่าหลังเข้ารับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยหลังเข้ารับโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (mean 9.64, SD 0.57) ไม่พบภาวะแทรกซ้อนภายหลังการผ่าตัดในผู้ป่วยที่เข้าร่วมโปรแกรมนี้ โปรแกรมนี้จึงมีความเหมาะสมในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพการบริการ
  • PublicationOpen Access
    การสำรวจปริมาณรังสีอ้างอิงที่ผู้ป่วยได้รับจากการรักษามะเร็งตับโดยวิธีทีเอซีอีของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2566) ปวริศร ทิมาสาร; สุรภี อ่ำโต; วชิราภรณ์ ดีภา; ชัยณรงค์ นวลคล้าย; พิรญา สุขศิวกร; Pawarisorn Timasan; Surapee Amto; Wachiraporn Deepa; Chainarong Nuanklai; Piraya Suksivakorn
    มะเร็งตับ (Hepatocellular Carcinoma: HCC) เป็นโรคมะเร็งที่สามารถพบได้มากเป็นอันดับต้นๆ ของ โรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งการรักษาที่ดีที่สุดของมะเร็งตับคือการผ่าตัดเอาเนื้องอกออก แต่ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถผ่าตัดได้ เนื่องจากมะเร็งตับมักเกิดร่วมกับภาวะตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) และภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) หน่วยรังสีร่วมรักษา (Interventional Radiology: IR) จึงเข้ามามีบทบาทในการรักษามะเร็งตับร่วมกับแพทย์สาขาอื่น ๆ ซึ่งวิธี Transarterial Chemoembolization (TACE) ก็เป็นหนึ่งในวิธีการรักษามะเร็งตับแต่เนื่องจากการตรวจรักษามะเร็งตับด้วยวิธีด้วย TACE มีการใช้รังสีเอกซ์ซึ่งเป็นรังสีประเภทที่ก่อให้แตกตัวได้ (Ionizing Radiation) จึงอาจจะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับความเสี่ยงหรืออันตรายจากรังสีได้ การสำรวจปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการรักษามะเร็งตับโดยวิธีทีเอซีอี (TACE) ของ ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับปริมาณรังสีอ้างอิง (DRL) ของผู้ป่วยที่รักษามะเร็งตับโดยวิธี TACE จากการศึกษาอื่น ๆ และเป็นข้อมูลอ้างอิง เพื่อประเมินคุณภาพการใช้ปริมาณรังสีสำหรับการรักษามะเร็งตับโดยวิธีทีเอซีอี (TACE) จึงได้ทำการสำรวจปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้จากการรักษามะเร็งตับโดยวิธี TACE ด้วยเครื่องเอกซเรย์ระบบหลอดเลือด Toshiba รุ่น Infinix-i ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่าปริมาณรังสีอ้างอิง (DRL; Typical Value) (ค่ามัธยฐาน) มีค่า DAP และ CAK คือ 159.13 Gy.cm2 และ 518.76 mGy ตามลำดับ ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับปริมาณรังสีอ้างอิง (DRL; Local DRLs, National DRLs) ของผู้ป่วยที่รักษามะเร็งตับโดยวิธี TACE จากการศึกษาอื่น ๆ พบว่าค่าที่ได้จากค่า DAP และค่า CAK มีค่าน้อยกว่าทุกการศึกษา ซึ่งจากข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ค่าพารามิเตอร์ที่ใช้ในปัจจุบัน นั่นคือใช้ระบบควบคุมปริมาณรังสีตามขนาดหรือมวลของผู้ป่วย (Automatic Brightness Control: ABC) และค่าพารามิเตอร์อื่น ๆ นั้นสามารถทำการถ่ายภาพทางรังสี ซึ่งให้ปริมาณรังสีที่เหมาะสมเมื่อเปรียบกับการศึกษาอื่น ๆ และได้ภาพที่มีคุณภาพเพียงพอต่อการวินิจฉัย และใช้นำทางในการรักษาของรังสีแพทย์ และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ร่วมด้วย
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมภายในด้านการเงินและบัญชี ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2566) สาลินี คงทองวัฒนา; อัญชิษฐา เสมาใหญ่; Sarinee Kongtongvattana; Anchisatha Semayai
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อระบบการควบคุมภายในด้านการเงินและบัญชีของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ตามมาตรฐานการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐและตามมาตรฐานสากลของ The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission : COSO 2013 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล รวมทั้งสิ้น 176 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียวและการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยการควบคุมภายในและองค์ประกอบการควบคุมภายใน ในภาพรวมของหน่วยงานอยู่ในระดับดีมาก ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ ตำแหน่งงานและระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อระบบการควบคุมภายในไม่แตกต่างกัน ส่วนปัจจัยด้านอายุ และอายุงานที่แตกต่างกันมีความเห็นต่อระบบการควบคุมภายในแตกต่างกัน ปัจจัยการควบคุมภายในมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบการควบคุมภายใน ในทุกด้าน
  • PublicationOpen Access
    มุมมองของบุคลากรสุขภาพต่อการเกิดพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การศึกษาเชิงคุณภาพ ณ อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2565) นีธรา มีจันทร์; อุรศรี อิ่มสมบูรณ์; จิตติมา มโนนัย บาร์ทเล็ทท์; กฤชชัย อนรรฆมณี; Neethara Meejun; Urasri Imsomboon; Jittima Manonai Bartlett; Kritchai Anakamanee
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของบุคลากรสุขภาพต่อการเกิดการพลัดตกหกล้มของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยพิเศษของโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ ปัจจุบันปัญหาการพลัดตกหกล้มยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญและพบได้บ่อยเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ถึงแม้หน่วยงานจะมีมาตรการและแนวปฏิบัติในการป้องกันแต่ยังคงพบอุบัติการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดอันตรายชั่วคราวหรือถาวร ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) โดยผู้ให้ข้อมูลเป็นพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลจำนวน 10 คน ซึ่งเคยมีประสบการณ์อยู่ในเหตุการณ์การเกิดการพลัดตกหกล้มในหอผู้ป่วย การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลวิเคราะห์โดยใช้สถิติบรรยายและข้อมูลจากการสัมภาษณ์ได้นำมาจัดแยกเข้าหมวดหมู่โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า แก่นสาระหรือ Theme ของมุมมองของบุคลากรสุขภาพต่ออุบัติการณ์การเกิดพลัดตกหกล้มแบ่งเป็น 2 เรื่อง ได้แก่ Theme "ปัจจัยที่ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้ม" ซึ่งมี subtheme ได้แก่ ปัจจัยด้านผู้ป่วย ปัจจัยด้านผู้ดูแล ปัจจัยด้านอุปกรณ์การแพทย์ ปัจจัยด้านกายภาพและสิ่งกีดขวาง และ Theme "มาตรการของโรงพยาบาลที่ทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้" ซึ่งมี subtheme ได้แก่ มาตรการที่ใช้ในปัจจุบัน มาตรการในอนาคตและข้อเสนอแนะ
  • PublicationOpen Access
    ความคาดหวังของผู้ใช้บริการเกี่ยวกับระบบการจองห้องประชุมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
    (2565) ยาใจ เลิศวิริยะประภา; ภาณุพันธุ์ อักษรเสือ; จิรฐา เกิดพิทักษ์; นัทปภัส ช้างชุ่ม; Yajai Lertwiriyaprapa; Panupan Agsonsua; Jiratha Kirdpitak; Nutpapat Changchum
    การจองห้องประชุมในหน่วยงานขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโดยส่วนใหญ่จะต้องโทรศัพท์หรือติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการตรวจสอบตารางการใช้ห้องประชุม ซึ่งความคาดหวังของผู้ใช้บริการต้องการที่จะทราบทันทีว่ามีห้องประชุมที่สามารถใช้ได้หรือไม่ หรือในบางกรณีผู้ใช้บริการต้องการตรวจสอบตารางการใช้ห้องประชุมช่วงนอกเวลาทำการ แต่เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบเลิกงานไปแล้ว จึงจะต้องรอติดต่อเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในวันถัดไป ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความไม่คล่องตัวในการประสานงาน และยากต่อการใช้งาน ระบบการจองห้องประชุมควรจะต้องเข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบสถานะของการจองห้องประชุมได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้จัดการประชุมสามารถดำเนินการการประชุมต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเข้าใจความคาดหวังของผู้ใช้บริการต่อระบบการจองห้องประชุม ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระเบียบวิธีวิจัย Ethnography โดยการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มตัวอย่าง การสัมภาษณ์แบบเชิงลึกจะเป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยอาศัยการสนทนา ซักถามและโต้ตอบระหว่างผู้รวบรวมข้อมูลหรือผู้สัมภาษณ์ (Interviewer) กับผู้รับการสัมภาษณ์หรือผู้ถูกสัมภาษณ์ (Interviewee) จำนวน 10 รายของผู้ที่มีประสบการณ์จองห้องประชุมโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบประเด็นความคาดหวังที่เกิดขึ้น 2 ด้าน ได้แก่ ด้าน"ห้อง คน ของ" : ห้องดังใจ อุปกรณ์ต้องมี / คน...สำคัญ และด้าน"ระบบจองดังใจ" : ออนไลน์ ใช่เลย / Function ตอบสนอง ผลการศึกษาพบว่า นอกจากการมีห้องประชุมที่เพียงพอ อุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์ที่ช่วยสนับสนุนในการจัดประชุม การให้บริการไมตรีจิตของผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านห้องประชุมแล้ว หน่วยงานควรต้องให้ความสำคัญในด้านความสะดวกรวดเร็วในการตรวจสอบห้องประชุมที่จะมีผลต่อการตัดสินใจในการวางแผนการทำงานของผู้ใช้บริการด้วย ดังนั้นในการพัฒนาระบบจองห้องประชุมออนไลน์จึงมีความสำคัญ ข้อมูลที่แสดงในระบบจองห้องประชุมออนไลน์จะต้องมีความถูกต้อง เชื่อถือได้และมีความเป็นปัจจุบัน
  • PublicationOpen Access
    ผลของการใช้สูตรอย่างง่ายเพื่อคำนวณปริมาณการให้ยานอนหลับ Chloral hydrate ชนิดน้ำเชื่อมก่อนตรวจ Echocardiography ในผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
    (2565) อุเทน บุญมี; มัทนา ทิสาพงศ์; Uthen Bunmee; Mutthana Tisapong
    ผู้ป่วยวัย 6 เดือน - 4 ปี เป็นวัยที่หวาดกลัวและไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจหรือให้ความร่วมมือได้ไม่นานพอที่จะทำการตรวจได้แล้วเสร็จ ดังนั้นก่อนตรวจ Echocardiography จึงจำเป็นต้องให้ยานอนหลับเพื่อให้การตรวจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและผลตรวจที่ได้มีความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันแผนกตรวจ Pediatric Echocardiography โรงพยาบาลรามาธิบดีใช้ยานอนหลับ Chloral hydrate ชนิดน้ำเชื่อมความเข้มข้น 100 mg./ml. บริหารยาด้วยการรับประทาน คำนวณปริมาณยาด้วยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ คือ 50 mg/kg/dose หรืออยู่ในรูปสูตรอย่างง่ายคือ Volume(ml.) = BW(kg)/2 การศึกษาผลของการให้ยาลักษณะนี้ยังมีไม่หลากหลาย ทำให้เกิดแนวคิดในการศึกษาผลของการให้ยาจากสูตรอย่างง่ายนี้ขึ้นภายใต้การวิจัยแบบย้อนหลังในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการตรวจ Echocardiography โดยแพทย์และนักเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอก ตั้งแต่มกราคม 2557 - มกราคม 2563 ที่มีบันทึกการให้ยาในระบบเวชระเบียนทั้งสิ้น 51 ราย อายุ 12.2 + 6.3 เดือน น้ำหนัก 9.17 + 1.69 กิโลกรัม เพศหญิงร้อยละ 58 เพศชายร้อยละ 42 พบว่าปริมาณยาที่ได้จากการคำนวณยาด้วยสูตรอย่างง่ายนี้สามารถทำให้ผู้ป่วยหลับได้ภายใน Dose เดียวมากที่สุดถึงร้อยละ 74 มีระยะปรากฏฤทธิ์จนกระทั่งหลับสนิท 50.3 + 28.3 นาที หลับภายใน 2 Dose ร้อยละ 22 และที่ต้องได้รับยามากกว่า 2 Dose เพียงร้อยละ 4 สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างอายุกับระยะปรากฏฤทธิ์ rs = 0.39, Sig <0.05 อาการไม่พึงประสงค์จากกการใช้ยา ได้แก่ พบภาวะเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจร้อยละ 3.9 ภาวะออกผื่นตามลำตัว ร้อยละ 1.9 แต่ไม่พบการให้ยาเกินขนาด คือ 1,000 mg/dose สรุปได้ว่าสูตรอย่างง่ายที่โรงพยาบาลรามาธิบดีใช้ในเด็กมีประสิทธิผลสามารถทำให้เด็กหลับได้ตั้งแต่ Dose แรกมากที่สุด และอายุกับระยะปรากฏฤทธิ์มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ด้านอาการไม่พึงประสงค์ของยาพบน้อยมากแม้จะมีอุบัติการณ์การให้ยาซ้ำบ้างก็ตาม
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดสอบ OSCE แบบปกติและการสอบ OSCE แบบดัดแปลงในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ
    (2565) ธีรวัฒน์ ช่างปัด; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Teerawat Changpad; Sumolchat Duangbubpha
    การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาโดยศึกษาข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายและเวลาในการจัดสอบ OSCE แบบปกติ (Traditional OSCE) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ปีการศึกษา 2560 กับการจัดสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ปีการศึกษา 2561 ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบบันทึกข้อมูลในการสอบ OSCE ของนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่ 3 ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) ประกอบด้วย 1) RNED-F-094 แบบบันทึกรายชื่อการเข้าสอบของนักศึกษาพยาบาลรามาธิบดี ชั้นปีที่ 3 2) RNED-F-286 รูปแบบการจัดห้องเรียน (สำหรับการจัดการเรียนการสอนในห้อง Skill Lab) 3) RNED-F-113 แบบฟอร์มการขอใช้อุปกรณ์ฝึกทักษะทางการพยาบาล และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาแบบออนไลน์เกี่ยวกับการสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบบันทึกระยะเวลาที่ใช้ในการสอบ OSCE (Case Record Form; CRF) ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) และ 2) แบบบันทึกค่าใช้จ่ายในการสอบ OSCE ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 1 และ 2 (RANS 382 และ 383) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Mann-Whitney U test ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีที่เข้าสอบ OSCE ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 20-21 ปี นักศึกษาพยาบาลรามาธิบดีส่วนใหญ่มีความเห็นว่าควรนำการสอบ OSCE แบบดัดแปลงไปใช้ในการสอบครั้งต่อไปและการสอบ OSCE แบบดัดแปลง (Modified OSCE) ด้วยคอมพิวเตอร์ใช้งานง่าย คิดเป็นร้อยละ 98.60 และ 96.20 ตามลำดับ การศึกษาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายพบว่า การสอบ OSCE แบบปกติมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการสอบ OSCE แบบดัดแปลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และการศึกษาเปรียบเทียบเวลาที่ใช้ในการสอบพบว่า การสอบ OSCE แบบปกติใช้เวลาในการสอบมากกว่าการสอบ OSCE แบบดัดแปลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้น ทีมผู้จัดสอบ OSCE จึงควรประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาการจัดสอบ OSCE เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เวลา และกำลังคนในการจัดสอบ
  • PublicationOpen Access
    ผลลัพธ์ด้านความพึงพอใจของการใช้โปรแกรมตารางปฏิทินในการจัดตารางภาระงานของอาจารย์ในภาควิชาออร์โธปิดิกส์
    (2565) เพ็ญนภา อบเชย; บุษกร น้อยแสง; ชูศักดิ์ กิจคุณาเสถียร; ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์; สุกิจ เลาหเจริญสมบัติ; นรินทร์ อบเชย; Pennapa Aubcherye; Butsakorn Noysang; Chusak Kijkunasathian; Patarawan Woratanarat; Sukij Laohajaroensombat; Narin Aobcherye
    การจัดตารางการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 รายวิชาออร์โทพีดิกส์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู 1 (รมคร 514) มีความซ้ำซ้อนกับภาระงานด้านอื่น จึงทำการศึกษาการใช้โปรแกรม Google Calendar ในการจัดตารางการเรียนการสอน เพื่อประเมินผลด้านการเลื่อนกิจกรรมการเรียนการสอน ความพึงพอใจของนักศึกษาและอาจารย์แพทย์ ได้จัดเก็บข้อมูลย้อนหลังในระหว่างปีการศึกษา 2558-2562 คัดเลือกอาจารย์แพทย์หรือนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 5 ปฏิบัติงานในภาควิชาออร์โธปิดิกส์ ที่มีประสบการณ์ในการใช้งาน Google Calendar โดยทำการบันทึกการเข้าใช้งาน การสอนตามวันและเวลา อัตราการเลื่อนสอนและความพึงพอใจ จากผู้เข้าร่วมในการวิจัยจำนวน 110 คน เป็นผู้ชายร้อยละ 59.1 อายุระหว่าง 20-30 ปี ร้อยละ 72.7 เป็นนักศึกษาแพทย์ร้อยละ 74.6 และเป็นอาจารย์แพทย์ร้อยละ 25.4 พบอัตราการเลื่อนกิจกรรมหลังจากใช้โปรแกรม Google Calendar (ร้อยละ 14.2) ต่ำกว่าก่อนการใช้โปรแกรม (ร้อยละ 16.0) ในขณะที่ความพึงพอใจของนักศึกษาแพทย์ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน หลังจากใช้โปรแกรม (ร้อยละ 95.9) สูงกว่าก่อนการใช้โปรแกรม (ร้อยละ 88.4) ด้วยค่า p-value = 0.001 กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 59 พึงพอใจต่อโปรแกรม Google Calendar ในการจัดการเรียนการสอน (ระดับดีและดีมาก) การใช้โปรแกรม Google Calendar ในการจัดตารางในรายวิชาออร์โทพีดิกส์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู 1 (รมคร 514) สามารถลดอัตราการเลื่อนกิจกรรม อาจารย์แพทย์และนักศึกษาแพทย์มีความพึงพอใจหลังจากใช้โปรแกรมนี้
  • PublicationOpen Access
    Associations Between Time to Administration of Antiseizure Medications and Short-Term Clinical Outcomes in Adults With Status Epilepticus
    (2024) Pongsakorn Kongsakorn; Apisit Boongird
    Background: Status epilepticus (SE) is a time-sensitive emergency that requires immediate treatment. Objective: To analyze the associations between time to administration of antiseizure medications (ASM) and short-term clinical outcomes. Methods: From January 1, 2014, to December 31, 2020, we performed a retrospective cohort study in adult patients who presented with SE. The primary objective was to analyze the association between the timing of ASM administration and mortality. The second and third objectives were to determine the relationship between the timing of ASM administration and length of hospital stay along with the modified Rankin Scale (mRS) at discharge, respectively. Results: A total of 83 patients were enrolled. The mean age was 57 years. The mean length of hospital stay was 32 days. Benzodiazepine (BDZ) was prescribed as the first ASM in 79 (95.2%) patients. Levetiracetam was the second most frequently administered ASM (39, [47%]), followed by phenytoin (28 [33.7%]) and valproate (13 [15.7%]). Seventy-one patients (85.5%) had a seizure duration longer than t2 period. Therapy delay in SE and underdosing of ASM were noted in both alive and dead groups. Although the mortality rate was 20.5% and was highest in super-refractory SE (15 [88.2%]), we found no statistically significant difference between in-hospital mortality and timing of ASM administration. For secondary outcomes, including length of hospital stay and mRS, a statistically significant finding was only noted in the category of timing of seizure onset to the first ASM (P = .002 and P = .004, respectively). Conclusions: This study showed no significant association between timing of ASM administration and in-hospital mortality. Prolonged duration of SE tends to be associated with increased mortality. SE guidelines were not followed in a substantial proportion of SE patients.