RA-Article

Permanent URI for this collectionhttps://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/68

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 1147
  • PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กวัยก่อนเรียน
    (2568) วนิดา สรานันท์; เรณู พุกบุญมี; ปริญญา สารธิมา; Vanida Saranun; Renu Pookboonmee; Parinya Santima
    โรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจถือเป็นปัญหาด้านสาธาณสุขที่สำคัญ โดยเฉพาะในเด็กวัยก่อนเรียน ซึ่งยังมีภูมิคุ้มกันต่ำและระบบทางเดินหายใจที่ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้เฉลี่ยปีละ 6-8 ครั้ง หากไม่ได้การดูแลอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มอัตรการรวดชีวิต แต่อัตราการป่วยยังคงอยู่ในระดับสูง ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดโรคสามารถจำแนกได้เป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ ปัจจัยด้านเด็ก ปัจจัยด้านผู้ดูแล และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบทบาทของผู้ดูแลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเผ้าระวัง การป้องกัน และการตัดสินใจเข้ารับบริการทางการแพทย์ได้อย่างทันท่วงทีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้ในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ โดยเน้นการรับรู้ความเสี่ยง ความรุนแรงของโรค ประโยชน์ของพฤติกรรม และการลดอุปสรรค เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสม งานวิจัยที่ผ่านมาได้นำแนวคิดนี้ไปใช้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นหลัก แต่ยังไม่มีการศึกษาที่ประยุกต์ใช้กับผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ อีกทั้งยังขาดการประเมินผลลัพธ์ในระยะยาว การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมของผู้ดูแลในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กวัยก่อนเรียนโดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจของผู้ดูแลหลังสิ้นสุดการทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจของผู้ดูแลเด็กกุล่มทดลอง ก่อนและหลังการทดลอง 3) เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ด้านสุขภาพเด็กในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ดูแลเด็กระหว่างอายุ 2-6 ปี แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 34 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพ เป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและความเสี่ยงของโรค พร้อมกระตุ้นความตระหนัก เน้นความรุนแรงของโรคโดยชี้ให้เห็นประโยชน์ของการป้องกันโรค และลดอุปสรรคในการปฏิบัติ ฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค ได้แก่ การล้างมือ การสวมหน้ากากอนามัย การเช็ดตัวลดไข้ และการล้างจมูก และติดตามกระตุ้นอย่างต่อเนื่องทางโทรศัพท์เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ ขณะที่กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลและดูแลเด็กตามแนวทางปฏิบัติปกติของตนเองที่บ้าน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ และแบบวัดผลลัพธ์ด้านสุขภาพของเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ ANCOVA ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ เป็นผู้ดูแลเด็กจำนวน 68 คน ประกอบด้วย เพศหญิงร้อยละ 31.18 และเพศชายร้อยละ 8.82 มีอายุระหว่าง 20-65 ปี ส่วนใหญ่อายุ 30-39 ปี จบการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ร้อยละ 33.82 ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 67.65 มีบุตร 1-2 คน ร้อยละ 73.53 รายได้ต่อเดือนระหว่าง 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 47.06 เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีคุณลักษณะทั่วไปใกล้เคียงกัน ผู้ดูแลเด็กกลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจหลังการเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าผู้ดูแลเด็กกลุ่มควบคุม (F1,65 = 25.46, p = < .001).และสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -5.13, p < .001))แสดงว่าโปรแกรมนี้ส่งผลให้พฤติกรรมการป้องกันโรคในกลุ่มผู้ดูแลเด็กเพิ่มขึ้น จากโปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพที่ผู้วิจัยดำเนินการ สามารถสรุปได้ว่าพฤติกรรมการดูแลเด็กเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจเพิ่มขึ้นหลังการทดลอง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากแนวคิดความเชื่อด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดและกิจกรรมเพิ่มเติม เช่น การจัดการฝึกทักษะ การสนับสนุนทางสังคม และการให้ข้อมูลข่าวสารร่วมด้วย การให้ความรู้ตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพถือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วยส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจที่เหมาะสม การศึกษาผลลัพธ์ทางสุขภาพของเด็กในงานวิจัยนี้พบว่าไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อาจเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกเช่น การระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มการตื่นตัวในการดูแลสุขภาพของประชาชน และระยะเวลาในการติดตามผลลัพธ์ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอ ผลการวิจัยครั้งนี้เสนอแนะว่า บุคลากรสุขภาพควรใช้โปรแกรมการส่งเสริมความเชื่อด้านสุขภาพไปประยุกต์ใช้ในการให้ความรู้ส่งเสริมพฤติกรรมของผู้ดูแลเด็กวัยก่อนเรียนในการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจ เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการออกแบบโปรแกรมให้เหมาะสมกับบริบทของสถานบริการสุขภาพและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง การศึกษาครั้งต่อไปควรขยายระยะเวลาเป็น 6-12 เดือน เพื่อประเมินความคงอยู่ของพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจและผลกระทบต่อสุขภาพเด็กอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรออกแบบการศึกษาที่สามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนให้รัดกุมยิ่งขึ้น เช่น การขยายระยะเวลาติดตามผล การใช้ตัวชี้วัดที่ครอบคลุมทั้งเชิงพฤติกรรมและผลลัพธ์ทางสุขภาพ และศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการนำโปรแกรมไปใช้จริงในบริบทต่าง ๆ เพื่อให้สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับชุมชนและสถานพยาบาล
  • PublicationOpen Access
    บทบาทของวิสัญญีพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย เข้ารับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
    (2568) ลัดดาวัลย์ ประจวบกลาง; Laddawan Prajuabklang
    ในปัจจุบันนี้ การผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ (robotic- assisted nephrectomy)มีบทบาทมากขึ้นในวงการแพทย์ วิสัญญีพยาบาลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทีมบุคลากรด้านวิสัญญีมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ ซึ่งการผ่าตัดวิธีนี้เป็นเทคโนโลยีที่มีข้อดีอย่างชัดเจนได้แก่ ขนาดแผลผ่าตัดที่เล็กลง การฟื้นตัวของผู้ป่วยที่รวดเร็ว การลดอาการปวด การสูญเสียโลหิตและการลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าตัด บทความนี้มีวุตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ระยะก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัดเพื่อให้ทีมวิสัญญีพยาบาล วิสัญญีแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด การผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์มีความแตกต่างจากการผ่าตัดไตแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเด็น ในระยะเตรียมการก่อนผ่าตัด การจัดท่าผู้ป่วย การควบคุมทางเดินหายใจและการบริหารจัดการภายในห้องผ่าตัด โดยระบบหุ่นยนต์ต้องใช้อุปกรณ์แขนกลหลายแขนติดตั้งรอบตัวผู้ป่วย ซึ่งจำกัดพื้นที่ทำงานของทีมวิสัญญี การเข้าถึงทางเดินหายใจและเส้นเลือดดำจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียด รวมถึงการจัดทำผู้ป่วยให้อยู่ในท่าตะแคงพร้อมการหักงอเตียง เพื่อขยายพื้นที่ผ่าตัดและเพิ่มความสะดวกในการดำเนินหัตถการ การตรึงบริเวณสะโพกและหน้าอกของผู้ป่วยกับเตียงผ่าตัดเพื่อป้องกันการเคลื่อนไหว และการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อลดแรงกดทับและป้องกันการบาดเจ็บของเส้นประสาทและเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ การขยายช่องท้องด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทีมวิสัญญีจึงต้องมีความเข้าใจเพื่อสามารถวางแผนการให้ยาระงับความรู้สึกได้อย่างเหมาะสม ในระหว่างการผ่าตัด วิสํญญีพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการติดตามสัญญาณชีพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงการบริหารสมดุลของสารน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของไต และมีการใช้ยาหย่อนกล้ามเนื้อชนิดนอน-ดีโพลาไรซิง (non-depolarizing muscle relaxants) เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อของผู้ป่วยอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ป้องกันการเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์ระหว่างการผ่าตัด หลังการผ่าตัด วิสัญญีพยาบาลมีหน้าที่ในการประเมินการฟื้นตัวจากยาสลบอย่างละเอียดโดยติดตามสัญญาณชีพทุก 5 นาทีในชั่วโมงแรก และทุก 15 นาทีในชั่วโมงถัดไปจนกว่าสัญญาณชีพจะคงที่ รวมถึงการเผ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น การสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ใต้ผิวหนังผ่านการประเมินการอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด อัตรการหายใจ การฟังเสียงปอด และการสังเกตอาการชาในแขนขาของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังมีการประเมินระดับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่องโดยใช้มาตรวัดความเจ็บปวดแบบตัวเลขตั้งแต่ระดับ0 ซึ่งหมายถึงไม่มีความปวดเลยไปจนถึงระดับ 10 ซึ่งหมายถึงความปวดในระดับรุนแรงที่สุด รวมถึงการเผ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่นภาวะคลื่นไส้อาเจียน บทบาทการดูแลอย่างครอบคลุมของวิสัญญีพยาบาลในทุกระยะของการรักษานี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสำเร็จของการผ่าตัดไตด้วยหุ่นยนต์ แต่ยังส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีคุณภาพสูงสุด และสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการผ่าตัดให้เกิดประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด
  • PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมการตั้งเป้าหมายร่วมต่อพฤติกรรมการคว่ำหน้าและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอกแบบใส่แก๊ส
    (2568) วรางคณา คงเจริญ; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; นพวรรณ พินิจขจรเดช; Warangkana Kongcharoen; Suchira Chaiviboontham; Noppawan Phinitkhajorndech
    The retina acts as a screen to receive images. When the vitreous humor adheres too tightly to the retina, it can cause traction, leading to retinal detachment. This condition affects the patient's quality of life and, if left untreated, may lead to vision loss. Vitrectomy is a common and effective treatment involving surgery inside the eyeball, where gas is injected to help the retina reattach. Patients must maintain a face-down position after surgery for successful reattachment.This requirement can hinder daily activities. Patients often experience discomfort, neck pain, and back pain, which makes it difficult to maintain the face-down position consistently. Setting shared goals regarding face-down positioning and following up on clinical outcomes in patients after retinal detachment surgery with gas tamponade involves active interaction between nurses and patients. Nurses educate patients using materials, videos, and explanations about retinal detachment and the importance of face-down positioning after surgery. Patients are trained in this positioning before surgery, using personalized strategies and shared goals to determine the number of required hours. This helps patients understand and manage self-care at home, improving surgical outcomes.This study aimed to compare the mean number of hours patients with gas tamponade retinal detachment spent in the face-down position over a 24-hour period between those who received a mutual goal-setting program and those who received standard nursing care. Additionally, it seeks to compare clinical outcomes, including visual acuity and retinal reattachment, between the two groups. This study was a quasi-experimental research design using a two-group pretest-posttest design with an experimental and a control group. The participants were patients who underwent gas-filled retinal detachment surgery due to retinal holes or tears, traction caused by membranes or vitreous humor, or fluid leakage and accumulation under the retina. The study took place between May 1 and December 25, 2023. A total of 50 patients were purposively selected based on inclusion criteria: aged 18 years or older, undergoing their first retinal detachment surgery, receiving gas tamponade with Octafluoropropane (C3F8) or sulfur hexafluoride (SF6),scheduled for surgery in one eye only with the other eye not diagnosed with blindness, and able to be contacted via telephone or the LINE application. If post-surgery vision was impaired,communication via LINE could be facilitated by a relative. Moreover, those aged 60 and above were screened for cognitive impairment using the Thai version of the 6 Cognitive Impairment Test (6 CIT), with eligible participants scoring less than 8. The sample size was calculated using G*Power, with a power of 0.50, a significance level (α) of 0.05, and an effect size of 0.50,resulting in 23 participants per group, increased by 10% to 25 participants per group to account for incomplete data. The researchers purposively selected all participants for the experiment. Data were collected first from the control group and then from the experimental group using a mutual goal-setting program based on King’s Goal Attainment Theory, along with a demographic form,a 24-hour face-down behavior log, a visual acuity record, and a retinal reattachment record. Data analysis was performed using descriptive statistics and a two-factor repeated measures ANOVA. The experimental group had a mean number of face-down positioning hours equal to or greater than 16 hours, which was higher than that of the control group. When comparing the mean hours of face-down positioning at different time points, the experimental group demonstrated significantly higher means on postoperative days 1-2, 6-7, and 13-14 (F = 93.39, p < .05).Within the experimental group, the mean hours of face-down positioning one month before surgery were significantly different from those on postoperative days 1-2 (t = .79, p < .05), 6-7(t = .94, p < .05), and 13-14 (t = .88, p < .05). Additionally, the mean hours on postoperative days 1-2 were significantly different from those on days 6-7 (t = .63, p < .05) and 13-14(t = .43, p < .05). However, there was no significant difference between days 6-7 and 13-14.The experimental group also showed significantly better visual acuity one month after surgery than at 6-7 days (t = 0.10, p < 0.05), but there was no significant difference between the experimental and control groups. Furthermore, the percentage of patients with successful retinal reattachment after surgery was higher in the experimental group than in the control group. This research recommends that nurses adopt a mutual goal-setting approach with patients before and after surgery, focusing on maintaining the face-down posture after gas-injection retinal detachment surgery to improve outcomes. Follow-up care should be extended to 3-6 months, including studies on patients' post-surgery quality of life. A program to set behavioral goals for face-down posture in patients with silicone oil injections is suggested to reduce reoperation rates. Future research should investigate factors such as body weight, retinal detachment location, and diabetes that may influence face-down posture.
  • PublicationOpen Access
    การประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
    (2568) อ้อมขวัญ อินต๊ะปัญญา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; สุมลชาติ ดวงบุบผา; Aomkuan Intapunya; Soontaree Jianvitayakij; Sumolchat Duangbubpha
    โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพและเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก มีการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่องและมีการฟื้นกลับไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการทำหน้าที่ของร่างกายและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย แนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมุ่งเน้นการช่วยลดอาการเหนื่อยหอบและลดความเสี่ยงในการเกิดอาการกำเริบ ซึ่งมีความต้องการการดูแลหลายด้าน จึงต้องการการดูแลจากทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อช่วยส่งเสริมผลลัพธ์ผู้ป่วยและคุณภาพการดูแล การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพช่วยให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้น แต่การประเมินผลลัพธ์อาจไม่ครอบคลุมที่จะสะท้อนถึงคุณภาพการดูแลที่ได้รับจากทีมสหสาขาวิชาชีพ จากแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียนด้านผลลัพธ์ ซึ่งเป็นการประเมินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยอันเป็นผลมาจากผู้ให้บริการ ประกอบด้วยการประเมินการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพ ความรู้ พฤติกรรม และความพึงพอใจในการดูแลที่ได้รับ อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบการศึกษาถึงการประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นผลลัพธ์จากการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ดีสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของผู้ป่วยได้ ดังนั้นการประเมินผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ จึงควรประเมินให้ครอบคลุมด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยสะท้อนคุณภาพการดูแลได้ชัดเจนมากขึ้น การวิจัยเชิงบรรยายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง อาการหายใจลำบาก ความสามารถในการทำกิจกรรม คุณภาพชีวิต และความพึงพอใจของผู้ป่วยในการรับบริการ โดยใช้กรอบแนวคิดการประเมินคุณภาพการให้บริการของโดนาบีเดียน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่ง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2565 จำนวน 87 คน ตามเกณฑ์คัดเข้าคือ 1) อายุ 40 ปี ขึ้นไป 2) เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี 3) มาตรวจติดตามการรักษาสม่ำเสมอ อย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนครั้งที่แพทย์นัดตรวจติดตามใน 1 ปีที่ผ่านมา 4) สามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาไทยได้ 5) ยินดีเข้าร่วมงานวิจัยโดยลงนามในแบบฟอร์มยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร 6) กรณีที่กลุ่มตัวอย่างอายุ 60 ปี ขึ้นไป ต้องไม่มีความบกพร่องทางการรู้คิด โดยผ่านการประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อได้คะแนนน้อยกว่า 8 คะแนนจาก 28 คะแนน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย แบบประเมินอาการหายใจลำบาก แบบประเมินความสามารถในการทำกิจกรรม แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบบสอบถามคุณภาพชีวิต และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการบริการที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 64.49 ปี (SD = 10.72) ได้รับการวินิจฉัยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในช่วงเวลา 1-15 ปี มีระดับความรุนแรงของโรคอยู่ในระดับปานกลาง (GOLD stage 2) และเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง กลุ่ม A ส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยยาสูดพ่นแบบผสมมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 49.43 มีอาการกำเริบตั้งแต่ 1 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งปี มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 14.94 ที่ต้องได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจากอาการกำเริบของโรค ส่วนผลลัพธ์ของผู้ป่วยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวมค่อนข้างสูงเท่ากับ 104.97 คะแนน (SD = 9.14) จากคะแนนเต็ม 124 คะแนน โดยมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมด้านการใช้ยาถูกต้องสูงที่สุด ส่วนใหญ่มีอาการหายใจลำบากระดับ 0 (ร้อยละ 37.93) รองลงมา มีอาการหายใจลำบากระดับ 1 (ร้อยละ 33.33) และมีความสามารถในการทำกิจกรรมตั้งแต่ 3 METs ขึ้นไป (ร้อยละ 93.10) มีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวมค่อนข้างสูง คะแนนเฉลี่ย 79.08 คะแนน (SD = 9.10) จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจในการบริการค่อนข้างสูงเท่ากับ 72.79 คะแนน (SD = 1.95) จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด ในเรื่อง “การให้เกียรติและยอมรับนับถือความเป็นคน” รองลงมาคือ “การให้เวลาในการพูดคุยเกี่ยวกับปัญหา” และ “การติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง” ผลการศึกษาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์ผู้ป่วยที่ดีสะท้อนถึงการที่หน่วยงานมีโครงสร้างที่ดี มีการจัดตั้งคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เป็นระบบ และมีกระบวนการในการดูแลผู้ป่วยโดยทีมสหสาขาวิชาชีพที่ดี ดังนั้นควรสนับสนุนในการจัดตั้งระบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการดูแลและเพิ่มผลลัพธ์ของผู้ป่วยอย่างครอบคลุม
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
    (2568) กรองกาญจน์ กาญจนีย์; สุมลชาติ ดวงบุบผา; สุนทรี เจียรวิทยกิจ; Krongkan Kanjanee; Sumolchat Duangbubpha; Soontaree Jianvitayakij
    การดูแลโดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (patient and family-centered care: PFCC) เป็นแนวคิดการดูแลที่มีพื้นฐานมาจากการร่วมมือกันระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เพื่อทำให้การดูแลรักษาเกิดประโยชน์สูงสุด ประกอบด้วยแนวคิดหลักที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การมีศักดิ์ศรีและความเคารพ 2) การแบ่งปันข้อมูล 3) การมีส่วนร่วม และ 4) การประสานความร่วมมือ ปัจจุบันการดูแลแบบ PFCC ถูกนำไปใช้ในผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย และทำให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม การดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤตเป็นสิ่งที่ท้าทาย เนื่องจากระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤตได้รับการออกแบบให้ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นเครื่องมือในการรักษาและติดตามผล นอกจากนี้อุปสรรคในดูแลแบบ PFCC ในผู้ป่วยวิกฤต อาจเกิดจากตัวผู้ป่วยและครอบครัว สภาพแวดล้อมในหอผู้ป่วยวิกฤต และจากทีมสุขภาพได้ พยาบาลหน่วยวิกฤตที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลแบบ PFCC อย่างไรก็ตาม ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 หรือโควิด-19 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการมีปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสารระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และพยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งพยาบาลวิกฤตไม่ได้รับการเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์นี้ แนวปฏิบัติป้องกันการแพร่กระจายโรคโควิด-19 ภาระงานที่เพิ่มขึ้น ความเหนื่อยล้า ความเครียด และความกังวลต่อการติดโรคโควิด-19 อาจส่งผลต่อความตั้งใจของพยาบาลวิกฤตต่อการดูแลแบบ PFCC ได้ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) เป็นทฤษฎีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล จากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน ความตั้งใจของบุคคลในการแสดงพฤติกรรมนั้น ทำนายได้จากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ทัศนคติที่มีต่อพฤติกรรม (attitude toward the behavior) 2) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (subjective norm) และ3) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (perceived behavioral control) ดังนั้น การใช้กรอบแนวคิดจากทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเสริมให้เข้าใจพฤติกรรมการดูแลผู้ป่วยของพยาบาลหน่วยวิกฤตและส่งเสริมคุณภาพการดูแลและความปลอดภัยให้ผู้ป่วย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบความสัมพันธ์เชิงทำนาย โดยใช้กรอบแนวคิดการดูแลแบบ PFCC แนวคิดพฤติกรรมตามแผน และ คุณลักษณะของพยาบาล กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลหน่วยวิกฤต 124 คน ที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยวิกฤต 8 แห่ง ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์คือ เป็นพยาบาลระดับปฏิบัติการ และมีประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤตอย่างน้อย 6 เดือน เครื่องมือประกอบด้วย แบบสอบถาม 5ชุด ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามทัศนคติต่อการดูแลแบบ PFCC 3) แบบสอบถามการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงในการดูแลแบบ PFCC 4) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC และ 5) แบบสอบถามความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการถดถอยพหุคูณแบบ Enter ผลการวิจัย พบว่า ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงานในหอผู้ป่วยวิกฤต ทัศนคติ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และการรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC สามารถร่วมกันทำนายความตั้งใจในการดูแลแบบ PFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤตได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F = 7.849, p < .01) ร้อยละ 25 โดยที่การรับรู้ความสามารถในการดูแลแบบ PFCC (β = .314, p = .002) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (β = .223, p = .015) และระดับการศึกษา (β = .175, p = .038) เป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความตั้งใจในการดูแลแบบPFCC ของพยาบาลหน่วยวิกฤต จากผลการศึกษาครั้งนี้ ผู้บริหารทางการพยาบาลควรจัดการอบรมการดูแลแบบ PFCC เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ และทัศนคติที่ดีแก่พยาบาลหน่วยวิกฤต รวมทั้งจัดระบบสนับสนุนการสื่อสารและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมสุขภาพ เช่น ห้องประชุม และทีมที่ปรึกษาให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว
  • PublicationOpen Access
    Effects of Self-management on Blood Pressure in Thai Older Adults with Hypertension: A Systematic Review and Meta-Analysis
    (2025) Phatcharaphon Whaikid; Noppawan Piaseu; พัชราภรณ์ ไหวคิด; นพวรรณ เปียซื่อ
    Hypertension is one of the most prevalent chronic conditions among older adults and a major contributor to cardiovascular morbidity and mortality. In Thailand, the aging population is rapidly increasing, and the burden of uncontrolled hypertension among older adults presents a significant public health challenge. Effective and sustainable strategies for hypertension management are therefore essential. Self-management interventions, grounded in behavioral and theoretical frameworks, have been widely promoted as a patient-centered approach to chronic disease control.This systematic review and meta-analysis aimed to assess the effectiveness of self-management theory based interventions in reducing blood pressure among older adults with hypertension in Thailand. A comprehensive search of both international and Thai databases—including PubMed,Embase, Scopus, and the Thai Journal Citation Index (TCI) was conducted to identify relevant studies published between January 2018 and December 2023. The review specifically included studies employing randomized controlled trial (RCT) or quasi-experimental designs involving self-management interventions targeting older adults aged 60 years and above diagnosed with hypertension. The selection process followed PRISMA guidelines. After rigorous screening and quality appraisal using the JBI Critical Appraisal Checklist for Quasi-Experimental Studies, only quasi-experimental studies were included as randomized controlled trials were absent from our search results. The results showed that five studies met the inclusion criteria. All included studies were conducted in Thailand, targeted older adults and implemented interventions grounded in self-management theoretical frameworks. These interventions commonly incorporated components such as health education, self-monitoring, behavior modification, goal setting, and reinforcement strategies, with the overarching aim of improving hypertension control and enhancing patient engagement. The five included studies encompassed a total of 379 older adults, with 188 participants assigned to various self-management intervention groups and 189 to control groups receiving usual care. Meta-analyses were conducted separately for systolic blood pressure and diastolic blood pressure outcomes using a random-effects model. The results demonstrated statistically significant reductions in both systolic blood pressure and diastolic blood pressure in the intervention groups compared to the control groups.For diastolic blood pressure, the pooled mean difference was -9.34 mmHg (95% confidence interval [CI]: -10.95 to -7.72), indicating a substantial improvement in blood pressure control associated with the interventions. The effect was statistically significant (z = -11.32, p < 0.001).Similarly, for systolic blood pressure, the meta-analysis showed a mean difference of -16.79 mmHg (95% CI: -25.21 to -8.38), also favoring the intervention groups. The effect was statistically significant (z = -3.91, p < 0.001).Overall, the findings from this review highlight the effectiveness of self-management theory based interventions in significantly lowering both systolic and diastolic blood pressure among older adults in Thailand. These interventions not only contribute to improved clinical outcomes but also promote patient autonomy and long-term adherence to treatment regimens—key components in managing a chronic condition such as hypertension. Given the growing emphasis on person-centered care in aging populations, these results support the integration of self-management programs into routine hypertension care, particularly in community and primary care settings. Despite these positive outcomes, some limitations should be acknowledged. Notably,the number of eligible studies was relatively small, which may limit the generalizability of the findings.
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
    (2568) กนกพร ลาเกิด; พิชญ์ประอร ยังเจริญ; อภิญญา ศิริพิทยาคุณกิจ; Kanokporn Lakerd; Phichpraorn Youngcharoen; Apinya Siripitayakunkit
    โรคเบาหวานเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เสื่อมลงจากอายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง การเข้าใจปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเป็นประโยชน์ในการสร้างแผนการพยาบาลเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างเหมาะสม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยบรรยายเชิงทำนาย เพื่อศึกษาอำนาจการทำนายของการรู้คิด ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การรับรู้คุณค่าในตนเอง และแรงสนับสนุนทางสังคม ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกคลินิกอายุรกรรมเฉพาะโรคเบาหวาน ไทรอยด์ และระบบฮอร์โมน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จำนวน 141 ราย กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีเกณฑ์คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ และยินยอมเข้าร่วมการวิจัยโดยการลงนามในแบบฟอร์มยินยอม เก็บข้อมูลระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2565 ถึง เดือน กรกฎาคม 2566 โดยการสัมภาษณ์ด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพุทธิปัญญา แบบวัดกิจกรรมการดูแลตนเองในผู้เป็นเบาหวาน แบบสอบถามความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของโรเซนเบอร์ก แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความสามารถเชิงปฏิบัติดัชนีจุฬาเอดีแอล ตรวจสอบความเที่ยงด้วยวิธีหาความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินของแบบประเมินพุทธิปัญญาเท่ากับ .99 และตรวจสอบความเที่ยงของแบบประเมินกิจกรรมการดูแลตนเอง แบบสอบถามความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของโรเซนเบอร์ก แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินความสามารถเชิงปฏิบัติดัชนีจุฬาเอดีแอลได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ .75, .87, .87 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและสเปียร์แมน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ hierarchical ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุ 60-69 ปี (ร้อยละ51.10) ร้อยละ62.40 เป็นผู้หญิง ส่วนใหญ่สถานภาพสมรส (ร้อยละ61.00) มีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว (ร้อยละ69.50) และระยะเวลาการเป็นเบาหวาน 21-30 ปี (ร้อยละ33.30) มีการรู้คิดอยู่ในระดับมีภาวะพร่องการรู้คิดเล็กน้อย (Mean = 21.48, SD = 2.64) ความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอยู่ในระดับดี (Mean = 8.38, SD = 0.99) การรับรู้คุณค่าในตนเองอยู่ในระดับสูง(Mean = 31.38, SD = 2.99) แรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ระดับสูง (Mean = 64.06, SD = 12.01) และพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับสูง (Mean = 95.17, SD = 13.72) โดยปัจจัยทำนายทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ร้อยละ 15.10 (Adjust R2 = .15) โดยแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( β = .38 , p < .01) ในขณะที่การรู้คิด การรับรู้คุณค่าในตนเอง และความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันไม่สามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ( β = -.01 , p > .05; β = .03 , p > .05 และ β = .15 , p > .05) ตามลำดับ จากผลการศึกษาแรงสนับสนุนทางสังคมเป็นปัจจัยทำนายที่สำคัญและส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่2 ดังนั้น ควรมีการพัฒนาโปรแกรมโดยใช้แรงสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว เพื่อน และเจ้าหน้าที่ทีมสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุโรคเบาหวานชนิดที่2มีพฤติกรรมการดูแลตนเอง อันจะนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคอ้วนภายหลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
    (2568) ปัทมาพร แขกเต้า; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; ปิยะวรรณ โภคพลากรณ์; Pattamaporn Kaegtao; Suchira Chaiviboontham; Piyawan Pokpalagon
    โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีรวิทยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเคลื่อนไหว การดำเนินชีวิตประจำวัน คุณภาพการนอนหลับ และคุณภาพชีวิตโดยรวมของบุคคล การสะสมของเนื้อเยื่อไขมันในปริมาณมากในผู้ป่วยโรคอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอุบัติเหตุทางยานยนต์ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและจำกัดโอกาสในการประกอบอาชีพ ด้วยแนวโน้มของโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก การรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เป็นแนวทางการรักษามาตรฐานที่มีประสิทธิผลสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนรุนแรง โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย≥ 40 กก./ตรม. ซึ่งไม่เพียงช่วยลดน้ำหนักส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถควบคุมรวมทั้งรักษาโรคร่วมที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยปรับปรุงภาพลักษณ์ทางร่างกาย เสริมสร้างความมั่นใจในตนเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหลังการผ่าตัด ได้แก่ การลดลงของน้ำหนักส่วนเกินเทียบกับน้ำหนักมาตรฐาน ภาวะซึมเศร้า ความสามารถในการทำหน้าที่ด้านร่างกาย และการได้รับการสนับสนุนทางสังคม การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบสหสัมพันธ์เชิงทำนาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคอ้วนภายหลังผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของ Wilson และ Cleary ซึ่งผสานองค์ประกอบทางชีวภาพและจิตวิทยาเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ครอบคลุมเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วย การเลือกกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง โดยพิจารณาจากเกณฑ์การคัดเข้าที่กำหนดไว้ ได้แก่ เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและเพศหญิง ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคอ้วนและได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักด้วยวิธี Laparoscopic Sleeve Gastrectomy หรือ Roux-en-Y Gastric Bypass มาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนก่อนเข้าร่วมการศึกษา ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง โรคไต ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง ไม่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นและการได้ยิน หรือประสาทสัมผัสอื่น ๆ ผู้เข้าร่วมทุกคนต้องสามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาไทยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยินยอมและเต็มใจให้ความร่วมมือในการวิจัยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถามจำนวน 5 ชุด ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลด้านสุขภาพ แบบประเมินภาวะซึมเศร้า แบบสอบถามการทำหน้าที่ด้านร่างกายแบบสอบ ถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคอ้วน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อสรุปลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง และใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น เพื่อระบุปัจจัยทำนายคุณภาพชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับดี (Mean = 53.30, SD = 26.17)โดยมีการลดลงของน้ำหนักส่วนเกินเทียบกับน้ำหนักมาตรฐานภายหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเฉลี่ยร้อยละ 58.42 (SD = 17.63) แสดงถึงการลดลงของน้ำหนักส่วนเกินอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านสุขภาพจิต โดยรวมไม่พบภาวะซึมเศร้า (Mean = 11.40, SD = 8.76) การสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับดี (Mean = 3.55,SD = 0.54) แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ให้การสนับสนุนหลังการผ่าตัด ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบลำดับขั้น พบว่า ภาวะซึมเศร้าและการทำหน้าที่ด้านร่างกายสามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตหลังผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตได้ร้อยละ 25.40 (R² = .25, F = 6.37, p < .001) ทั้งนี้ ภาวะซึมเศร้าเป็นตัวทำนายที่มีอิทธิพลมากที่สุด (β = -0.38, p =< .001)รองลงมาคือการทำหน้าที่ด้านร่างกาย (β = 0.36, p = .002) การศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญต่อบุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายในการดูแลผู้ป่วยหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก โดยควรให้ความสำคัญกับการคัดกรองและจัดการภาวะซึมเศร้าอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากความทุกข์ทางจิตใจที่ไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อประสิทธิผลของการลดน้ำหนักจากการผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายและเสริมสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเอง สามารถช่วยเพิ่มผลลัพธ์ของการรักษาในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างระบบการสนับสนุนทางสังคม เนื่องจากปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างบุคคลมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ และส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน ในท้ายที่สุดการคงไว้ซึ่งน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างเหมาะสม การส่งเสริมคุณค่าในตนเอง และการสร้างภาพลักษณ์ทางร่างกายเชิงบวก ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืนภายหลังการผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนัก
  • PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่ว
    (2568) จิราวรรณ จำรัมย์; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; นิภาพร บุตรสิงห์; jirawan jumram; Suchira Chaiviboontham; Nipaporn Butsing
    โรคนิ่วในไตพบว่ามีความชุกในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วมากกว่ากลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา พบการเกิดโรคนิ่วได้ทั้งนิ่วในไตและนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งอาจมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางโภชนาการ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและความก้าวหน้าของการวินิจฉัยโรค นอกจากนี้โรคนิ่วในไตยังพบอุบัติการณ์การกลับเป็นนิ่วซ้ำที่สูง ร้อยละ 75 ภายในระยะเวลา 20 ปี การเกิดนิ่วมีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยเสี่ยงภายใน และปัจจัยเสี่ยงภายนอกทางด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้มีความผิดปกติทางเมทาบอลิกและสารประกอบของนํ้าปัสสาวะ ร่วมกับการมีปริมาตรน้ำปัสสาวะน้อยทำให้เกิดการเหนี่ยวนำตกผลึกก้อนนิ่วในระบบปัสสาวะได้ การเกิดโรคนิ่วในไตมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและครอบครัวของผู้ป่วย ด้านร่างกายก่อให้ความไม่สุขสบาย ทุกข์ทรมาน การเจ็บป่วยเรื้อรัง ทำให้เกิดความเครียด วิตกกังวล บทบาทหน้าที่เปลี่ยน ส่งผลกระทบต่อฐานะและเศรษฐกิจของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ด้วยการสลายนิ่ว (Extracorporeal shock wave lithotripsy: ESWL) เป็นทางเลือกแรกที่ใช้รักษาเนื่องจากเป็นการใช้คลื่นเสียงพลังงานสั่นสะเทือนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากนอกร่างกายผ่านเข้าสู่ร่างกาย มีผลกระทบน้อยที่สุดและมีประสิทธิภาพในการกำจัดนิ่ว ซึ่งหลังจากการรักษาด้วยวิธีการสลายนิ่วมีโอกาสพบการกลับเป็นซ้ำและการงอกใหม่หลังการรักษาในครั้งแรกภายใน 12 เดือน แนวทางสำหรับการป้องกันการเกิดนิ่วคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม การดื่มน้ำปริมาณ 2,500- 3,000 มิลลิลิตรต่อวัน และมีปริมาณปัสสาวะที่ออก 2-2.5 ลิตรต่อวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน คือ มีค่าดัชนีมวลกายปกติ (BMI) 18.50-22.90 กก./ตรม. ดังนั้น ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ต้องได้รับความรู้และมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่ถูกต้องเพื่อเการป้องกันการเกิดนิ่วซ้ำ ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการสลายนิ่วที่รุนแรงและผลกระทบจากการเกิดโรคนิ่วในไตซ้ำส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อน-หลังการทดลอง วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองต่อความรู้และพฤติกรรมดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่ว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่วที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling)ตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 30 ราย โดยการวิจัยนี้ใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มโดยใช้ระบบการพยาบาลแบบสนับสนุนและให้ความรู้ (supportive – educative nursing system) เป็นกรอบแนวคิด ประกอบด้วยกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพและตั้งเป้าหมาย การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนิ่วในไตและคำแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ลดปัจจัยเสี่ยงและป้องกันการเกิดนิ่ว และการสนับสนุนสื่ออุปกรณ์เพื่อส่งเสริมการดูแลตนเองและจัดสิ่งแวดล้อม การสอบถามแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น โปรแกรมนี้เป็นการสอนแบบรายบุคคลโดยใช้สื่อวิดีทัศน์ หนังสือคู่มือการดูแลตนเอง และแอปพลิเคชัน Line Official Account (OA) เป็นช่องทางในการสื่อสารการติดตามหลังสลายนิ่ว เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้เรื่องโรคนิ่วในไต และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ที่เป็นนิ่วในไต วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติทีคู่ และสถิติทดสอบวิลคอกซัน ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยอันดับคะแนนความรู้เรื่องโรคนิ่วในไตมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = -4.72, p< .05) และมีค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่วมากกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 16.91, p <.05) ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองฯ สามารถส่งเสริมความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่ว อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้ไม่มีกลุ่มควบคุมอาจทำให้มีข้อจำกัดในการสรุปประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคนิ่วในไตที่ได้รับการสลายนิ่วได้อย่างชัดเจน ดังนั้นควรมีการนำไปทดสอบเพิ่มเติมก่อนนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
  • PublicationOpen Access
    ผลของโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแล และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
    (2568) เยาวลักษณ์ จันทรเรืองนภา; นพวรรณ พินิจขจรเดช; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; Yaowalak Chandraruangnabha; Noppawan Phinitkhajorndech; Suchira Chaiviboontham
    ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในยุคปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นผู้สูงอายุหรือต้องได้รับการช่วยเหลือในการดูแลกิจวัตรประจำวันเพิ่มมากขึ้น จึงต้องมีการให้ความรู้ สนับสนุนและเพิ่มทักษะให้กับผู้ดูแลโดยตรง เพื่อมีส่วนช่วยในการดูแลร่วมกับพยาบาลไตเทียมเมื่ออยู่ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำเพื่อป้องกันภาวะน้ำเกิน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง (one group pretest-posttest design) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ต่อความรู้และพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยใช้ทฤษฎีการดูแลตนเองของโอเร็มเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่หน่วยไตเทียมพิเศษ โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นระหว่างที่ไม่ได้ฟอกเลือด (IDWG: Intradialytic weight gain) มากกว่า 2 กิโลกรัมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์และผู้ดูแล จำนวน 24 คู่ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ.2564 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 กลุ่มผู้ดูแลได้รับโปรแกรมสนับสนุนและการให้ความรู้ประกอบด้วย 3 ระยะคือ ระยะแรกเป็นการส่งเสริมการรู้จักตนเองและให้ความรู้เกี่ยวกับโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย การบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและภาวะน้ำเกิน ระยะที่ 2 คือการฝึกทักษะการประเมิน ควบคุมและจัดการปริมาณน้ำและอาหารโซเดียมสูง และระยะสุดท้ายคือการดูแลต่อเนื่องจนครบ 4 สัปดาห์ โดยติดตามประเมินผลรวมระยะเวลา 6 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ 1)แบบ สอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ดูแล 3) แบบประเมินความรู้ของผู้ดูแลเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำและ 4) แบบประเมินพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแล ในเรื่องการบริโภคน้ำและโซเดียมในอาหารของผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมโดยประเมินก่อน ได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 และ 5) ผู้ดูแลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะได้รับการคัดกรองด้วยแบบประเมินสมรรถภาพการรู้คิด 6 ข้อ (The Six Item Cognitive Impairment Test: 6CIT) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำทางเดียว และสถิติฟรีดแมน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดูแลเป็นเพศหญิงร้อยละ 87.50 อายุตั้งแต่ 40-75 ปี มีคะแนนเฉลี่ยของความรู้ในสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 3.71, p < .01 และ Z = 4.11, p < .01 ตามลำดับ) และคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ 6 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Z = 2.27, p =.13) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลหลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = 8.67, p< .01 และ MD = 10.08, p < .01 ตามลำดับ) โดยคะแนนพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำสูงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการควบคุมปริมาณน้ำของผู้ดูแลหลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = 1.42, p =.24) ผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเพศหญิงร้อยละ 54.20 อายุตั้งแต่ 55-87 ปี มีค่าเฉลี่ย IDWG ก่อนได้รับโปรแกรม 2.22 กิโลกรัม (SD = .83) หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 เท่ากับ 1.56 กิโลกรัม (SD = .58) และสัปดาห์ที่ 6 เท่ากับ 1.30 กิโลกรัม (SD = .61) โดยค่าเฉลี่ย IDWG ก่อนได้รับโปรแกรม หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 แตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสำคัญ (F = 18.69, p< .01) ค่าเฉลี่ย IDWG หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 4 และสัปดาห์ที่ 6 ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ (MD = .66, p <.01 และMD = .91, p < .01 ตามลำดับ) และ IDWG หลังได้รับโปรแกรมสัปดาห์ที่ 6 ต่ำกว่าสัปดาห์ที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (MD = .26, p=.03) รูปแบบของโปรแกรมและผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลสำหรับนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการพยาบาลในหน่วยไตเทียม เพื่อช่วยเหลือและเพิ่มสมรรถนะของผู้ดูแลผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในเรื่องการควบคุมปริมาณน้ำ ทั้งเรื่องการดูแลในเรื่องปริมาณน้ำและอาหารที่มีโซเดียมสูง การประเมินน้ำหนักและควบคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมต่อวัน รวมทั้งทักษะการประเมินและการจัดการภาวะน้ำเกินในผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ศึกษาในกลุ่มตัวอย่างเพียงกลุ่มเดียวไม่มีกลุ่มควบคุมอาจไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของโปรแกรมได้ชัดเจน ควรมีการติดตามประเมินผลผู้ดูแลเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งควรขยายผลให้ครอบคลุมไปยังผู้ดูแลผู้ที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมทุกราย เพื่อเป็นการสนับสนุนการร่วมดูแลอย่างถูกต้องโดยการปรับรูปแบบการให้โปรแกรมอย่างเหมาะสมกับเวลาและวิธีทำงานของพยาบาลไตเทียมในลำดับต่อไป
  • PublicationOpen Access
    ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาในผู้ป่วยศัลยกรรม
    (2568) วริษฐา แพงศริ; พิชญ์ประอร ยังเจริญ; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; Warittha Phangsri; Phichpraorn Youngcharoen; Suchira Chaiviboontham
    ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก เป็นภาวะที่ลิ่มเลือดเกิดการยึดเกาะบริเวณหลอดเลือดดำ ซึ่งจะพบได้บ่อยที่หลอดเลือดดำส่วนปลายบริเวณรยางค์ส่วนล่าง ซึ่งมักพบในผู้ปวยศัลยกรรม เนื่องจากพบปัจจัยสนับสนุนคือ การได้รับการผ่าตัดเป็นเวลานานมากกว่า 30 นาที การได้รับยาระงับความรู้สึกตัว การบาดเจ็บของหลอดเลือดจากการผ่าตัดและการอยู่บนเตียงเป็นเวลานานจากการถูกจำกัดการเคลื่อนไหวหลังผ่าตัด ปัจจุบันมีการพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก ตั้งแต่ระยะก่อนผ่าตัดจนถึงระยะหลังผ่าตัด โดยการพยาบาลที่ต่อเนื่องจะช่วยลดการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกในระยะหลังผ่าตัดของผู้ป่วย รวมทั้งป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโดยเฉพาะการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตาม ยังขาดงานวิจัยในการศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาในผู้ป่วยศัลยกรรม ซึ่งจะนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาประสิทธิภาพของการพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกในหน่วยงานศัลยกรรม การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาในผู้ป่วยศัลยกรรม โดยใช้ทฤษฎีรูปแบบประสิทธิภาพบทบาทพยาบาลของเออร์วิน ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรม โดยกำหนดองค์ประกอบให้เฉพาะเจาะจงกับบริบททางการพยาบาล ซึ่งได้แก่ โครงสร้าง กระบวนการทางการพยาบาลและผลลัพธ์จากการปฏิบัติตามกระบวนการ ซึ่งจะเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆ ภายในส่วนประกอบของโครงสร้างพยาบาลที่มีผลต่อกระบวนการพยาบาลในรูปแบบบทบาทอิสระ โดยการนำความรู้และทักษะไปใช้ในการให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วย ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีของผู้ป่วย กลุ่มตัวอย่าง คือ พยาบาลวิชาชีพหน่วยงานการพยาบาลศัลยกรรมแบบเต็มเวลา และมีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมหลังผ่าตัดอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ที่ปฏิบัติงาน ณ แผนกหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2 แห่งในสังกัดกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม จำนวน 93 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้า เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน กันยายน ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 4 ชุด ประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความรู้ของพยาบาลเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก แบบสอบถามทัศนคติของพยาบาลในการป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก และแบบสอบถามพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย หาค่าความสัมพันธ์ด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ย 31.92 ปี มีประสบการณ์การทำงานในการดูแลผู้ป่วยศัลยกรรมหลังผ่าตัดเฉลี่ยเท่ากับ 9.02 ปี พยาบาลมีคะแนนความรู้โดยรวมอยู่ในระดับดี คะแนนทัศนคติโดยรวมอยู่ในเชิงบวก และคะแนนพฤติกรรมในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกโดยรวมอยู่ในระดับดี เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ประสบการณ์การทำงานได้รับการอบรม และความรู้ของพยาบาลเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก (r = .22, p < .05; r = .21, p < .05; r =.25, p < .05 ตามลำดับ) มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนทัศนคติของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึก มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางกับพฤติกรรมของพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = .33, p < .01) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการพยาบาลเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการพยาบาลในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาในผู้ป่วยศัลยกรรมและใช้เป็นข้อมูลในการเสริมสร้างทัศนคติ ส่งเสริมความรู้และทักษะในการป้องกันการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำชั้นลึกที่ขาให้แก่พยาบาลในหน่วยงานศัลยกรรม
  • PublicationOpen Access
    ความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนหลังผ่าตัดลดน้ำหนัก
    (2568) นัทจรี ศรีสิริประเสริฐ; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์; Natjaree Srisiriprasert; Suchira Chaiviboontham; Preeda Sumritpradit
    โรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ที่ส่งผลถึงภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิตเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง จากผลกระทบต่อภาวะสุขภาพที่เกิดขึ้นจากภาวะโรคอ้วนนั้น ทำให้ผู้ป่วยโรคอ้วนพยายามสรรหาวิธีการต่าง ๆ ในการลดน้ำหนักด้วยตนเอง ทั้งที่เป็นผลดีและไม่ดีต่อภาวะสุขภาพ ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก เป็นอีกหนึ่งทางเลือก ของผู้ป่วยโรคอ้วนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีต่าง ๆ แล้วยังไม่ประสบผลสำเร็จในการลดน้ำหนัก โดยประโยชน์ของการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักนั้นไม่ได้มีเพียงแต่ผลลัพธ์ทางด้านน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ในระยะยาวยังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดโรคร่วมลงได้อีกด้วย แต่การคงสภาวะน้ำหนักตัวให้คงที่หลังผ่าตัดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นกระบวนการสำคัญซึ่งนำไปสู่ผลสำเร็จของการคงระดับน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ในระยะยาว การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยแบบพรรณนาเชิงความสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มผู้ป่วยโรคอ้วนหลังผ่าตัดลดน้ำหนักและเปรียบเทียบตัวแปรดังกล่าวในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดลดน้ำหนัก กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยโรคอ้วนที่ได้รับการผ่าตัดลดน้ำหนักมาแล้วโดยมีการติดตามอาการหลังผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง ที่เข้ารับบริการที่หน่วยตรวจผู้ป่วยนอกโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์คัดเข้าที่กำหนด จำนวน 57 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามการรับรู้ความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามการสนับสนุนทางสังคม และแบบสอบถามพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติ Independent t-test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการรับรู้ความเสี่ยงอยู่ในระดับมาก(Mean = 24.98, SD = 1.69)การรับรู้ความรุนแรงอยู่ในระดับมาก (Mean = 26.91, SD = 3.32 ) การรับรู้ประโยชน์อยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 23.10, SD =1.94) การรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 24.00, SD =2.79) แรงจูงใจด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 25.21, SD =2.66) คะแนนแรงสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับมาก (Mean = 52, SD = 11.34) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง (Mean= 2.73, SD = 17.86)โดยพบว่าการรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ แรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r =0.47, p < .01; r = 0.38, p < .01 และ r = 0.12, p< .05 ตามลำดับ) แต่การรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้อุปสรรค และแรงจูงใจด้านสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ( r = 0.05, p <.05, r =0.15, p< .05 และ r = 0.20, p <.05 ตามลำดับ) นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยต่าง ๆ ที่ศึกษาระหว่างกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดพบว่า การรับรู้ความเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค แรงจูงใจด้านสุขภาพ แรงสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มที่ประสบความสำเร็จมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จเล็กน้อย เมื่อพิจารณาพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในรายละเอียดพบว่าการปฏิบัติกิจกรรมและการออกกำลังกาย โภชนาการ การพัฒนาทางจิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การจัดการความเครียด ในกลุ่มที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพโดยกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = -2.48, p < .05) โดยรวม กลุ่มที่ประสบความสำเร็จมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จในทุกด้าน ยกเว้นด้านการจัดการความเครียด ที่กลุ่มไม่ประสบความสำเร็จมีคะแนนสูงกว่าเล็กน้อยแต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประเมินแรงสนับสนุนทางสังคมและจัดกิจกรรมเพื่อให้ครอบครัว เพื่อนและทีมสุขภาพ ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาโปรแกรมในการส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนสนับสนุนในการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ โดยเน้นด้านการกำกับ ดูแลและติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อคงระดับน้ำหนักตัวให้คงที่ภายหลังการผ่าตัด
  • PublicationOpen Access
    การศึกษาค่าใช้จ่ายทางตรงทางการแพทย์ในผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุ : การรักษาแบบผสมผสานกับการดูแลแบบประคับประคองเทียบกับการรักษามาตรฐาน
    (2568) นิลทิตา ศรีไพบูลย์กิจ โถคนิตย์; พิชัย จันทร์ศรีวงศ์; ศิริพร เสมสาร; วิชช์ เกษมทรัพย์; พงศธร เพียบเพียร; เอกภพ สิระชัยนันท์; Nintita Sripaiboonkij Thokanit; Phichai Chansriwong; Siriporn Semsarn; Vijj Kasemsup; Pongsathorn Piebpien; Ekaphop Sirachainan
    การดูแลรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองเป็นแนวทางที่ครอบคลุมทั้งการรักษาโรคและการบรรเทาอาการ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมและการวางแผนดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะแรกของการรักษา ลดความทุกข์ทรมานและช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในระยะลุกลาม ตรงกันข้าม การรักษาแบบมาตรฐานมุ่งเน้นที่การรักษาโรคเป็นหลัก โดยไม่มีการวางแผนดูแลแบบประคับประคองอย่างเป็นระบบ ความแตกต่างนี้ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบผสมผสานอาจแตกต่างจากผู้ที่ได้รับการรักษาแบบมาตรฐานโดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุมีปัญหาด้านภาวะสูงวัย ในด้านจิตใจ สังคม และเศรฐกิจที่อาจจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษงานวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การดูแลแบบประคับประคองตั้งแต่ระยะต้นสามารถลดการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินและหอผู้ป่ว ยวิกฤตส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาลลดลง อย่างไรก็ตามการเก็บรวบรวมข้อมูลและการศึกษาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของการดูแลแบบผสมสานร่วมกับการดูแบบประคับประคองในผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุในประเทศ ไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทางตรงทางการแพทย์ระหว่างผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองกับการรักษาแบบมาตรฐาน โดยใช้ข้อมูลค่าใช้จ่ายย้อนหลัง 6 เดือนก่อนเสียชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งทุกชนิดอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่เสียชีวิตระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลค่าใช้จ่ายในการรักษาถูกบันทึกอย่างเป็นระบบในคลังข้อมูลคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและระบบทะเบียนโรคมะเร็งระดับโรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ข้อมูลค่าใช้จ่ายได้มีการปรับค่าใช้จ่ายตามอัตราเงิน เฟ้อให้เป็นมูลค่าในปี 2564 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยสถิติพรรณนา สถิ ติ Independent t-test และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณสำหรับใช้ในการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ตลอดระยะเวลา 6 เดือน โดยควบคุมตัวแปรเพศ กลุ่มอายุ ชนิดของโรค และสิทธิการรักษา เพื่อประเมินผลกระทบของปัจจัยต่าง ๆ ต่อค่าใช้จ่าย ผลการศึกษาพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งอายุ 60 ขึ้นไปที่เสียชีวิตระหว่างปีที่ศึกษาทั้งสิ้น 1,013 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 52 อายุเฉลี่ยของผู้ป่วย 72.37 ปี ชนิดของผู้ป่วยมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด คือ มะเร็งปอด (ร้อยละ 20.40) รองลงมาคือ มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (ร้อยละ 15.79) และมะเร็งตับและท่อน้ำดี (ร้อยละ10.90) ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่ใช้สิทธิการรักษาแบบระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมากที่สุด (ร้อยละ 56.86) และสิทธิประกันสัง คมน้อยที่สุด พบผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาแบบมาตรฐาน และผู้ป่วยที่การดูแลรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง เป็น 798 ราย และ 215 ราย ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาแบบผสมผสานกับการดูแลประคับประคองมีจำนวนครั้งในการเข้ารับการรักษาในโรงพยา บาลและห้องฉุกเฉินลดลงอย่างนัยสำคัญทางสถิติเมื่อปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบมาตรฐาน (z = 3.04, p = .002 และ z = 2.54, p = .011) ค่าใช้จ่ายทางตรงการการแพทย์ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบผสมผสานกับประคับประคองมีค่าใช้จ่ายทางตรงในช่วง 1, 3, และ 6 เดือนก่อนเสียชีวิตเป็น 125,764.90 บาท, 269,619.90 บาท และ 362,806.00 บาท ตามลำดับ ในขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับการรักษาแบบมาตรฐานมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ 258,476.00 บาท, 376,494.80 บาท และ 494,303.20 บาท ตามลำดับ อัตราลดค่าใช้จ่ายอยู่ที่ร้อยละ 44, ร้อยละ 28, และร้อยละ 27 ในช่วง 1, 3, และ 6 เดือนก่อนเสียชีวิตตามลำดับ โดยเฉพาะในผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ค่าใช้จ่ายลดลงถึง 198,769.60 บาทในช่วง 6 เดือนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับการรักษามาตรฐานโดยค่าใช้จ่ายลดลงมากกว่าสิทธิการรักษาแบบอื่น ผลการวิเคราะห์ด้วยสถิติการถดถอยพหุคูณยืนยันว่า การรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = 4.40, p< .001 ) โดยผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้สิทธิการรักษาข้าราชการ มีค่าใช้จ่ายในการรักษาช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตสูงกว่าสิทธิการรักษาอื่น ๆ อาจเนื่องมาจาก สิทธิการรักษานี้ครอบคลุมบริการทางการแพทย์อย่างครอบคลุมและเอื้อต่อการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มากกว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยจะครอบคลุมบริการดูแลแบบประคับประคองในทุกสิทธิการรักษาตั้งแต่ปี 2545 แต่การศึกษานี้พบว่า มีเพียงร้อยละ 20 ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง อาจเป็นผลมาจาก ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลา กรของทีมดูแลแบบประคับประคองรวมถึงการรับรู้ที่ยังไม่เพียงพอเกี่ยวกับประโยชน์ของการดูแลประเภทนี้ การศึกษานี้สรุปว่า การรักษาแบบผสมผสานร่วมกับการดูแลแบบประคับประคอง เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุ นอกจากช่วยให้ผลลัพธ์ดีขึ้นและเพิ่มคุณ ภาพชีวิตยังสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ผู้กำหนดนโยบายและผู้ให้บริการทางการแพทย์ควรขยายการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองแบบบูรณาการ เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งสูงอายุได้รับการดูแลแบบองค์รวมที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในช่วงท้ายของชีวิต
  • PublicationOpen Access
    การพัฒนาและทดสอบความเป็นไปได้ของแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัด
    (2567) นิสรา ตั้นพันธ์; สุชิรา ชัยวิบูลย์ธรรม; พิชญ์ประอร ยังเจริญ; Nisara Tanphan; Suchira Chaiviboontham; Phichpraorn Youngcharoen
    ภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัด เป็นภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิแกนกายต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้ง 3 ระยะ คือระยะก่อนผ่าตัด ระยะผ่าตัด และระยะหลังผ่าตัดซึ่งพบได้มากถึงร้อยละ 90 สาเหตุเกิดจากร่างกายสร้างความร้อนลดลง และมีการสูญเสียความร้อนทางผิวหนังมากขึ้นส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆของร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลนานขึ้น ตลอดจนมีค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวที่มากขึ้น ภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดเป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นการมีแนวปฏิบัติทางการพยาบาลในการป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดจะช่วยทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบครอบคลุมทั้งการประเมินและป้องกันการเกิด การใช้แนวปฏิบัติสามารถลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดได้อย่างมีนัยสำคัญ และแนวปฏิบัติการพยาบาลจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละหน่วยงาน การวิจัยนี้เป็นการพัมนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิแห่งหนึ่ง โดยทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์ตามกรอบแนวคิด และศึกษาความเป็นไปได้และความพึงพอใจของวิสัญญีพยาบาลในการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ เพื่อให้ได้เครื่องมือในการปฏิบัติการพยาบาลอย่างเป็นมาตรฐาน และเพิ่มคุณภาพการให้บริการวิสัญญีสามารถให้การดูแลเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดแก่ผู้ป่วยตลอดระยะเวลาที่เข้ารับบริการผ่าตัด การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัด โดยใช้กรอบแนวคิดของ Soukup ร่วมกับแนวคิดของ Donabedian แบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน 1) การกำหนดปัญหาและขอบ เขตของปัญหา 2)การกำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และผลลัพธ์ 3) การสืบค้นและประเมินคุณค่าหลักฐานเชิงประจักษ์ 4)การยกร่างแนวปฏิบัติการพยาบาล 5) การตรวจสอบคุณภาพของแนวปฏิบัติโดยผู้ทรงคุณวุฒิ และระยะที่ 2 การศึกษาความเป็นไปได้และประเมินผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 คือ บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการดูแลผู้ป่วยเพื่อป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดในผู้ป่วยที่เข้ารับบริการทางวิสัญญี ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ถึงปี พ.ศ. 2564 กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 2 คือ วิสัญญีพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลจำนวน 9 รายและผู้ป่วย 35 รายที่เข้ารับบริการผ่าตัดในช่วงเวลาที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1)แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัด 2)แบบประเมินความเป็นไปได้และความพึงพอใจในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล 3)แบบบันทึกการเก็บข้อมูลระหว่างผ่าตัด 4) อุปกรณ์วัดอุณหภูมิแกนกายผู้ป่วย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนาและ สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่าแนวปฏิบัติการพยาบาล ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยง การป้องกันและจัดการภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำในผู้ป่วยที่เข้ารับบริการผ่าตัด ผลการนำแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้ไปใช้กับผู้ป่วยจำนวน 35 ราย เป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลนี้สามารถป้องกันภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดได้โดยสามารถควบคุมอุณหภูมิแกนกายไม่ต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียสได้ตลอดระยะเวลาที่ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัด พบว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิแกนกายระหว่างผ่าตัดต่ำกว่าก่อน และหลังผ่าตัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (F=46.65,p< .05) ด้านวิสัญญีพยาบาลผู้ใช้แนวปฏิบัติรายงานความเป็นไปได้และความพึงพอใจในการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลอยู่ในระดับสูงมาก แนวปฏิบัติการ พยาบาลที่พัฒนาขึ้นเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อการรับบริการ ข้อเสนอแนะที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ การนำแนวปฏิบัติการพยาบาลไปใช้ในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลอื่น ๆ อาจต้องปรับแนวปฏิบัติการพยาบาลให้เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลนั้น ๆ นอกจากนี้ควรศึกษาตัวแปรปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอุณหภูมิแกนกายต่ำระหว่างผ่าตัดเพิ่มเติม ได้แก่ ขนาดของตำแหน่งผ่าตัด และระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด ตลอดจนศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยที่เข้ารับบริการผ่าตัดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้อมูลโรคประจำตัวหัตถการ/การผ่าตัดที่ผู้ป่วยได้รับ เพื่อสามารถอภิปรายผลเรื่องภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากขึ้น
  • PublicationOpen Access
    Factors Predicting the Intention to Perform Prevention Behaviors for Coronavirus 2019 among Junior High School Students
    (2025) Benyapa Sangiumsisakul; Autchareeya Patoomwan; Jiraporn Punyoo; เบญญาภา เสงี่ยมศรีสกุุล; อัจฉรียา ปทุมวัน; จิราภรณ์ ปั้นอยู่
    While the immediate danger of COVID-19 has decreased, emerging infectious diseases remain a global concern. As restrictions ease, maintaining preventive behaviors like wearing masks, practicing hand hygiene, and maintaining social distancing becomes increasingly challenging, especially among younger populations. Adolescents who are often asymptomatic may act as disease carriers and may become less vigilant about preventive practices, potentially spreading the infection to others in their families and communities through transmissions within schools. Adolescents in junior high school represent a critical group for interventions. They are at a developmental stage where habits and attitudes toward health behaviors are formed, making them an ideal target for reinforcing long-term preventive practices. Moreover, schools serve as high-contact environments where infectious diseases can spread rapidly. Understanding the factors that influence adolescents who are junior high school students to continue practicing preventive behaviors is essential for long-term preparedness for future pandemics.This predictive correlational study aimed to investigate the ability of study variables, including attitudes, subjective norms, and perceived behavioral controls, to predict the intention to perform preventive behaviors for COVID-19 among junior high school students. The Theory of Planned Behavior (TPB) was used as a conceptual framework for this study. Three key factors, which consist of attitudes, subjective norms, and perceived behavioral control, play a crucial role in shaping intention and, in the end, behavior. Attitudes refer to students’ evaluations of preventive measures. If students perceive these behaviors as valuable and efficient, they are increasingly likely to keep practicing them. Subjective norms involve the influence of peers, family, teachers, and society on students’ behavioral choices. Social pressure or encouragement from significant others can shape students’ decisions regarding health behaviors. Perceived behavioral control reflects students’ confidence in their ability to engage in preventive measures. If they believe they have the resources and ability to continue these behaviors, they are more likely to do so. The sample consisted of 99 junior high school students who attended a school in the Secondary Education Service Area Office 33, Surin province, during the academic year 2022. The sample was selected through purposive sampling based on the following criteria: age 12-15 years old, proficiency in reading, writing, and listening in the Thai language, willingness to participate in the study, and parental or guardian consent. The sample size was calculated using the G*Power program based on the multiple regression analysis formula. The effect size was set at 0.15, the test power at 0.80, and the significance level at 0.05, resulting in a sample size of 77 participants. The researchers increased the sample size by approximately 30% to account for any incomplete data. Therefore, the total sample was 99 students. The research instruments included the Demographic Data Record Form, the Attitude Questionnaire, the Subjective Norms Questionnaire, the Perceived Behavioral Control, and the Intention Questionnaire. All instruments were developed by Park and Oh and then were translated into Thai using the back-translation technique. Data were collected from February to March 2023 through on-site data collection and analyzed using descriptive statistics and stepwise multiple regression analysis.The results showed that most of the sample were female and their age ranged from 12 to 15 years, with an average age of 13.85 (SD = 1.04). Most participants had prior knowledge about the COVID-19 infection and had experience accessing information about COVID-19 provided by national-level organizations. Additionally, most of the sample had experiences related to self-isolation due to COVID-19. The mean scores of variables indicated a positive attitude towards coronavirus 2019 infection prevention behaviors, good subjective norms, a high level of perceived behavioral control, and a high level of intention to perform prevention behaviors among the sample. The correlational analysis results indicate that intention is positively and significantly correlated with all three predictor variables. Perceived behavioral control exhibit the strongest correlation with Intention (r = .64, p < .001), followed by subjective norms (r = .52, p < .001). The weakest correlation is observed between attitude and intention (r = .41, p < .001). Attitudes and perceived behavioral control can collectively predict the intention to perform prevention behaviors for COVID-19 at a statistically significant level of 43.9% (R2 =.44, p-value =.027). However, subjective norms do not predict the intention to perform prevention behaviors. This suggests that while subjective norms influenced how participants felt about social distancing, they did not directly translate into behavioral intentions. The baseline questionnaire on subjective norms showed that items related to reference figures like teachers, schools, and parents, had the highest average scores, while peer-related items had the lowest. This study’s findings can inform school-based health education programs that focus on promoting positive attitudes toward COVID-19 prevention behaviors and enhancing perceived behavioral control that encourages intention to perform these behaviors. Future research should consider exploring additional variables to better explain the variability in the intention to perform these behaviors.
  • PublicationOpen Access
    การพัฒนาหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์และประสิทธิผลของหุ่นจำลอง
    (2568) ดลรัตน์ รุจิวัฒนากร; วรรณภา ประไพพานิช; ศุภชัย ไพบูลย์; Dolrat Rujiwatthanakorn; Wonnapha Prapaipanich; Supachai Phaiboon
    การฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่เป็นหัตถการทางการพยาบาลที่สำคัญในการฉีดวัคซีนและการบริหารยาฉีดในคลินิก ซึ่งต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ หลักการเตรียมยา เทคนิคปลอดเชื้อและเทคนิคการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดยาไม่ถูกชั้นกล้ามเนื้อ การเลือกตำแหน่งกล้ามเนื้อและขนาดของเข็มฉีดยาไม่ถูกต้องการฝึกฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่กับหุ่นจำลองในห้องปฏิบัติทักษะการพยาบาลเป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่สำคัญต่อการพัฒนาทักษะการฉีดยาของนักศึกษาพยาบาล แต่ยังขาดหุ่นจำลองเสมือนจริงที่ให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับความถูกต้องของการปฏิบัติ การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ให้ข้อมูลป้อนกลับได้ และเปรียบเทียบประสิทธิผลระหว่างหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์กับหุ่นจำลองแบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้อและแบบชุดแขนส่วนบน กรอบแนวคิดการวิจัยและพัฒนานี้เชื่อมโยงแนวคิดกรวยประสบการณ์ของเดลกับหลักกายวิภาคศาสตร์ร่วมกับหลักวิศวกรรมชีวการแพทย์โดยเน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่เหมือนจริงจากการฉีดยากับหุ่นจำลองที่มีลักษณะกล้ามเนื้อหัวไหล่ของวัยผู้ใหญ่ และการมีระบบป้อนกลับผ่านตัวส่งและรับสัญญาณของวงจรอิเล็กทรอนิกส์และสัญญาณเสียงให้ข้อมูลป้อนกลับเมื่อผู้เรียนแทงเข็มฉีดยาในตำแหน่งและความลึกที่ถูกต้องทำให้ผู้เรียนประเมินผลการปฏิบัติของตนเองได้และเกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ดำเนินการวิจัย 4 ระยะ คือ 1) ศึกษาความต้องการการพัฒนาหุ่นจำลองและทบทวนวรรณกรรม 2) พัฒนาหุ่น จำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์ 3) ประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองฯและ 4) ปรับปรุงแก้ไขหุ่นจำลองฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ลงทะเบียนเรียนวิชาการพยาบาลรากฐานจำนวน 60 ราย และอาจารย์พยาบาลจำนวน 6 รายรวมทั้งหมด 66 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ หุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์ แบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้อและแบบชุดแขนส่วนบนที่มีสายรัด สัญญาณไฟและเสียงเก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบฉีดยาทางกล้ามเนื้อกับหุ่นจำลอง 3 แบบ ได้แก่ แบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้อ แบบมีปฏิสัมพันธ์และแบบชุดแขนส่วนบน ตามลำดับ ใช้้วลาแบบละ 5 นาที รวมเวลาการทดสอบทั้งหมด 15 นาที และใช้แบบประเมินประสิทธิผลของหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ความเสมือนจริง (2) การเสริมสร้างทักษะการฉีดยาทางกล้ามเนื้อ (3) การเสริมสร้างทัศนคติต่อการปฏิบัติการพยาบาล และ (4) การนำไปใช้โดยใช้เวลาตอบ 5 นาที รวมเวลาเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด 20 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยายการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำและวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่โดยใช้สถิติบอนเฟอร์โรนีในกลุ่มนักศึกษาพยาบาล การทดสอบฟรีดแมนและวิเคราะห์เปรียบเทียบรายคู่โดยใช้สถิติดันบอนเฟอร์โรนีในกลุ่มอาจารย์พยาบาล ผลการวิจัยพบว่า หุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์มีลักษณะเป็นผู้ใหญ่เพศชายครึ่งตัว กล้ามเนื้อหัวไหล่หล่อจากซิลิโคนสีขาวเหลือง มีระบบสัญญาณเสียงเป็นคำพูดเมื่อแทงเข็มในตำแหน่งและความลึกได้ถูกต้อง ประสิทธิผลโดยรวมของหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่ 3 แบบในกลุ่มนักศึกษาพยาบาลแตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F2,118 = 56.83, p < .001) ประสิทธิผลโดยรวมของหุ่นจำลองการฉีดยาทาง กล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์ในนักศึกษาพยาบาลสูงกว่าแบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้อและแบบชุดแขนส่วนบนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ตามลำดับ (MD = -1.15, SE = .13, p < .001, 95% CI= [-1.469, -.840]; MD = -.86, SE = .11, p < .001, 95% CI =[-1.122, -.597]) ประสิทธิผลโดยรวมของหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบชุดแขนส่วนบนในนักศึกษาพยาบาลสูงกว่าแบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (MD = -.29, SE =.10, p < .05, 95% CI= [-.546, -.045]) นอกจากนั้นในกลุ่มอาจารย์พยาบาล ประสิทธิผลโดยรวมของหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่ 3 แบบในกลุ่มอาจารย์พยาบาลแตกต่างกันอย่างน้อย 1 คู่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ χ2 (2, N=6) = 9.65, p < .01) ประสิทธิผลโดยรวมของหุ่นจำลองการฉีดยา ทางกล้ามเนื้อหัวไหล่แบบมีปฏิสัมพันธ์สูงกว่าแบบชิ้นส่วนกล้ามเนื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (z = -1.75, p < .01) ผลการศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าหุ่นจำลองการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่ที่มีลักษณะเหมือนจริงและให้ข้อมูลป้อนกลับได้ ช่วยให้ปฏิบัติตามขั้นตอนการฉีดยาได้ครบถ้วน สะดวก และประเมินความถูกต้องของการปฏิบัติได้ ควรนำไปใช้ในการฝึกทักษะการฉีดยาทางกล้ามเนื้อหัวไหล่ของนักศึกษาพยาบาล เพื่อพัฒนาทักษะให้แม่นยำ ส่งเสริมความตระหนักถึงความปลอดภัยและความสุขสบายของผู้ปวย การพัฒนาและวิจัยต่อไปควรสร้างปุ่มกระดูกหัวไหล่ที่มีกระดูกสะบักคลำได้ชัดเจน มีความหนืดของชั้นกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นขณะถอนเข็มฉีดยาออก มีระยะเวลาของการประเมินประสิทธิผลหลายครั้ง และเพิ่มขนาดตัวอย่างกลุ่มอาจารย์พยาบาลใน การเปรียบเทียบประสิทธิผล
  • PublicationOpen Access
    การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกชนิดที่ไม่ใช้ไหมเย็บแบบเปิดแผลเล็กในระยะผ่าตัด : กรณีศึกษา
    (2568) สุชาต ไชยโรจน์; พิมพ์ณดา พิชัยภาณุพัฒน์; Suchart Chaiyaroj; Pimnada Pichaiphanupatt
    การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกชนิดไม่ใช้ไหมเย็บแบบเปิดแผลเล็ก หรือ right mini-thoracotomy sutureless aortic valve replacement (RMT-SLAVR) เป็นเทคนิคใหม่ด้านศัลกรรมหัวใจที่รวมข้อดีของการผ่าตัดแบบแผลเล็ก และการใช้ลิ้นหัวใจเทียมชนิดไม่ต้องเย็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดระยะเวลาการใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม ลดเวลาการหนีบ (clamp) หลอดเลือดแดงใหญ่ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูงต่อการผ่าตัดแบบเปิดอก บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพยาบาลในระยะผ่าตัดของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด RMT-SLAVR โดยใช้กรณีศึกษาของผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 64 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบและลิ้นรั่วร่วมด้วย และได้รับการผ่าตัดแบบ RMT-SLAVR เป็นข้อมูลหลักในการประมวลแนวคิดทาง การพยาบาล การดูแลผู้ป่วยรายนี้ใช้กรอบแนวคิดจากชุดข้อมูลการพยา บาลระยะผ่าตัด (Perioperative Nursing Data Set: PNDS) ของสมาคมพยาบาลวิชาชีพห้องผ่าตัดแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเน้นการวินิฉัยทางการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และผลลัพธ์ที่คาดหวัง แนว ทางการพยาบาลที่นำมาใช้ในกรณีศึกษานี้ให้ความสำคัญกับการดูแลแบบองค์รวม โดยแบ่งข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลหลักออกเป็น 5 ข้อ ได้แก่ 1) ผู้ป่วยมีความรู้ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการผ่าตัดที่ได้รับ 2) ผู้ป่วยมีความวิตกกังวัลต่อการผ่าตัดและผลลัพธ์ของการรักษา 3) ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดสิ่งของตกค้างภายในแผลผ่าตัด 4) ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมในห้องผ่าตัด และ 5) ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการบกพร่องของเนื้อเยื่อหัวใจ สมอง และหลอดเลือดจากการใช้เครื่องหัวใจและปอดเทียม พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการประเมินปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ทั้งทางกาย ภาพและจิตสังคมโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มักมีโรคร่วม เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะสมองเสื่อมการเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัดอย่างเหมาะสม เช่น การให้ข้อมูลด้วยภาพ การพูดคุยที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยตั้งคำถาม และการส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนร่วม ช่วยลดความวิตกกังวลได้อย่างมีประสิทธิภาพในระหว่างผ่าตัด พยาบาลห้องผ่าตัดต้องมีทักษะเฉพาะในการเตรียมเครื่องมือพิเศษ เช่น กล้องวิดีทัศน์ อุปกรณ์ถ่างขยายแบบยาว รวมถึงการควบคุมการนับเครื่องมือที่เป็นระบบเพื่อป้อง กันการลืมวัตถุภายในร่างกายผู้ป่วยหลังผ่าตัด การพยาบาลในกรณีนี้ยังครอบคลุมถึงการจัดท่าผ่าตัด การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย การเตรียมระบบฉุกเฉิน เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้า (defibrillator) และการประสานงานกับทีมศัลยแพทย์ วิสํญญีแพทย์ และเทคโนโลยีหัวใจและทรวงอกอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น พยาบาลยังต้องมีความพร้อมในการประเมินผลลัพธ์ เช่น สัญญาณชีพ การไหลเวียนเลือด และความรู้สึกตัวของผู้ป่วยก่อนเคลื่อนย้ายออกจากห้องผ่าตัด บทเรียนที่ได้จากกรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการพยาบาลระยะผ่าตัดในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด RMT-SLAVR จำเป็นต้องอาศัยความรู้และทักษะเฉพาะทาง รวมถึงความสามารถในการประสานงานแบบสหวิชาชีพอย่างเป็นระบบ การใช้กรอบแนวคิดจากชุดข้อมูลการพยาบาลระยะผ่าตัดช่วยให้พยาบาลสามารถวางแผนการดูแลได้อย่างคลอบคลุม ทั้งด้านร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือความปลอดภัย ความสบาย และผลลัพธ์ทางการรักษาที่ดีที่สุดในอนาคตควรมีการต่อยอดแนวทางการดูแลนี้ไปสู่ผู้ป่วยกลุ่มอื่นที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบแผลเล็ก เช่น การผ่าตัดลิ้นหัวใจไมตรัล การผ่าตัดบายพาสแบบแผลเล็ก หรือแม้แต่การผ่าตัดแบบผสมผสานเทคนิค (hybrid) เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลและลดภาระของระบบสาธารณสุขการเผยแพร่ความรู้จากกรณีศึกษาเช่นนี้ จึงมีคุณค่าทั้งในด้านการปฏิบัติจริง และการพัฒนาองค์ความรู้ของพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมหัวใจ
  • PublicationOpen Access
    A Comparative Study of Nursing Practices and Outcomes of Care for Children with Sepsis Using Systemic Inflammatory Response Syndrome and Thammasat Pediatric Early Warning Scores Criteria and Thammasat University Hospital Pediatric Sepsis Screening Scores
    (2025) Ying Sirisom; Lawan Singhasai; Autchareeya Patoomwan; Onsuthi Pharadornuwat; หญิิง ศิริโสม; ลาวัลย์ สิงห์สาย; อัจฉรียา ปทุุมวัน; อรสุธี ภราดร์นุวัฒน์
    Sepsis is a life-threatening condition and a leading cause of morbidity and mortality in hospitalized children. Early recognition of sepsis and timely initiation of treatment can reduce complications and mortality. The Thammasat University Hospital pediatric sepsis protocol consists of a sepsis screening tool and pediatric sepsis guidelines based on the Surviving Sepsis Campaign Guidelines for Pediatrics. Clinical tools, such as the Systemic Inflammatory Response Syndrome (SIRS) criteria, combined with the Thammasat Pediatric Early Warning Scores (TPEWS), have long served as standard frameworks in pediatric sepsis screening and care escalation. However, a new version of institution-specific screening tools, the Thammasat University Hospital Pediatric Sepsis Screening Score (TUH pediatric sepsis screening score), has been developed aiming at improving early detection. This retrospective comparative study aimed to evaluate nursing practice and clinical outcome associated with the use of SIRS plus TPEWS criteria versus the TUH pediatric sepsis screening score. The study applied the Donabedian Model of quality assessment, consisting of three components,which include 1) the structure component covering the original and new versions of sepsis screening protocol, 2) the process involving the actual activities, such as assessment of sepsis according to sepsis screening protocol and timely administration of antibiotic within one hour, and 3) the outcome dimension encompassing key clinical indicators, such as incidence of septic shock, sepsis-related mortality, and registered nurse satisfaction with the screening tools used. Outcome data were collected using the original pediatric sepsis protocol, which included the SIRS criteria and the TPEWS from December 2020 to March 2022, and the new version of the TUH Pediatric Sepsis Screening Score from April 2022 to July 2023. Data were collected from the Electronic Medical Records (EMR) of a sample of pediatric patients at risk for sepsis who were admitted to the pediatric ward at Thammasat University Hospital. The sample was selected through purposive sampling. Inclusion criteria comprised pediatric patients with a fever and a body temperature above 38.5 °C. Exclusion criteria were: 1) presentation with septic shock prior to hospital admission,2) incomplete or missing data, 3) family refusal or termination of treatment, and 4) being transferred to another healthcare facility. The researcher obtained patient medical records that met the inclusion criteria from the Information Technology Office at Thammasat University Hospital. The patient sample was categorized into two groups: 281 pediatric patients who received the original version of the pediatric sepsis protocol, and 514 pediatric patients who received the new version of the protocol.Nurse satisfaction with the pediatric sepsis protocol was assessed from 43 registered nurses. Inclusion criteria for the nurse participants: 1) a minimum of three years of experience in pediatric care, 2) prior experience with nursing practices under both the original and new versions of the pediatric sepsis protocol, and 3) willingness to participate in the study. The researcher collected data using questionnaires enclosed in an envelope and distributed directly to the selected nurse participants for self-completion. The research instruments included: the Pediatric Patient Data Recording Forms, the SIRS and TPEWS Assessment Form, the TUH Pediatric Sepsis Screening Score Assessment Form,the Nursing Care Documentation Forms, the Clinical Outcomes Assessment Form, the Nurse Demographic Data Recording Forms, and the Nurse Satisfaction with the Pediatric Sepsis Protocol Questionnaire. The content validity index (CVI) of all research instruments was equal to 1. The reliability coefficients of the satisfaction of nurses with the original version and the new version of the Pediatric Sepsis Protocol Questionnaire, as measured by Cronbach’s alpha, were .95 and .97,respectively. SPSS version 29 was used to analyze the data and determine statistical significance at .05. Data were analyzed using descriptive statistics, chi-square, Fisher’s exact test, independent t-tests, and paired t-tests. The research findings revealed that the sepsis in pediatrics using the TUH pediatric sepsis screening score assessment and the administration of the antibiotic within one hour were significantly greater, but the rate of septic shock was significantly lower than using the SIRS plus TPEWS assessment (χ2 = 10.66, p < .05); the mortality from sepsis was not a significant difference (p > .05). Registered nurses reported significantly higher satisfaction both overall and across all dimensions when using the new version of the pediatric sepsis protocol than the original version (t = -5.50, p < .05). The findings of this study have significant implications for pediatric sepsis management. These results support the use of the TUH Pediatric Sepsis Screening Score as a more effective and user-friendly tool for early identification and management of pediatric sepsis in clinical practice.
  • PublicationOpen Access
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการสําเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอกคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
    (2569) นงนุช พันธุตา; ศิริรัตน์ เรืองสวัสดิ์; นิภา ภิญโญเสริมรัตน์; ฉัตรชัย เหมือนประสาท; Nongnuch Phuntuta; Sirirat Ruangsawat; Nipa Pinyosermrat; Chatchai Muanprasat
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาเกินระยะเวลาแผนการศึกษา เป็นการวิจัยเชิงสำรวจจากผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2560 – 2564 จำนวน 43 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคำนวณค่าทางสถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาของการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มีผลกระทบในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ด้าน คือ ด้านนักศึกษา (x ̅= 4.55) รองลงมาด้านอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และความสะดวกในการติดต่อหรือช่องทางการติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา (x ̅= 4.54) และด้านการบริการแหล่งค้นคว้าทางวิชาการ (x ̅= 4.52) ในส่วนของปัจจัยที่มีผลกระทบในระดับมาก จำนวน 2 ด้าน คือ ด้านการดำเนินการทำวิทยานิพนธ์และการเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา (x ̅= 4.48) และ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตร (x ̅= 4.26) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาตามแผนการศึกษาและเกินแผนการศึกษา พบว่า โดยภาพรวมของปัจจัยทั้ง 5 ด้าน แม้ว่าผลการวิจัยจะไม่ปรากฏค่านัยสำคัญทางสถิติ แต่ยังสามารถนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นประโยชน์ โดยเน้นการวิเคราะห์แนวโน้มของข้อมูล ตรวจสอบปัจจัยที่อาจมีผลต่อผลลัพธ์ และเสนอแนวทางสำหรับการศึกษาในอนาคต