Publication: Radiation Dose in Coronary Angiogram: A Comparison of Radial and Femoral Approach
12
1
Issued Date
2023
Resource Type
Resource Version
Accepted Manuscript
Language
eng
File Type
application/pdf
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Journal Title
Ramathibodi Medical Journal
Volume
46
Issue
3
Start Page
26
End Page
31
Access Rights
open access
Rights
ผลงานนี้เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล ขอสงวนไว้สำหรับเพื่อการศึกษาเท่านั้น ต้องอ้างอิงแหล่งที่มา ห้ามดัดแปลงเนื้อหา และห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า
Rights Holder(s)
Department of Medicine Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 46, No. 3 (Jul - Sep 2023), 26-31
Suggested Citation
Chulaporn Sirikhamkorn, Natcha Soontornmanokati, Krissada Meemook, จุฬาภรณ์ ศิริคำกร, ณัชชา สุนทรมโนคติ, กฤษฎา มีมุข Radiation Dose in Coronary Angiogram: A Comparison of Radial and Femoral Approach. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 46, No. 3 (Jul - Sep 2023), 26-31. 31. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/109819
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Radiation Dose in Coronary Angiogram: A Comparison of Radial and Femoral Approach
Alternative Title(s)
การเปรียบเทียบปริมาณรังสีในผู้ป่วยที่รับการตรวจสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ และหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ
Author's Affiliation
Abstract
Background: Many clinical trials have demonstrated the benefit of trans-radial access (TRA) over trans-femoral access (TFA) in reducing mortality and bleeding events, but there is some concern about radiation exposure with radial access.
Objective: To assess the difference in radiation exposure between radial and femoral approach as measured by dose-area product (DAP) and fluoroscopy time.
Methods: This cross-sectional study was performed in patients aged 15 years and above who underwent invasive percutaneous coronary angiography at Ramathibodi Hospital between December 2019 and December 2020. Exclusion criteria included previous coronary artery bypass graft, unstable hemodynamic status during procedure, and changing the access site or using access sites other than femoral or radial arteries. Demographic data of patients was collected through medical records. DAP and fluoroscopy time of patients with radial and femoral approach were evaluated.
Results: Of 427 patients (49.4% male wtih mean age of 65.7 years), 245 (57.4%) patients underwent TFA. There was no significant difference in the median DAP between the radial and femoral approach (radial 1838 mGy.cm2 vs femoral 1690.7 mGy.cm2, P = .31). However, the fluoroscopy time was significantly higher in radial approach group (radial 4.6 min vs femoral 3.3 min, P < .001).
Conclusions: The radiation exposure was not significantly different between trans-radial and trans-femoral coronary angiography.
บทนำ: การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือได้ประโยชน์เหนือกว่าการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบด้านการลดอัตราเสียชีวิตและภาวะเลือดออก แต่การศึกษาเหล่านั้นยังขาดการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับวัตถุประสงค์:เพื่อประเมินความแตกต่างของปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือเปรียบเทียบกับหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ โดยการวัดค่าปริมาณรังสีต่อพื้นผิว (Dose-area product, DAP) และระยะเวลาการฉายรังสี (Fluoroscopy time) วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการสวนหัวใจในโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 เกณฑ์คัดออกคือ ผู้ป่วยเคยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมาก่อน ผู้ป่วยที่มีอัตราการไหลเวียนโลหิตระหว่างทำหัตถการไม่คงที่ และผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งในการทำหัตถการหรือตำแหน่งอื่น ๆ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเก็บรวบรวมจากเวชระเบียน ปริมาณรังสีต่อพื้นผิวและระยะเวลาการฉายรังสีถูกประเมินในผู้ป่วยที่สวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือเปรียบเทียบกับหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย จำนวน 427 คน (เพศชายร้อยละ 49.4 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 65.7 ปี) ผู้ป่วยได้รับการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ จำนวน 245 คน คิดเป็นร้อยละ 57.4 พบว่า ระยะเวลาการฉายรังสีของการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงที่ข้อมือมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (หลอดเลือดแดงที่ข้อมือ 4.6 นาที และหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ 3.3 นาที, P < .001) เมื่อเปรียบเทียบค่าปริมาณรังสีต่อพื้นผิวไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (หลอดเลือดแดงที่ข้อมือ 1,838 mGy.cm2 และหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ 1,690.7 mGy.cm2, P = .31) สรุป: ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ
บทนำ: การศึกษาที่ผ่านมาพบว่าการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือได้ประโยชน์เหนือกว่าการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบด้านการลดอัตราเสียชีวิตและภาวะเลือดออก แต่การศึกษาเหล่านั้นยังขาดการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับวัตถุประสงค์:เพื่อประเมินความแตกต่างของปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือเปรียบเทียบกับหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ โดยการวัดค่าปริมาณรังสีต่อพื้นผิว (Dose-area product, DAP) และระยะเวลาการฉายรังสี (Fluoroscopy time) วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังในผู้ป่วยอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่เข้ารับการสวนหัวใจในโรงพยาบาลรามาธิบดี ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 เกณฑ์คัดออกคือ ผู้ป่วยเคยผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจมาก่อน ผู้ป่วยที่มีอัตราการไหลเวียนโลหิตระหว่างทำหัตถการไม่คงที่ และผู้ป่วยที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งในการทำหัตถการหรือตำแหน่งอื่น ๆ ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเก็บรวบรวมจากเวชระเบียน ปริมาณรังสีต่อพื้นผิวและระยะเวลาการฉายรังสีถูกประเมินในผู้ป่วยที่สวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือเปรียบเทียบกับหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ ผลการศึกษา: กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย จำนวน 427 คน (เพศชายร้อยละ 49.4 อายุเฉลี่ยเท่ากับ 65.7 ปี) ผู้ป่วยได้รับการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ จำนวน 245 คน คิดเป็นร้อยละ 57.4 พบว่า ระยะเวลาการฉายรังสีของการสวนหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงที่ข้อมือมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (หลอดเลือดแดงที่ข้อมือ 4.6 นาที และหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ 3.3 นาที, P < .001) เมื่อเปรียบเทียบค่าปริมาณรังสีต่อพื้นผิวไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (หลอดเลือดแดงที่ข้อมือ 1,838 mGy.cm2 และหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ 1,690.7 mGy.cm2, P = .31) สรุป: ปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับจากการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการสวนหัวใจผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ
