Publication: Can Adiponectin Predict Hypertensive Disorder in Pregnancy?
Issued Date
2010
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Research Center Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Research Center Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 33, No. 2 (Apr-Jun 2010), 49-56
Suggested Citation
Somsri Pitukkijronnakorn, Panyu Panburana, Kanokwan Wetsatada, Umaporn Udomsubpayakul, Sawaek Weerakiet, สมศรี พิทักษ์กิจรณกร, พัญญู พันธ์บูรณะ, กนกวรรณ เวสธาดา, อุมาพร อุดมทรัพยากุล, เสวก วีระเกียรติ Can Adiponectin Predict Hypertensive Disorder in Pregnancy?. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 33, No. 2 (Apr-Jun 2010), 49-56. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/79856
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Can Adiponectin Predict Hypertensive Disorder in Pregnancy?
Alternative Title(s)
ระดับสาร Adiponectin สามารถใช้ทำนายการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ได้หรือไม่
Abstract
Objective: To determine whether adiponectin can predict hypertensive disorder in pregnancy (HDP).
Methods: All women with singleton pregnancy and who were at risk of gestational diabetes mellitus (GDM) were studied. They underwent a 50 gram glucose challenge test (GCT) and a blood sample test for adiponectin between 21 and 27 weeks gestation. Subsequently, between 24 and 28 weeks gestation the women underwent a 100 gram oral glucose tolerance test (OGTT). The pregnancy and perinatal outcomes in all women were observed and analyzed.
Results: There were 359 women enrolled in this study. Twenty-two case of HDP (6.1%) and 60 women with GDM (16.7%) were diagnosed. There were no significant difference in age, pre-pregnant BMI, sampling day BMI, weight gain on sampling day and total weight gain during pregnancy in both groups. Serum adiponectin was not significantly lower in HDP than non-HDP women (P = NS). There was a relationship between pre-pregnant BMI and total adiponectin levels in HDP (P = 0.0143). The area under the receiver-operator characteristic curve was 0.5853. In order to predict HDP, an arbitrarily cut-off value of adiponectin was determined. With the adiponectin cut-off value < 4.4 mg/ml, the sensitivity, specificity, PPV and NPV were 4.55%, 90.50%, 4.76% and 93.14% respectively. At cut-off value, only 1 out of 22 cases of HDP could be identified.
Conclusion: The levels of adiponectin in women with HDP were not significantly different from those without HDP and could not predict HDP.
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้ระดับสาร Adiponectin ในการทำนายการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ วิธีการศึกษา: ศึกษาในสตรีตั้งครรภ์เดี่ยวที่มีเกณฑ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ โดยทุกรายจะได้รับการตรวจเลือดหาค่า 50 gm glucose challenge test และค่า Adiponectin ที่ระหว่างอายุครรภ์ 21-27 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะได้รับการตรวจหาค่า 100 gm glucose challenge test ที่ระหว่างอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แล้วเก็บข้อมูลศึกษาผลของการตั้งครรภ์ต่อมารดาและทารกในครรภ์ ผลการศึกษา: จากการศึกษาสตรีตั้งครรภ์เดี่ยว จำนวน 359 ราย ที่มีเกณฑ์เฉลี่ยต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์พบว่า อุบัติการณ์เกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ จำนวน 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.1 ภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์จำนวน 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.7 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่มีและไม่มีภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ ด้านอายุ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในวันที่เจาะเลือด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ระหว่างที่ตั้งครรภ์ และระดับสาร adiponectin แต่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์กับระดับสาร adiponectin ในกลุ่มที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ (P = 0.0143) จากการศึกษา Receiver-operator characteristic curve พบว่าพื้นที่ใต้กราฟมีค่าเท่ากับ 0.5853 ผู้วิจัยได้เลือกค่า adiponectin ย้อยกว่า 4.4 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เพื่อทำนายภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ พบว่ามีค่า sensitivity, specificity, positive predictive value และ negative predictive value เท่ากับร้อยละ 4.55 ร้อยละ 90.50 ร้อยละ 4.76 และร้อยละ 93.14 ตามลำดับย สรุป: ระดับสาร adiponectin ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง และไม่สามารถใช้ทำนายการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ได้
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะใช้ระดับสาร Adiponectin ในการทำนายการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ วิธีการศึกษา: ศึกษาในสตรีตั้งครรภ์เดี่ยวที่มีเกณฑ์เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ โดยทุกรายจะได้รับการตรวจเลือดหาค่า 50 gm glucose challenge test และค่า Adiponectin ที่ระหว่างอายุครรภ์ 21-27 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะได้รับการตรวจหาค่า 100 gm glucose challenge test ที่ระหว่างอายุครรภ์ 24-28 สัปดาห์ แล้วเก็บข้อมูลศึกษาผลของการตั้งครรภ์ต่อมารดาและทารกในครรภ์ ผลการศึกษา: จากการศึกษาสตรีตั้งครรภ์เดี่ยว จำนวน 359 ราย ที่มีเกณฑ์เฉลี่ยต่อการเกิดภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์พบว่า อุบัติการณ์เกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ จำนวน 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.1 ภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์จำนวน 60 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.7 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในกลุ่มที่มีและไม่มีภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ ด้านอายุ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ก่อนตั้งครรภ์ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ในวันที่เจาะเลือด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ระหว่างที่ตั้งครรภ์ และระดับสาร adiponectin แต่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีมวลกายก่อนการตั้งครรภ์กับระดับสาร adiponectin ในกลุ่มที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ (P = 0.0143) จากการศึกษา Receiver-operator characteristic curve พบว่าพื้นที่ใต้กราฟมีค่าเท่ากับ 0.5853 ผู้วิจัยได้เลือกค่า adiponectin ย้อยกว่า 4.4 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เพื่อทำนายภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ พบว่ามีค่า sensitivity, specificity, positive predictive value และ negative predictive value เท่ากับร้อยละ 4.55 ร้อยละ 90.50 ร้อยละ 4.76 และร้อยละ 93.14 ตามลำดับย สรุป: ระดับสาร adiponectin ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะความดันโลหิตสูง และไม่สามารถใช้ทำนายการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ได้