Publication: Prevalence and associated factors of exclusive breastfeeding among mothers in Pan-Ta-Naw township, Myanmar
Issued Date
2015
Resource Type
Language
eng
ISSN
1905-1387
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development. Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development. Vol. 13, No.3 (Sep - Dec 2015), 81-94
Suggested Citation
Wai Lynn Kyi, Aroonsri Mongkolchati, Jiraporn Chompikul, Somsak Wongsawass Prevalence and associated factors of exclusive breastfeeding among mothers in Pan-Ta-Naw township, Myanmar. Journal of Public Health and Development. Vol. 13, No.3 (Sep - Dec 2015), 81-94. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/2423
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Prevalence and associated factors of exclusive breastfeeding among mothers in Pan-Ta-Naw township, Myanmar
Alternative Title(s)
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลี้ยงลูกด้วย นมแม่อย่างเดียวของแม่ในเมืองปันตานาว ประเทศพม่า
Other Contributor(s)
Abstract
This cross sectional study aimed to explore the prevalence and predictors of exclusive breastfeeding practices in
Pan-Ta-Naw Township, Ayyerwaddy Region, Myanmar. Two-stage stratified sampling was used to randomly select a sample
of 403 mothers who have a child aged 6-12 months. They were interviewed both in rural and urban hospitals. The research
instrument was consisted of 43 questions.Chi-square tests and multiple logistic regressions were performed to examine
factors associated with exclusive breastfeeding.
The prevalence of the first six-month exclusive breastfeeding was 15%. This study found that most mothers introduced
water and rice to their infant as well as breast feeding, and very few mothers used formula milk, juice or cow’s milk. The
following factors were significant associations with exclusive breast feeding: place of residence (Adj.OR=5.88, 95%CI=2.02-
17.12), marital status (Adj.OR=6.34, 95%CI=1.76-22.90), mother’s education(Adj.OR=6.72, 95%CI=1.52-29.61), mother’s
occupation (Adj.OR=5.94, 95%CI=2.23-15.81), places of delivery (Adj.OR=7.29, 95%CI=2.48-21.38), ANC visit at least 4
times (Adj.OR=27.02, 95%CI=7.57-96.49), and knowledge about breastfeeding (Adj.OR=10.84, 95%CI=3.11-37.77). The
strongest predictor was making ANC visits at least 4 times.
This study found that mothers in both rural and urban area were likely to have little understanding about exclusive
breast feeding; hence, health education regarding to this issue should be promoted. As the frequency of ANC visits has been
showed to be the strongest significant factors, enhancing the mother’s knowledge about breastfeeding should be considered
to include in the ante-natal period of services in health centres.
วัตถุประสงค์ของการศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้เพื่อสำรวจความชุกและปัจจุยที่สามารถทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างเดียวในเมืองปันตานาว แขวงอิรวาดี ประเทศพม่า โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิสองขั้นตอน ได้ตัวอย่างที่เป็นมารดา ซึ่งมีบุตรอายุ 6 – 12 เดือน จำนวน 403 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลในเขตเมืองและชนบท เครื่องมือ ในการวิจัยประกอบด้วยคำถาม 43 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยไคสเควร์และการถดถอยลอจิสติคพหุคูณเพื่อสำรวจปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ความชุกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตเท่ากับ 15% การศึกษานี้พบว่ามารดาส่วน ใหญ่ให้ลูกกินน้ำและข้าวพร้อมกับนมแม่และมีมารดาบางคนทีให้ลูกกินนมขวด น้ำผลไม้และนมวัวปัจจัยต่อไปนี้มีความ สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว สถานที่อยู่อาศัย (Adj OR = 5.88, 95% CI = 2.02 – 17.12) สถานภาพสมรส (Adj OR = 6.34, 95% CI = 1.76 – 22.90) การศึกษาของมารดา (Adj OR = 6.72, 95% CI = 1.52 -29.61) อาชีพของมารดา (Adj OR = 5.94, 95% CI = 2.23 – 15.81) สถานที่คลอดบุตร (Adj OR = 7.29, 95% CI 2.48 – 21.38) การไปรับบริการที่คลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง (Adj OR = 27.02, 95% CI = 7.57 – 96.49) และ ความรู้เกี่ยงกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Adj OR = 10.84, 95% CI 3.11 – 37.77) ปัจจัยที่ทำนายการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ อย่างดียวได้ดีที่สุดคือการไปคลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง การศึกษานี้พบว่ามารดาทั้งในชนบทและเมืองมีความรู้เข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวน้อยมาก ควรส่งเสริม การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากการไปคลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง เป็นตัวทำนายที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในคลินิกฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยต่างๆ
วัตถุประสงค์ของการศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้เพื่อสำรวจความชุกและปัจจุยที่สามารถทำนายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อย่างเดียวในเมืองปันตานาว แขวงอิรวาดี ประเทศพม่า โดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิสองขั้นตอน ได้ตัวอย่างที่เป็นมารดา ซึ่งมีบุตรอายุ 6 – 12 เดือน จำนวน 403 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ที่โรงพยาบาลในเขตเมืองและชนบท เครื่องมือ ในการวิจัยประกอบด้วยคำถาม 43 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยไคสเควร์และการถดถอยลอจิสติคพหุคูณเพื่อสำรวจปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ความชุกของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตเท่ากับ 15% การศึกษานี้พบว่ามารดาส่วน ใหญ่ให้ลูกกินน้ำและข้าวพร้อมกับนมแม่และมีมารดาบางคนทีให้ลูกกินนมขวด น้ำผลไม้และนมวัวปัจจัยต่อไปนี้มีความ สัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว สถานที่อยู่อาศัย (Adj OR = 5.88, 95% CI = 2.02 – 17.12) สถานภาพสมรส (Adj OR = 6.34, 95% CI = 1.76 – 22.90) การศึกษาของมารดา (Adj OR = 6.72, 95% CI = 1.52 -29.61) อาชีพของมารดา (Adj OR = 5.94, 95% CI = 2.23 – 15.81) สถานที่คลอดบุตร (Adj OR = 7.29, 95% CI 2.48 – 21.38) การไปรับบริการที่คลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง (Adj OR = 27.02, 95% CI = 7.57 – 96.49) และ ความรู้เกี่ยงกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Adj OR = 10.84, 95% CI 3.11 – 37.77) ปัจจัยที่ทำนายการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ อย่างดียวได้ดีที่สุดคือการไปคลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง การศึกษานี้พบว่ามารดาทั้งในชนบทและเมืองมีความรู้เข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวน้อยมาก ควรส่งเสริม การให้สุขศึกษาเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เนื่องจากการไปคลินิคฝากครรภ์อย่างน้อย 4 ครั้ง เป็นตัวทำนายที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในคลินิกฝากครรภ์ที่สถานีอนามัยต่างๆ