Publication: Factors associated with anaemia among pregnant women in Kegalle district, Sri Lanka
6
1
Issued Date
2015
Resource Type
Language
eng
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
ASEAN Institute for Health Development Mahidol University
Bibliographic Citation
Journal of Public Health and Development Vol.13, No.2 (May - August 2015), 45-56
Suggested Citation
Sriyal Wijesinghe, Sariyamon Tiraphat, Seo Ah Hong, Jiraporn Chompikul, Nilmini Hemachandra Factors associated with anaemia among pregnant women in Kegalle district, Sri Lanka. Journal of Public Health and Development Vol.13, No.2 (May - August 2015), 45-56. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/2530
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Factors associated with anaemia among pregnant women in Kegalle district, Sri Lanka
Alternative Title(s)
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ อำเภอเคกาล ประเทศศรีลังกา
Other Contributor(s)
Abstract
Maternal nutritional status is an important factor for a better outcome of the pregnancy. Anaemia
and being underweight are preventable nutritional deficiencies which should be addressed long before the
pregnancy.
This cross sectional analytical study was carried out to determine the prevalence of anaemia during the
first trimester of pregnancy and its associated factors among pregnant women in Kegalle district, Sri Lanka.
Data were collected using clusters from six MOH divisions comprising 320 pregnant women who were more
than 12 weeks of pregnancy. Face to face interviews and maternal health records were used to collect data.
Analysis was done through Chi square test and multiple logistic regression to identify the factors related to
anaemia in the first trimester.
The results showed a 16.2% prevalence of anaemia during the first trimester of pregnancy. The risk
of anaemia at first trimester of pregnancy was found to be prominent with BMI and the age of last child.
Pregnant women with low BMI compared to normal BMI and those having a last child below 3 yrs
compared to those having a last child over 5 yrs of age had 4 (95%CI:1.79 - 9.79) and 4.6 times (95%CI:1.27
- 16.74) higher risk of having anaemia respectively.
Therefore, birth spacing with a child less than 3 yrs of age and strengthening of pre-pregnancy iron
supplementation for expecting women with low BMI (underweight) will be useful modes to prevent future
anaemia during the pregnancy.
ภาวะโภชนาการของมารดาตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ต่อเนื่องไปจนกระทั่งตั้งครรภ์มีผลต่อสุขภาพของมารดาและ ทารกที่สมบูรณ์ มารดาที่มีภาวะโลหิตจางและน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน เป็น ภาวะบกพร่อง ซึ่งควรได้รับการ แก้ไขก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ การศึกษานี้เป็นการเก็บข้อมูลแบบภาคตัดขวางเพื่อหาความชุกของภาวะโลหิตจาง และปัจจัยที่มีที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิต จางในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จำนวน 320 คน จาก 6 พื้นที่ของอำเภอเคกาล ประเทศศรีลังกา การเก็บข้อมูลใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบไคสแควร์และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าความชุกของโรคโลหิตจางในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์คิดเป็นร้อยละ 16.2 ปัจจัย เสี่ยงของการมีโรคโลหิตจาง ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ประกอบด้วย ค่าดัชนีมวลกาย และอายุของบุตรคน สุดท้าย หญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่ามาตรฐานจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคโลหิตจางสูงกว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าดัชนีมวลกายปกติ 4 เท่า (95%CI: 1.79 - 9.79) และหญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรคนสุดท้ายอายุ ต่ำกว่า 3 ปี จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคโลหิตจางสูงกว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรคนสุดท้ายอายุมากกว่า 5 ปี 4.6 เท่า (95 % CI : 1.27 - 16.74) ดังนั้นการเว้นช่วงการมีบุตรในผู้หญิงที่มีบุตรคนล่าสุดอายุต่ำกว่า 3 ปี และการเสริมธาตุเหล็กก่อนตั้งครรภ์ ในผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถป้องกันโรคโลหิตจางในระหว่างตั้งครรภ์ได้
ภาวะโภชนาการของมารดาตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ต่อเนื่องไปจนกระทั่งตั้งครรภ์มีผลต่อสุขภาพของมารดาและ ทารกที่สมบูรณ์ มารดาที่มีภาวะโลหิตจางและน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน เป็น ภาวะบกพร่อง ซึ่งควรได้รับการ แก้ไขก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ การศึกษานี้เป็นการเก็บข้อมูลแบบภาคตัดขวางเพื่อหาความชุกของภาวะโลหิตจาง และปัจจัยที่มีที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโลหิต จางในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์จำนวน 320 คน จาก 6 พื้นที่ของอำเภอเคกาล ประเทศศรีลังกา การเก็บข้อมูลใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนและแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การทดสอบไคสแควร์และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่าความชุกของโรคโลหิตจางในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์คิดเป็นร้อยละ 16.2 ปัจจัย เสี่ยงของการมีโรคโลหิตจาง ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ประกอบด้วย ค่าดัชนีมวลกาย และอายุของบุตรคน สุดท้าย หญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าดัชนีมวลกายน้อยกว่ามาตรฐานจะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคโลหิตจางสูงกว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าดัชนีมวลกายปกติ 4 เท่า (95%CI: 1.79 - 9.79) และหญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรคนสุดท้ายอายุ ต่ำกว่า 3 ปี จะมีความเสี่ยงของการเป็นโรคโลหิตจางสูงกว่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีบุตรคนสุดท้ายอายุมากกว่า 5 ปี 4.6 เท่า (95 % CI : 1.27 - 16.74) ดังนั้นการเว้นช่วงการมีบุตรในผู้หญิงที่มีบุตรคนล่าสุดอายุต่ำกว่า 3 ปี และการเสริมธาตุเหล็กก่อนตั้งครรภ์ ในผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถป้องกันโรคโลหิตจางในระหว่างตั้งครรภ์ได้
