Publication: Music Therapy for People with Cerebral Palsy: A systematic Review
77
Issued Date
2559
Resource Type
Language
eng
ISBN
1686-6959
Rights
มหาวิทยาลัยมหิดล
Rights Holder(s)
วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Bibliographic Citation
วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ. ปีที่ 12, ฉบับที่ 15 (ม.ค.-ธ.ค. 2559), 88-120
Suggested Citation
ภุชงค์ ฉิมพิบูลย์, Puchong Chimpiboon Music Therapy for People with Cerebral Palsy: A systematic Review. วารสารวิทยาลัยราชสุดาเพื่อการวิจัยและพัฒนาคนพิการ. ปีที่ 12, ฉบับที่ 15 (ม.ค.-ธ.ค. 2559), 88-120. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/1457
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Music Therapy for People with Cerebral Palsy: A systematic Review
Alternative Title(s)
ดนตรีบำบัดสำหรับผู้ป่วยสมองพิการ: การสังเคราะห์งานวิจัย
Author(s)
Other Contributor(s)
Abstract
This study aimed to synthesize research studies in music therapy for people with cerebral palsy. Nineteen quantitative research studies met the selection criteria which were collected from electronic databases including PubMed, CHINAHL, ERIC, ThaiLIS, and ProQuest. A coding form, consisting of a) publications and researchers, b) research methodology, and c) research content and music intervention, was developed as a research instrument for collecting the characteristics data from these research studies. Descriptive statistics (frequency and percentages) were used to analyse the data and describe the research findings.
Result of synthesis showed that articles (84.2%) was the largest number of research studies, and were published via journals in the field of medicine (57.9%) during 2011 - 2015 (52.6%). Single-case study, one group pretest-posttest, and randomized control group pretest-posttest were equally used as research design at 21.1%. Participants in the research studies were mainly diagnosed as Spasticity (26.3%) in adolescence to early adulthood (21.1%). In terms of research contents and music intervention, Neurological Music Therapy (NMT) was the most widely used theory for developing the music intervention (42.1%). Music movement was the most popularly used (52.6%). Songs were most commonly selected by researcher based on assessment (42.1%). Audio equipment was mostly used as the music instruments or materials (25%). In respect of the number of sessions and the duration of time, the music intervention was given to participants only one time (26.3%) for 30 minutes mostly (36.8%). The outcomes were largely in the area of physical development (63.2%) such as gait, fine motor, gross motor, and step cadence. Regarding the testing results, most of the research findings were based on the hypothesis (26.3%).
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้คือ เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยด้านดนตรีสำหรับผู้ป่วยสมองพิการ มีงานวิจัยจำนวน 19 เล่ม ที่มีความสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ จากการสืบค้นในฐานข้อมูลต่างๆ ประกอบด้วย PubMed, CHINAHL, ERIC, ThaiLIS, และ ProQuest เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้คือ แบบบันทึกคุณลักษณะของงานวิจัย เพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลใน 3 ประเด็น ได้แก่ การตีพิมพ์และผู้วิจัย ระเบียบวิธีวิจัย และเนื้อหางานวิจัยและการใช้ดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงบรรยาย โดยทำการวิเคราะห์ความถี่และร้อยละของคุณลักษณะของงานวิจัยในแต่ละประเด็น ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นบทความวิจัย (ร้อยละ84.2) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ (ร้อยละ 57.9) และตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ.2011-2015 (ร้อยละ 52.6) ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้มากที่สุดคือ Single-case study, One group pretest-posttest, และ Randomized control group pretest-posttest (ร้อยละ 21.1) ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคสมองพิการชนิดเกร็ง (ร้อยละ 26.3) อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ช่วงแรก (ร้อยละ 21.1) สำหรับด้านการใช้ดนตรี พบว่า ทฤษฎีที่นำมาใช้พัฒนาดนตรีสำหรับการทดลองมากที่สุดคือ Neurologic Music Therapy (ร้อยละ 42.1) กิจกรรมทางดนตรีที่ใช้มากที่สุดคือการเคลื่อนไหวประกอบเพลง (ร้อยละ 52.6) ดนตรีที่ใช้ในการทดลองส่วนใหญ่ทำการคัดเลือกโดยนักวิจัยจากผลของการประเมินในขั้นต้น (ร้อยละ 42.1) สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้มากที่สุดในการบำบัดคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 25) เมื่อพิจารณาด้านระยะเวลาในการรับการบำบัด พบว่า ส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะได้รับกิจกรรมดนตรี 1 ครั้ง (ร้อยละ 26.3) ครั้งละ 30 นาที (ร้อยละ 36.8) เมื่อพิจารณาผลของการวิจัยจำแนกตามพัฒนาการ พบว่า โดยส่วนมากเป็นทางด้านกายภาพ (ร้อยละ 63.2) และผลการวิจัยส่วนใหญ่เป็นไปตามสมมติฐาน (ร้อยละ 26.3)
วัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้คือ เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยด้านดนตรีสำหรับผู้ป่วยสมองพิการ มีงานวิจัยจำนวน 19 เล่ม ที่มีความสอดคล้องกับเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ จากการสืบค้นในฐานข้อมูลต่างๆ ประกอบด้วย PubMed, CHINAHL, ERIC, ThaiLIS, และ ProQuest เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้คือ แบบบันทึกคุณลักษณะของงานวิจัย เพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูลใน 3 ประเด็น ได้แก่ การตีพิมพ์และผู้วิจัย ระเบียบวิธีวิจัย และเนื้อหางานวิจัยและการใช้ดนตรี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือสถิติเชิงบรรยาย โดยทำการวิเคราะห์ความถี่และร้อยละของคุณลักษณะของงานวิจัยในแต่ละประเด็น ผลการวิจัยพบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นบทความวิจัย (ร้อยละ84.2) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารด้านการแพทย์ (ร้อยละ 57.9) และตีพิมพ์ในช่วงปี ค.ศ.2011-2015 (ร้อยละ 52.6) ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้มากที่สุดคือ Single-case study, One group pretest-posttest, และ Randomized control group pretest-posttest (ร้อยละ 21.1) ผู้เข้าร่วมการวิจัยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคสมองพิการชนิดเกร็ง (ร้อยละ 26.3) อยู่ในช่วงวัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ช่วงแรก (ร้อยละ 21.1) สำหรับด้านการใช้ดนตรี พบว่า ทฤษฎีที่นำมาใช้พัฒนาดนตรีสำหรับการทดลองมากที่สุดคือ Neurologic Music Therapy (ร้อยละ 42.1) กิจกรรมทางดนตรีที่ใช้มากที่สุดคือการเคลื่อนไหวประกอบเพลง (ร้อยละ 52.6) ดนตรีที่ใช้ในการทดลองส่วนใหญ่ทำการคัดเลือกโดยนักวิจัยจากผลของการประเมินในขั้นต้น (ร้อยละ 42.1) สำหรับอุปกรณ์ที่ใช้มากที่สุดในการบำบัดคืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ร้อยละ 25) เมื่อพิจารณาด้านระยะเวลาในการรับการบำบัด พบว่า ส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมการวิจัยจะได้รับกิจกรรมดนตรี 1 ครั้ง (ร้อยละ 26.3) ครั้งละ 30 นาที (ร้อยละ 36.8) เมื่อพิจารณาผลของการวิจัยจำแนกตามพัฒนาการ พบว่า โดยส่วนมากเป็นทางด้านกายภาพ (ร้อยละ 63.2) และผลการวิจัยส่วนใหญ่เป็นไปตามสมมติฐาน (ร้อยละ 26.3)
