Publication: Comparison between traditional ecological knowledge of coastal villagers in Thailand and scientific ecological knowledge regarding Dugong
Issued Date
2014-01-01
Resource Type
ISSN
01258370
Other identifier(s)
2-s2.0-84923814222
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
SCOPUS
Bibliographic Citation
Kasetsart Journal - Social Sciences. Vol.35, No.2 (2014), 368-377
Suggested Citation
Natthita Rojchanaprasart, Prasert Tongnunui, Wipawan Tinnungwattana Comparison between traditional ecological knowledge of coastal villagers in Thailand and scientific ecological knowledge regarding Dugong. Kasetsart Journal - Social Sciences. Vol.35, No.2 (2014), 368-377. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/20.500.14594/34954
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Comparison between traditional ecological knowledge of coastal villagers in Thailand and scientific ecological knowledge regarding Dugong
Other Contributor(s)
Abstract
© 2006, Kasetsart University. All rights received. Previous studies of traditional ecological knowledge (TEK) of dugongs are sparse. Moreover, they did not compare TEK and SEK (scientific ecological knowledge) with statistical testing. Hence, this paper examined an equal proportion of TEK and SEK. The study covered five coastal communities in Trang province. In-depth interviews were used with coastal village elders by snowball sampling and with the team leaders of 5 coastal resource conservation groups by purposive sampling––a total of 40 interviewees. Qualitative analysis was applied by coding the knowledge issues of TEK for a comparison with the SEK that was derived from literature reviews and knowledge sharing in fora among villagers, academics, and other sectors. Consistent issues were scored as 1 and inconsistent issues were scored as 0, with the maximum score being 86. The proportion of TEK to SEK was tested by chi-square. The findings indicated that for the dugong morphology, the proportion of TEK was equal to SEK (p =.370). For dugong behavior, including swimming, breathing, feeding, and social behavior and communication, the proportion of TEK was equal to SEK (p = 1.000,.366,.715 and 1.000, respectively), while the proportion of TEK on breeding and parental care of calves was not equal to SEK (p =.034). In other words, the proportion of TEK on parental care of calves was equal to SEK (p =.405), while the proportion of TEK on breeding was not equal to SEK (p =.033). From the test results above, it could be concluded that the villagers’ traditional ecological knowledge regarding dugongs was comparable to the scientific ecological knowledge. Therefore, it is an extremely valuable source of knowledge. The study results suggested that traditional ecological knowledge regarding dugongs directly influences dugong conservation with the dugong being an important indicator of the abundance of aquatic resources. Moreover, the use of the traditional ecological knowledge not only empowered the coastal villagers to participate in dugong conservation, but also supported their participation in dugong planning because the coastal villagers were stakeholders in the co-management.
การศึกษาความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญาเกี่ยว กับพะยูนก่อนหน้านี้มีไม่มากนัก อีกทั้งการศึกษา เหล่านั้นไม่ได้มีการเปรียบเทียบโดยการทดสอบทาง สถิติระหว่างความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญากับความรู้ เชิงนิเวศวิทยาศาสตร์ ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึง ต้องการศึกษาว่าสัดส่วนของความรู้เชิงนิเวศแบบ ภูมิปัญญาเท่ากับความรู้นิเวศวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ การศึกษาครอบคลุม 5 ชุมชนชายฝั่งในจังหวัดตรัง โดยสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้านที่สุ่มตัวอย่างแบบ ลูกโซ่ และทีมแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง 5 กลุ่ม ที่สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง รวมสัมภาษณ์ 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยกำหนด ประเด็นความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญาเปรียบเทียบ กับความรู้นิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทบทวน วรรณกรรมและจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพะยูน ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคส่วนอื่น ถ้า สอดคล้องให้ 1 คะแนน ถ้าไม่สอดคล้องให้ 0 คะแนน โดยคะแนนสูงสุดเป็น 86 คะแนน ต่อไป ทำการทดสอบสัดส่วนระหว่างความรู้เชิงนิเวศแบบ ภูมิปัญญาและความรู้เชิงนิเวศทางวิทยาศาสตร์ ผล การศึกษา พบว่า ความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาด้าน ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของพะยูน มีสัดส่วนเท่ากับ ความรู้เชิงนิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ (p = .370) อีกทั้ง ความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาด้านพฤติกรรมของพะยูน ได้แก่ การว่ายน้ำ การหายใจ การกินอาหาร และ พฤติกรรมทางสังคมและการสื่อสาร มีสัดส่วนเท่ากับ ความรู้เชิงนิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ (p = 1.000, .366, .715 และ 1.000 ตามลำดับ) ขณะที่ในเรื่องการ สืบพันธุ์และการเลี้ยงดูลูกมีสัดส่วนไม่เท่ากัน (p = .034) กล่าวคือ สัดส่วนของความรู้นิเวศแบบ ภูมิปัญญาเท่ากับความรู้นิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ในเรื่อง การเลี้ยงดูลูก (p = .405) แต่ในเรื่องการสืบพันธุ์ ไม่เท่ากัน (p = .033) จากผลการทดสอบดังกล่าวข้าง ต้นสามารถสรุปได้ว่าความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาของชาวบ้านเกี่ยวกับพะยูนเป็นความรู้ที่ค่อนข้างเทียบเท่า กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นความรู้ที่มีคุณค่า อย่างยิ่ง จึงเสนอแนะว่าความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญา เกี่ยวกับพะยูนส่งผลโดยตรงกับการอนุรักษ์พะยูน เนื่องจากพะยูนเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของความสมบูรณ์ ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ดังนั้น การนำความรู้นิเวศแบบ ภูมิปัญญาเกี่ยวกับพะยูนไปใช้นอกจากเป็นการเสริม สร้างพลังของชาวบ้านในชายฝั่งให้มีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์พะยูนแล้ว แต่ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมใน การวางแผนด้วย เพราะชาวบ้านในชายฝั่งเป็นผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการร่วม
การศึกษาความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญาเกี่ยว กับพะยูนก่อนหน้านี้มีไม่มากนัก อีกทั้งการศึกษา เหล่านั้นไม่ได้มีการเปรียบเทียบโดยการทดสอบทาง สถิติระหว่างความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญากับความรู้ เชิงนิเวศวิทยาศาสตร์ ดังนั้น รายงานฉบับนี้จึง ต้องการศึกษาว่าสัดส่วนของความรู้เชิงนิเวศแบบ ภูมิปัญญาเท่ากับความรู้นิเวศวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ การศึกษาครอบคลุม 5 ชุมชนชายฝั่งในจังหวัดตรัง โดยสัมภาษณ์ปราชญ์ชาวบ้านที่สุ่มตัวอย่างแบบ ลูกโซ่ และทีมแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง 5 กลุ่ม ที่สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง รวมสัมภาษณ์ 40 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยกำหนด ประเด็นความรู้เชิงนิเวศแบบภูมิปัญญาเปรียบเทียบ กับความรู้นิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้จากการทบทวน วรรณกรรมและจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องพะยูน ระหว่างชาวบ้าน นักวิชาการ และภาคส่วนอื่น ถ้า สอดคล้องให้ 1 คะแนน ถ้าไม่สอดคล้องให้ 0 คะแนน โดยคะแนนสูงสุดเป็น 86 คะแนน ต่อไป ทำการทดสอบสัดส่วนระหว่างความรู้เชิงนิเวศแบบ ภูมิปัญญาและความรู้เชิงนิเวศทางวิทยาศาสตร์ ผล การศึกษา พบว่า ความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาด้าน ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของพะยูน มีสัดส่วนเท่ากับ ความรู้เชิงนิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ (p = .370) อีกทั้ง ความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาด้านพฤติกรรมของพะยูน ได้แก่ การว่ายน้ำ การหายใจ การกินอาหาร และ พฤติกรรมทางสังคมและการสื่อสาร มีสัดส่วนเท่ากับ ความรู้เชิงนิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ (p = 1.000, .366, .715 และ 1.000 ตามลำดับ) ขณะที่ในเรื่องการ สืบพันธุ์และการเลี้ยงดูลูกมีสัดส่วนไม่เท่ากัน (p = .034) กล่าวคือ สัดส่วนของความรู้นิเวศแบบ ภูมิปัญญาเท่ากับความรู้นิเวศเชิงวิทยาศาสตร์ในเรื่อง การเลี้ยงดูลูก (p = .405) แต่ในเรื่องการสืบพันธุ์ ไม่เท่ากัน (p = .033) จากผลการทดสอบดังกล่าวข้าง ต้นสามารถสรุปได้ว่าความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญาของชาวบ้านเกี่ยวกับพะยูนเป็นความรู้ที่ค่อนข้างเทียบเท่า กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นความรู้ที่มีคุณค่า อย่างยิ่ง จึงเสนอแนะว่าความรู้นิเวศแบบภูมิปัญญา เกี่ยวกับพะยูนส่งผลโดยตรงกับการอนุรักษ์พะยูน เนื่องจากพะยูนเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของความสมบูรณ์ ของทรัพยากรสัตว์น้ำ ดังนั้น การนำความรู้นิเวศแบบ ภูมิปัญญาเกี่ยวกับพะยูนไปใช้นอกจากเป็นการเสริม สร้างพลังของชาวบ้านในชายฝั่งให้มีส่วนร่วมในการ อนุรักษ์พะยูนแล้ว แต่ยังสนับสนุนการมีส่วนร่วมใน การวางแผนด้วย เพราะชาวบ้านในชายฝั่งเป็นผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการร่วม