Publication: Factors Predicting the Change of Symptom Distress among Thai Women with Cervical Cancer
6
1
Issued Date
2011
Resource Type
Language
eng
ISSN
0125-3611 (Print)
2651-0561 (Online)
2651-0561 (Online)
Rights
Mahidol University
Rights Holder(s)
Department of Nursing Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Physiological Nursing School of Nursing University of California
Department of Biostatistics Faculty of Public Health Mahidol University
Department of Medicine Nursing Faculty of Nursing Mahidol University
Department of Obstetrics and Gynecology Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Mahidol University
Department of Physiological Nursing School of Nursing University of California
Department of Biostatistics Faculty of Public Health Mahidol University
Department of Medicine Nursing Faculty of Nursing Mahidol University
Bibliographic Citation
Ramathibodi Medical Journal. Vol. 34, No. 1 (Jan-Mar 2011), 45-57
Suggested Citation
Bualuang Sumdaengrit, Somchit Hanucharurnkul, Marylin J Dodd, Sarikapan Wilailak, Thavatchai Vorapongsathorn, Kanaungnit Pongthavornkamol, บัวหลวง สำแดงฤทธิ์, สมจิต หนุเจริญกุล, สฤกพรรณ วิไลลักษณ์, ธวัชชัย วรพงศธร, คนึงนิจ พงษ์ถาวรกมล Factors Predicting the Change of Symptom Distress among Thai Women with Cervical Cancer. Ramathibodi Medical Journal. Vol. 34, No. 1 (Jan-Mar 2011), 45-57. Retrieved from: https://repository.li.mahidol.ac.th/handle/123456789/79813
Research Projects
Organizational Units
Authors
Journal Issue
Thesis
Title
Factors Predicting the Change of Symptom Distress among Thai Women with Cervical Cancer
Alternative Title(s)
ปัจจัยทำนายการเปลี่ยนแปลงความทุกข์ทรมานจากอาการที่เกิดในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูก
Other Contributor(s)
Mahidol University. Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital. Department of Nursing
Mahidol University. Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital. Department of Obstetrics and Gynecology
University of California. School of Nursing. Department of Physiological Nursing
Mahidol University. Faculty of Public Health. Department of Biostatistics
Mahidol University. Faculty of Nursing. Department of Medicine Nursing
Mahidol University. Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital. Department of Obstetrics and Gynecology
University of California. School of Nursing. Department of Physiological Nursing
Mahidol University. Faculty of Public Health. Department of Biostatistics
Mahidol University. Faculty of Nursing. Department of Medicine Nursing
Abstract
Introduction and Purposes: Women with cervical cancer experience symptom distress from both disease and treatment – side effect. There was evidenced the change of symptom distress as a curve. It increased from per to during treatment and decrease at post treatment. It was congruent with the symptom experience dimension in the symptom management model. Purposes of the study were to examine factors predicting the change of symptom distress using the Symptom Management Model as a conceptual framework.
Methods: Prospective predictive study design was used to collect data in 190 women from 4 hospitals: 1 hospital affiliated university, 2 military hospitals, and 1 hospital under the National Cancer Institute. Participants were asked to complete three questionnaires: Demographic, Disease, and Treatment Questionnaires, Sense of Coherence-13, and Memorial Symptom Assessment Scale. Data were collected at pre, during, and one month post treatment.
Result: Results reported factors predicting symptom distress was education, sense of coherence, type of treatment, living arrangement, and treatment period. Meanwhile, age, marital status, family caregivers, and financial status could not predict symptom distress.
Conclusions: These findings indicate that the Symptom Management Model can partially provide an empirical explanation factors predict the change of symptom distress in Thai women with cervical cancer. However, health care providers should concern these factors to reduce women’s symptom suffering. Replication this framework in other cancer patients is recommended for further study.
บทนำและวัตถุประสงค์: สตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกและรับการรักษาย่อมได้รับความทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและการรักษา จากผลการศึกษาในเฟสแรกพบว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงความทุกข์ทรมานของอาการเป็นรูปโค้งลง โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยจนถึงช่วงกลางของการรักษาและลดลงภายหลังการรักษาซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอาการในโมเดลการจัดการของดอด์ดและคณะ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการในสตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูก วิธีการศึกษาวิจัย: การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้าและทำนายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ โดยเก็บข้อมูลในสตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ จำนวน 190 คน ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย 1 แห่ง กระทรวงกลาโหม 2 แห่ง และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิดได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โรคและการรักษา แบบสอบถามความเข้มแข็งในการมองโลกฉบับย่อและแบบประเมินอาการจากโรคและการรักษา โดยเก็บข้อมูล 3 ครั้ง ตั้งแต่ก่อนระหว่างและภายหลังการรักษาแล้ว 1 เดือน ผลการศึกษา: ผลการศึกษาในเฟสนี้ พบว่าปัจจัยที่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ ได้แก่ จำนวนปีที่ศึกษา ความเข้มเข็งในการมองโลก ชนิดของการรักษา สถานที่อยู่อาศัยระหว่างการรักษาและช่วงเวลาของการรักษา ส่วนปัจจัยที่ไม่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ผู้ดูแลระหว่างรับการรักษา และเศรษฐานะ สรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาโมเดลการรัดการกับอาการสามารถใช้สนับสนุน การศึกษารูปแบบการเปลี่ยนแปลงปละปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกได้บางส่วน อย่างไรก็ดี บุคลากรในทีมสุขภาพควรตระหนักถึงปัจจัยที่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการได้ เพื่อที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานจากอาการได้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกต่อไป การทำวิจัยซ้ำในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งนี้ จะเป็นการยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้โมเดลนี้ในการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งต่อไป
บทนำและวัตถุประสงค์: สตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกและรับการรักษาย่อมได้รับความทุกข์ทรมานทั้งจากโรคและการรักษา จากผลการศึกษาในเฟสแรกพบว่า รูปแบบการเปลี่ยนแปลงความทุกข์ทรมานของอาการเป็นรูปโค้งลง โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยจนถึงช่วงกลางของการรักษาและลดลงภายหลังการรักษาซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอาการในโมเดลการจัดการของดอด์ดและคณะ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการในสตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูก วิธีการศึกษาวิจัย: การศึกษานี้เป็นการวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้าและทำนายปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ โดยเก็บข้อมูลในสตรีที่เป็นมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ จำนวน 190 คน ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย 1 แห่ง กระทรวงกลาโหม 2 แห่ง และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ 1 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิดได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โรคและการรักษา แบบสอบถามความเข้มแข็งในการมองโลกฉบับย่อและแบบประเมินอาการจากโรคและการรักษา โดยเก็บข้อมูล 3 ครั้ง ตั้งแต่ก่อนระหว่างและภายหลังการรักษาแล้ว 1 เดือน ผลการศึกษา: ผลการศึกษาในเฟสนี้ พบว่าปัจจัยที่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ ได้แก่ จำนวนปีที่ศึกษา ความเข้มเข็งในการมองโลก ชนิดของการรักษา สถานที่อยู่อาศัยระหว่างการรักษาและช่วงเวลาของการรักษา ส่วนปัจจัยที่ไม่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการ ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ผู้ดูแลระหว่างรับการรักษา และเศรษฐานะ สรุป: ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาโมเดลการรัดการกับอาการสามารถใช้สนับสนุน การศึกษารูปแบบการเปลี่ยนแปลงปละปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการในสตรีไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกได้บางส่วน อย่างไรก็ดี บุคลากรในทีมสุขภาพควรตระหนักถึงปัจจัยที่สามารถทำนายการเปลี่ยนแปลงของความทุกข์ทรมานจากอาการได้ เพื่อที่จะช่วยลดความทุกข์ทรมานจากอาการได้เหมาะสมกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกต่อไป การทำวิจัยซ้ำในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งนี้ จะเป็นการยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้โมเดลนี้ในการศึกษาผู้ป่วยมะเร็งต่อไป
